บทความ

อย่าซ่อมรถก่อนเดินทางไกล…ควรเชื่อไหม ?


ก่อนเริ่มเรื่อง ผมขอสรุปเกี่ยวกับการปรับแดมเพอร์ตามหลักการเป็นครั้งสุดท้ายครับ

 

1. สปริง ให้อ่อนเข้าไว้ เท่าที่เป็นไปได้ หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ แข็งเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งแน่นอนครับ ว่าถ้าเป็นสปริงสำหรับรถสปอร์ท ก็ยังต้องอยู่ในระดับแข็งอยู่ดี เพื่อป้องกันการเอียงของตัวรถ เมื่อรับแรงหนีศูนย์กลางอย่างสูงในโค้ง เป็นเพียงความเข้าใจครับ เพราะในภาคปฏิบัติ ผู้ผลิตชุดสปริงพร้อมแดมเพอร์ เขาเป็นผู้เลือกความแข็งของสปริงมาให้เราเรียบร้อยแล้ว

 

car-suspension-heidelberg copy

 

2. จังหวะยุบตัว (COMPRESSION) เน้นให้แข็งเข้าไว้ เพื่อให้แรงกดระหว่างหน้ายางกับผิวถนน ค่อนข้างคงที่ เราจะรู้สึกเวลาสัมผัสวงพวงมาลัย เมื่อขับทางตรงที่ความเร็วสูง ว่า “แน่น” นิ่ง และกระชับ เลือกความแข็งให้อยู่ในจุดที่ เมื่อเพิ่มให้แข็งขึ้นอีกแล้วความรู้สึกที่พวงมาลัยไม่ได้ดีขึ้น แล้วลองถอยกลับไปทางอ่อน จนเริ่ม “โหวงเหวง” กลับไปทิศที่แข็งขึ้นอีกครั้ง ก็จะเจอจุดที่เหมาะครับ ห้ามใช้หลัก “ยิ่งแข็ง ยิ่งดี” เด็ดขาด เพราะการเกาะถนนจะลดลงอย่างมาก

 

dee4ec2159360ba6f6bc10fbfd115c4d copy

 

3. จังหวะคลาย (REBOUND) เน้นให้อ่อนเข้าไว้ คือ แข็งเท่าที่จำเป็น ก่อนอื่นเลย ต้องแข็งพอที่จะต้านแรงจากการคลายตัวของสปริงได้ ถ้าดูระดับที่รถจอดอยู่นิ่ง หรือแล่นบนทางเรียบเป็นระดับสำหรับเปรียบเทียบ แล้วเราแล่นข้ามสันที่นูนขึ้นมา ตอนรถข้ามสันนี้พ้นไปแล้ว และล้อกลับลงมาที่ระดับถนน ตัวรถจะเคลื่อนที่ลงมา จนยุบตัวต่ำกว่าระดับเปรียบเทียบ หรือระดับสถิต เนื่องจากมีแรงเฉื่อย จนอยู่ในตำแหน่งต่ำสุด จากนั้นจะถูกแรงของสปริงดันกลับขึ้นมาด้านบน ถ้าเราปรับจังหวะคลายของแดมเพอร์ไว้แบบแข็งมาก ตัวรถจะเคลื่อนขึ้นมาค่อนข้างช้า และมาอยู่ในระดับสถิต ถ้าเป็นแบบนี้ คือ สัญญาณบอกเราว่า แดมเพอร์ถูกปรับจนแข็งเกินไปเล็กน้อย (อาจจะเกือบเหมาะสมก็ได้) หรือแข็งเกินไปมาก ถ้าความแข็งที่เราเลือก ค่อนข้างถูกต้อง ตัวรถจะเคลื่อนขึ้นไปจนเลยระดับสถิตนี้เล็กน้อย แล้วจึงกลับลงมาสู่ระดับสถิต แบบนี้ไม่ถือว่าอ่อนเกินไปนะครับ และถ้าตอนเคลื่อนกลับลงมานี้ ยังเลยต่ำกว่าระดับสถิต ก็แสดงว่าเราปรับจังหวะยุบตัว ไว้อ่อนเกินไปแน่นอน ถ้าได้ค่าที่ให้ผลที่ว่านี้แล้ว ลองเพิ่มความแข็งขึ้นอีก ถ้าตัวรถ “เด้ง” กลับขึ้นมาช้าลงไปอีก และไม่สูงเลยระดับสถิต หลังจากที่ข้ามพ้นสัน แสดงว่าเราเลือกค่าความแข็งสูงเกินไปแล้ว คราวนี้ให้สังเกตอาการอื่นเพื่อยืนยัน ซึ่งก็คือ ความสะเทือนกระด้าง ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก บนผิวถนนทุกรูปแบบ ถ้าใช่ ก็ปรับค่านี้ให้อ่อนลงครับ แล้วถ้าเรา “รับได้” กับความกระด้างนี้ล่ะ น่าใช้ค่าที่แข็งนี้ไหม ? ไม่มีประโยชน์เลยครับ เพราะแรงยึดเกาะผิวถนนของหน้ายางจะลดลง

 

iStock_000000517976Large copy

 

สรุปแล้ว สปริงที่แข็งเกินไป จังหวะยุบตัว และจังหวะคลายที่แข็งเกินไป ล้วนทำให้หน้ายางเกาะถนนน้อยลง ถ้านับรวมเหล็กกันโคลงด้วย ขนาดที่ใหญ่ขึ้น แข็งขึ้น ก็ทำให้ล้อคู่นั้น เกาะถนนร่วมกันด้วยแรงที่น้อยลงเหมือนกันครับ

 

ถ้าคิดว่า ถ้าเวลาผ่านไปสักพัก เราก็คงลืมรายละเอียดพวกนี้ อย่างน้อยท่องไว้ในใจให้จำได้เลยครับ

 

สปริงอ่อน จังหวะคลาย (REBOUND) อ่อน/จังหวะยุบตัว (COMPRESSION) แข็งเท่าที่จำเป็น จะช่วยให้รถเกาะถนนทรงตัวดีที่สุด

 

เหลือคำถามสุดท้าย คือ กรณีที่เป็นการปรับแดมเพอร์แบบที่ปรับร่วมกันทั้งสองจังหวะ ไม่มีปัญหาครับ ง่ายกว่ามาก แต่จะได้ผลจนถูกใจหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับฝีมือของวิศวกรของเขาอย่างมาก ในการ “จับคู่” ระหว่างจังหวะยุบตัว และจังหวะคลาย เพราะค่าทั้งสองนี้จะถูก “ลาก” ควบคู่ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทิศอ่อน หรือแข็ง ส่วนใหญ่ผู้ผลิตแดมเพอร์ (และสปริง) จะเลือกให้ค่าที่เหมาะสม อยู่ประมาณกึ่งกลางของระยะที่ปรับได้ทั้งหมด แน่นอนครับ ว่าก็ตรง “ปลาย” ทั้งสอง คือ อ่อนที่สุด และแข็งที่สุดนั้น ใช้การไม่ได้ แต่มีไว้เพื่อหวังผลทางการตลาด ด้วยตรรกะของลูกค้า หรือมนุษย์ส่วนใหญ่ ที่ยังเชื่อว่า ยิ่งมากยิ่งดี แถมซอยระดับให้ละเอียดยิบ เช่น “ปรับความแข็งได้ 36 ระดับ” ที่จริงเอา 4 หารให้เหลือ 9 ระดับก็ยังได้

 

เลือกค่าอ่อนที่สุด แล้วลองขับดูครับ น่าจะพบว่า มันอ่อนไป ทั้งจังหวะยุบตัว และจังหวะคลาย โดยลองข้ามสันตามขวางด้วยความเร็วพอประมาณ จากนั้นเพิ่มความแข็งไปหลายระดับหน่อย เพื่อให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจน และไม่เสียเวลามาก อาการที่บอกว่า เราเข้าใกล้ตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว คือ ความรู้สึกที่พวงมาลัยตอนขับทางตรง ที่ความเร็วตั้งแต่ประมาณ 80 กม./ชม ขึ้นไป ให้ความรู้สึก นิ่ง แน่น ตึงกระชับ ดีขึ้นกว่าตอนแรกๆ กับตอนล้อพ้นสันตามขวาง (ขับช้า) แล้วตัวรถยัง “โยนตัว” ขึ้นเลยระดับสถิตไปเล็กน้อย ลองเพิ่มความแข้งขึ้นไปอีก ถ้าความรู้สึกที่พวงมาลัยไม่ดีขึ้น (เพราะดีพออยู่แล้ว) แต่ตอนตัวรถโยนตัวขึ้น จะช้า “หนืด” และความสะเทือนเมื่อขับบนถนนผิวค่อนข้างดี เพิ่มมากจนรบกวนเรา แสดงว่าเราเลยตำแหน่งที่เหมาะมาแล้วครับ ต้องลองลดความแข็งลงไปทีละน้อย ช่วงนี้ทำกลับไปกลับมาอย่างละเอียด ก็จะเจอจุดที่ “ดี” คือ เกาะถนนทรงตัวดี และ “ถูกใจ” คือ ให้ความนุ่มนวลพอสมควรด้วย ต้องตั้งมาตรฐานด้านความนุ่มนวล ความสบายให้ถูกต้องนะครับ เช่น ถ้าเป็นรถสปอร์ท ความเร็วสูง ห้ามคาดหวังว่า จะนุ่มเท่ารถเก๋งเป็นอันขาด

 

มีสมาชิกถามมาว่า “อ่านเรื่องแดมเพอร์ห่วยในตอนก่อน ของรถที่ขายดีแล้วหดหู่มาก ไม่มีรถระดับนี้ ที่ปรับแดมเพอร์ถูกต้องมาจากโรงงานบ้างเลยหรือ ขอแบบยกตัวอย่างได้จริงๆ ด้วย” พอมีครับ และก็ทำได้ดีด้วย เช่น รถญี่ปุ่นบแรนด์ขายดีอันดับ 2 ของประเทศไทยในรุ่นที่เห็นชื่อแล้ว นึกถึงคำว่า “เมือง” เป็นเวอร์ชันที่เพิ่ง “ตกรุ่น” ไปไม่นานนี้ ขอชมว่าวิศวกรเก่ง และมีความตั้งใจทำงานได้ดีมาก ผมถือว่าเป็นการให้เกียรติลูกค้าชาวไทยด้วย หรือรุ่นกลางของบแรนด์ ระดับ 2 นี้เช่นเดียวกัน ขึ้นต้นด้วยตัว C ที่ตกรุ่นไปแล้ว 2 รุ่น ขายดิบขายดีระดับ ถ้ารถติดในเมือง และกวาดสายตามองไปโดยรอบต้องเห็นอย่างน้อย 1 คันเกือบทุกครั้ง ก็ถือว่าเลือกค่าแดมเพอร์มาด้วยฝีมือ และความตั้งใจ เพราะทำได้ดีทีเดียวครับ ที่จริงคงมีรุ่นอื่น บแรนด์อื่นที่ชมเชยได้อีกนะครับ แต่ผมไม่ได้ลองรถเหล่านี้ ทุกรุ่นทุกบแรนด์สำหรับคันที่ว่านี้ คะแนนเต็ม 10 ผมให้ 8 ครับ ส่วนรุ่นห่วย (ด้านระบบกันสะเทือน) ที่ยกตัวอย่างไปแล้ว ถ้าเป็นนักเรียนต้องให้ 0 และให้ไปหาที่เรียนใหม่ อาจจะยังขายดีที่สุดในระดับเดียวกันอยู่ได้ แต่รับรองว่าไม่นานครับ ถ้ายังดูถูกลูกค้าอยู่แบบนี้

 

OPEN copy

 

มาขึ้นเรื่องใหม่กันตามชื่อเรื่องของเดือนนี้ครับ อย่าซ่อมรถก่อนเดินทางไกล จริงหรือไม่ ? คำตอบ คือ ถูกทั้ง 2 ข้อ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หมายถึงการซ่อมนะครับ อย่าสับสนว่าหมายถึงการตรวจสภาพ หรือตรวจความพร้อม ซึ่งสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่ควรทำทุกครั้งก่อนการเดินทางไกล ทำไมจึงควรตรวจสภาพรถก่อนเดินทางไกล ? มีบางคนยังเข้าใจผิดอยู่ แม้จะเป็นส่วนน้อย ว่าเพราะถ้ามีปัญหาอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตหรือบาดเจ็บ เพราะใช้ความเร็วสูง

 

ไม่ใช่นะครับ ก่อนอื่นเลยการใช้ความเร็วสูงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตราย และยังผิดกฎหมายอีกด้วย จึงไม่ควรทำ และหากจะฝืนทำ ก็ไม่ต้องรอการเดินทางไกล มีทางด่วน ทางสายหลัก ให้เสี่ยงอันตรายได้ทุกโอกาสทุกเวลาอยู่แล้ว สาเหตุที่แท้จริงก็คือ หากเกิดความบกพร่องของรถจนขับต่อไปไม่ได้ขณะกำลังเดินทางไกล ความเดือดร้อนและความสูญเสียมันมากครับ อู่ใกล้ๆ ก็ไม่มี ไม่รู้จะตามช่างที่ไหนมาแก้ไข ถ้าจะส่งกลับมาซ่อม ก็ต้องโทรศัพท์ตามรถมายก แผนการท่องเที่ยวหรือพักผ่อนตามที่หวังไว้ พังทลายไปหมด ค่าที่พักที่ต้องจ่ายไปล่วงหน้า ไม่สามารถขอคืนได้ ถ้าเฉพาะค่ายกรถกลับก็เป็นหมื่นบาทแล้ว ฯลฯ นี่คือสาเหตุที่ทำให้เราควรตรวจสภาพรถก่อนเดินทางไกลเสมอ

 

obk_lifestyle_02 copy

 

คราวนี้มาเข้าประเด็นตามชื่อเรื่อง เมื่อเจอความบกพร่องแล้ว ควรซ่อมก่อนเดินทางไกลหรือไม่ ? ตรงนี้แหละครับ ที่มีทั้งกรณีที่ควร และไม่ควร และยังมีกรณีที่ 3 ด้วย คือ ต้องรีบซ่อมโดยด่วน เช่น พบว่าระบบเบรคบกพร่อง มีน้ำมันเบรครั่วซึม หรือผ้าเบรคใกล้หมดมาก ยางแท่นเครื่องฉีกขาด ท่อน้ำหล่อเย็นปริ แก้มยาง หรือหน้ายางเป็นแผลฉีกจนมองเห็นเส้นใยของโครงสร้าง ฯลฯ ความบกพร่องทำนองนี้ อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง หรืออย่างน้อยก็อันตรายต่อเครื่องยนต์ (และเงินในกระเป๋า อาจถึงระดับแสนบาท ถ้าน้ำมันรั่วจนร้อนจัด และฝาสูบโก่งงอ บางรุ่น “ใส่” ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งอัน)

 

ส่วนแบบที่ยังไม่ต้องรีบซ่อมก็ได้ หรือถึงขั้นไม่ควรซ่อมนั้น เช่น พบว่ามีรอยน้ำมันเครื่องรั่วซึมเล็กน้อยที่ขอบอ่างน้ำมันเครื่อง หรือรั่วซึมที่ซีลหน้า หรือ/และหลังเครื่องยนต์ แบบนี้ใช้ต่อไปอีกได้หลายเดือนครับ ไม่ต้องรีบซ่อม แล้วทำไมจึงบอกว่า “ไม่ควรซ่อม” ? ที่จริงแล้ว ไม่มีความบกพร่องของรถส่วนไหนที่ไม่ควรซ่อมหรอกครับ ในที่นี้ (หรือที่อื่น ที่มีคำแนะนำทำนองนี้ ทั่วโลกนะครับ) หมายถึงไม่ควรซ่อมก่อนเดินทางไกล เพราะมีความเสี่ยงจากความบกพร่องของผู้ซ่อม ซึ่งก็คือ ช่างนี่แหละครับ โดยเฉพาะช่างไทย ที่ไม่ใส่ใจหาความรู้ ความถูกต้อง ไม่มีความตั้งใจจริง งานซ่อมรถ แม้จะเป็นงานประจำ รถรุ่นเดียวกับที่เคยซ่อมมาแล้วหลายสิบหรือเป็นร้อยคัน ก็ยังต้องใช้สมาธิเสมอ

 

2014-subaru-xv-crosstrek-hybrid-rear-end-in-motion copy

 

ลองสังเกตช่างประกอบเครื่องยนต์ หรือส่วนอื่นของรถในโรงงานผลิต หรือช่างซ่อมรถในอู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทุกคนจะใช้สมาธิในการทำงาน ส่วนช่างไทยนั้น ฟังเพลงไปด้วย ตะโกนหยอกล้อ หรืออาจถึงขั้นกลั่นแกล้ง เตะถีบกันตอนเดินไปรับอะไหล่ก็ยังมี จึงไม่มีทางที่จะทำงานได้ถูกต้องสมบูรณ์ แม้แต่การตรวจหาความบกพร่อง ก็ยังชุ่ย มักง่าย ตรวจสภาพยาง ก็ขี้เกียจหมุนล้อ ตรวจสภาพสายพาน ก็มองเฉพาะส่วนที่มองเห็น ทั้งๆ ที่ต้องมองให้ครบทั้งเส้น ว่ามีรอยร้าว หรือแผลที่ใกล้ขาด บังเอิญไปคาดอยู่ในร่องหรือเปล่า ช่างที่ดี รอบคอบ จะต้องติดเครื่องยนต์แล้วดับอีก โดยจำตำแหน่งที่ตรวจแล้วไว้ ให้โอกาสส่วนที่เคยอยู่ในร่อง มาหยุดอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็น การตรวจท่อน้ำหล่อเย็น จะต้องเปิดฝาหม้อไว้ แล้วบีบท่อน้ำดูว่า เนื้อยางยังไม่ร้าว แข็งกรอบ ฯลฯ

 

เชื่อไหมครับว่ารถที่เราเห็นมีปัญหา ต้องจอดอยู่ข้างทาง ถ้ายอมให้เราไปตรวจสอบ วิเคราะห์หาสาเหตุผมรับรองเลยว่า 9 ใน 10 คัน เป็นเพราะผ่านการตรวจหรือซ่อม โดยช่างเฮงซวย สุดห่วย อย่างแน่นอน นี่คือที่มาของความจำเป็นในการเลือกว่าควรซ่อมรถของเราก่อนเดินทางไกลหรือไม่ แต่การตรวจสภาพนั้น ควรทำเสมอครับ พบความบกพร่องแล้ว ค่อยพิจารณา และตัดสินใจ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2560
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/nRpss

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใครเกลียด
ขับเคลื่อนล้อหน้า
จงหวงแหนถนนของพวกเรา
ระบบเบรค ถ้าไม่ตรวจอาจดับได้
ยิ่งเบรคเร็ว ยิ่งปลอดภัย
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
อัพเดทล่าสุด
23 Aug 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
609,000
2.
469,000
3.
469,000
5.
1,239,000
6.
1,399,000
7.
640,000
8.
3,090,000
9.
2,160,000
10.
2,120,000
11.
2,269,000
12.
2,980,000
13.
2,318,000
14.
6,899,000
15.
4,299,000
16.
3,629,000
17.
3,429,000
18.
2,229,000
19.
12,399,000
20.
8,399,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th