บทความ

กลับสู่โลกแห่งความจริง


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนกันยายน ปี '57 กับ '56
ตลาดโดยรวม - 27.3 %
รถยนต์นั่ง - 36.7 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) -4.9 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) - 18.4 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ - 19.1 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ - 26.3 %
อื่นๆ - 27.5 %
เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนมกราคม-กันยายน ปี '57 กับ '56
ตลาดโดยรวม - 37.4 %
รถยนต์นั่ง - 45.3 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) - 4.0 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) - 33.4 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ - 32.9 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ - 33.6 %
อื่นๆ - 44.2 %

 

ยอดการขายรถยนต์ในเดือนกันยายน ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นความเป็นจริงของชีวิต โดยค่ายยักษ์ใหญ่ ใช้คำพูดที่ว่า อัตราการเติบโตของยอดขายสะสม ส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง เป็นผลมาจากตลาดที่กำลังปรับสู่สมดุลหลังสิ้นสุดโครงการรถยนต์คันแรก และการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจในช่วงต้นปี

เพราะตัวเลขการขายรายเดือน ยังคงลดลง 27.3 % ขายกันเพียง 68,917 คัน ขณะที่ยอดรวม 9 เดือน ปรับตัวลดลง 37.4 % ด้วยตัวเลข 647,006 คัน ทั้งนี้ มีประเด็นเพราะความเข้มงวดของสถาบันทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ลดลง

แต่จากสถิติการขายที่ผ่านมา ไตรมาสสุดท้าย จะเป็นไตรมาสที่มียอดขายสูงกว่าไตรมาสที่เหลือ รวมทั้งค่ายรถยนต์เอง ก็เตรียมงัดกลเม็ดเด็ดพรายเอามาใช้กันช่วงปลายปี ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงโฉมเสียหน่อย หรือการเพิ่มรุ่นใหม่เข้ามา ให้ได้ตัดสินใจซื้อกัน เพราะเงินในกระเป๋าน่ะยังมีอยู่ เพียงแต่ยังไม่อยากใช้เท่านั้นเอง

แต่หันไปดูดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกันยายน ดัชนีปรับตัวลงจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศ ที่มีสัญญาณชะลอตัว อันเป็นผลมาจากราคาพืชผลการเกษตรยังคงทรงตัวในระดับต่ำ รวมถึงการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว ทำให้แนวโน้มตลาดรถยนต์ในเดือนตุลาคมยังอยู่ในสภาวะทรงตัว

แต่นั่นไม่น่าจะใช่ปัญหาใหญ่ สำหรับยอดการขายรวมทั้งไตรมาสสุดท้าย ที่น่าจะกู้หน้าฟื้นตัวขึ้นมาเป็นปกติ

แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหาในอนาคต น่าจะเป็นเรื่องของพลังงาน ที่ท่านรัฐมนตรีคนใหม่ ออกมาตั้งเป็นนโยบายเร่งด่วนเอาไว้ คือ การทยอยปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุน และเกิดความเป็นธรรม รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิต ที่ดีเซลจะต้องสูงขึ้น และกลุ่มเบนซินจะต้องลดลง โดยทั้งหมดจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปี

สิ่งนี้นับเป็นการส่งสัญญาณ สำหรับผู้ที่คิดจะเลือกซื้อรถยนต์ไว้ใช้งาน ว่าต้องการใช้เชื้อเพลิงอะไร ชนิดใด เปรียบเทียบให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเอง ว่าน่าจะใช้ เบนซิน แกสโซฮอล ดีเซล แกสธรรมชาติ แบบ ซีเอนจี หรือ แอลพีจี เพราะภาครัฐตั้งท่าจะค่อยๆ ขยับราคาพลังงานที่ต่ำกว่าเป็นจริงไปเรื่อยๆ ไปสู่ราคาที่ถูกต้อง ดังนั้นราคาเบนซิน และแกสโซฮอลในอนาคตจะต้องถูกลง และดีเซลจะต้องแพงขึ้น

หากจะมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องถูกต้อง น่าจะกลับเข้าสู่ความเป็นจริงได้แล้ว ไม่ใช่มีการบิดเบือนกลไกตลาด ด้วยการลดหย่อนภาษี หรือการอุดหนุนชดเชย เพียงแต่การกระทำดังกล่าว กระทำกันมาเป็นเวลานานมาก คิดดูง่ายๆ ว่า ราคาน้ำมันดีเซล อยู่ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร มานานขนาดไหน จนถึงวันนี้ มีคนใช้รถยนต์เชื้อเพลิงดีเซลกันมากขนาดไหน โดยเฉพาะภาคการขนส่ง

แล้วถ้าปรับกันจนไปถึงลิตรละ 40 บาท ก็น่าจะเห็นการประท้วงกันบ้างละ

แต่ก็ขึ้นกับการตัดสินใจของผู้บริหาร ถ้าต้องการอย่างนั้นจริง ต้องการให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ไม่มีการอุดหนุน หรือลดหย่อนภาษี ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ หรือเตรียมหาวิธีการไม่ให้ภาคขนส่งเดือดร้อน ก็น่าจะเป็นเรื่องดีงามของประเทศ ที่ราคาเชื้อเพลิงบ้านเรา จะได้เข้าไปใกล้เคียงกับเพื่อนบ้านเสียที ไม่ใช่ลักหลั่นกันอยู่อย่างนี้

ส่วนอีกเรื่องที่จะต้องเร่งดำเนินการ คือ จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ได้ตามแผนภายในปีงบประมาณ 2558 จะต้องชัดเจนเพราะไทยเองหากต้องการราคาค่าไฟที่ถูก ต้องพึ่งถ่านหิน เพราะมีค่าไฟถูกสุด รองลงมาจึงเป็นแกสธรรมชาติ ขณะที่พลังงานทดแทนไทยเองก็ส่งเสริม แต่ต้องยอมรับว่ามีค่าไฟที่แพง ดังนั้นในเรื่องนี้จะมีการทำควบคู่ไปกับการรณรงค์การลดใช้พลังงาน หรือแผนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยลดการใช้ไฟลงมา ซึ่งหมายถึง การลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในที่สุด

ท่านพูดมาแค่นี้ ก็น่าจะเป็นเรื่องระดับนโยบายไปแล้ว เพราะเห็นต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากันแทบจะทุกภาคของประเทศ เรียกว่าไม่ต้องการให้ก่อสร้าง แต่ต้องการความเสถียรทางพลังงานไฟฟ้า ไฟตก ไฟดับที ก็บ่นกันไปทั่ว แต่ไม่ยอมให้สร้างโรงไฟฟ้า

ไม่ต้องถึงกับพลังงานนิวเคลียร์เพื่อมาใช้งานหรอก เอาแค่โรงไฟฟ้าถ่านหิน น่าจะพอเพียง เพื่อเตรียมรับมือกับการลงทุนอีกมากที่จะเข้ามาในประเทศ

กลับมาสู่ความจริงกันเสียที ว่าประเทศเรายังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอีกมาก สมควรสร้างหรือจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมกันได้แล้ว ยิ่งท่านอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนไปอีกตั้งเยอะ ก็ต้องเตรียมหาสาธารณูปโภค เอาไว้ให้เขาใช้งานด้วย เป็นสิ่งดีที่สุด ไม่ใช่สร้างโรงงานแล้ว ต้องสร้างโรงไฟฟ้าของตัวเองคู่กันไปด้วย

มันจะดูแปลกๆ ไปนะ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2557
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/msyPs

Follow autoinfo.co.th