บทความ

มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ


มหกรรมยานยนต์
ดีทรอยท์
2015

 

ลุยหิมะริมทางและอุณหภูมิติดลบ
ก่อนสัมผัสรถเชื้อเพลิงทดแทนหลากพันธุ์

ครั้งแรกที่ทีมงานของ “สื่อสากล” เดินทางไปเหยียบแผ่นดินของเมืองมะกันเพื่อชมงาน NAIAS (NORTH AMERICAN INTERNATIONAL AUTO SHOW) หรือ “มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์” คือ เมื่อเดือนมกราคม 2007 ครั้งนั้นสิ่งที่คณะของเราได้สัมผัสทั้งด้วยมือด้วยตา และเป็นสิ่งที่ไม่เคยประสบพบเห็นมาก่อนเลยในงานแสดงรถยนต์รายการใดๆ นั่นก็คือ ทุกประตูทางเข้าทางออกงานซึ่งมีอยู่หลายประตู นอกจากเจ้าหน้าที่หน้าตาดุและวางมาดเข้ม 4-5 คน ที่ยืนตรวจตราไม่ยอมให้ผู้ไม่แขวนบัตรเดินผ่านประตูเข้าไปแล้ว ที่หมอบอยู่ 2-3 ตัวเคียงข้างเจ้าหน้าที่เหล่านี้ ก็คือ สุนัขทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี ภารกิจของสัตว์เล็บงามที่ว่านี้ ก็คือ ใช้จมูกสูดดมค้นหาสิ่งผิดปกติเป้ในกระเป๋า และในอะไรก็ตามที่ผู้คนต้องการถือติดตัวเข้าไปในบริเวณงานด้วย

เป็นมาตรการความปลอดภัยที่ดูขัดหูขัดตาพอสมควร เมื่อคิดว่านี่คืองานแสดงรถยนต์ระดับ “อินเตอร์” ผู้จะได้รับบัตรผ่านประตูในฐานะสื่อมวลชนย่อมต้องผ่านการตรวจสอบมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่ตอนเราพวกเราก็ไม่ได้รู้สึกข้องอกข้องใจอะไร เพราะทราบดีว่าตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ปฏิบัติการถล่มตึกแฝดที่นครนิวยอร์คเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน

หลังการเยือนครั้งนั้น “สื่อสากล” ก็บรรจุมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ไว้ในปฏิทินการทำงานเป็นประจำทุกปีไม่มีขาดตกยกเว้น ปีนี้ทีมงานของเราก็เดินทางไปเยือนงานแสดงรถยนต์รายการนี้อีกครั้งหนึ่ง และนับได้ว่าเป็นครั้งที่ 9 ก่อนการเดินทางเราศึกษาข้อมูลไว้ล่วงหน้า แล้วก็ได้พบรายงานพยากรณ์อากาศที่บ่งบอกว่า ปีนี้สภาวะอากาศของเมืองดีทรอยท์ในช่วงวันเปิดงาน NAIAS ค่อนข้างจะหนักหนาสาหัสเอาการอยู่ รู้แล้วก็ต้องจำใจบอกตัวเองว่ารู้ไปก็เท่านั้น สาหัสแค่ไหนก็ต้องไปไม่มีทางเลี่ยง เมื่อเดินทางไปถึงก็พบว่ามันหนักหนาสาหัสจริงอย่างที่เขาว่า วันที่เดินทางไปถึงคือวันอาทิตย์ที่ 11 ในเดือนแรกของปีแพะบ้า อุณหภูมิอากาศที่วัดได้ คือ 0 องศา เป็นองศาเซลเซียสอย่างที่ใช้วัดกันในบ้านเราก็ยังแย่แล้ว นี่เป็นองศาฟาเรนไฮท์ ซึ่งเมื่อแปลงเป็นองศาเซลเซียสก็จะมีค่าเท่ากับ -18 ยังดีที่ส่วนใหญ่เราใช้ชีวิตอยู่แต่ในอาคาร มีความจำเป็นต้องออกนอกหลังคาเพียงไม่กี่ครั้ง และครั้งละแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกจากตัวอาคาร สิ่งที่พานพบคือพื้นผิวที่เต็มไปด้วยเกล็ดและกองหิมะ กับความเย็นยะเยือกที่ “เอาไม่อยู่” แม้ว่าสวมใส่เสื้อผ้าอยู่ถึง 3 ชั้น แถมมี “ลองจอห์น” รองอยู่ข้างในอีกต่างหาก

หลังวันปิดงาน คือ วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2015 ผู้จัดงานเปิดเผยตัวเลขว่า งานครั้งนี้มีผู้สื่อข่าวจาก 60 ประเทศ และ 40 รัฐของสหรัฐอเมริกา เข้าชมงานในวัน PRESS DAY (วันจันทร์ที่ 12-วันอังคารที่ 13 มกราคม) รวม 5,025 คน วันการกุศล หรือ CHARITY PREVIEW DAY (วันศุกร์ที่ 16 มกราคม) มีผู้ร่วมงาน 15,350 คน และได้เงินเพื่อการกุศลสำหรับเด็กรวม 5.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 175 ล้านบาทไทย มีผู้ซื้อบัตรเข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 808,775 คน มีผลกระทบในทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 12,000 ล้านบาทไทย มีรถแนวคิดอวดตัวในงานรวม 7 คัน และมีรถตลาดอวดตัวเป็นครั้งแรกรวม 55 แบบ ทั้งหมดของรถแนวคิดและรถตลาดที่ว่านี้ ทีมงานของเราเก็บภาพและข้อมูลไว้แล้วทั้งหมด อย่างไรก็ตามด้วยความจำกัดของเนื้อที่หน้ากระดาษ มีเพียงบางส่วนและเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น ที่ปรากฏอยู่ในรายงาน 18 หน้าถัดจากนี้

 

BUICK AVENIR CONCEPT

บิวอิค ผู้ผลิตรถยนต์ในสังกัดของยักษ์ใหญ่ จีเอม เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานด้วยรถติดป้ายชื่อ บิวอิค อาเวอนีร์ คอนเซพท์ (BUICK AVENIR CONCEPT) ซึ่งอวดตัว WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเก๋งซีดานขนาดใหญ่เต็มพิกัด ที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับหน้าตาและรูปทรงองค์เอวของตัวถัง ประจักษ์พยานยืนยัน คือ ความเห็นของ เอด เวลเบิร์น (ED WELBURN) นายใหญ่ด้านการออกแบบของค่าย จีเอม ที่กล่าวแก่ผู้สื่อข่าวในงานว่า “สไตล์ของตัวรถคือจุดสร้างความแตกต่างที่สำคัญที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถรักษาความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีได้ยาวนาน” เป็นรถขับทุกล้อด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง วี 6 สูบ ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ส่วนชื่อรถ คือ AVERNIR เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับ FUTURE ในภาษาอังกฤษ หรือ “อนาคต”

 

CADILLAC CTS-V SEDAN

จุดโฟคัสความสนใจในบูธของยอดผู้ผลิตรถหรูเมืองมะกัน คือ แคดิลแลค ซีทีเอส-วี ซีดาน (CADILLAC CTS-V SEDAN) ซึ่งเป็นรถอเมริกันพันธุ์แท้อีกแบบหนึ่งซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ ไม่ใช่รถที่ออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาจากรถ แคดิลแลค ซีทีเอส ซีดาน (CADILLAC CTS SEDAN) รุ่นล่าสุดซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 3 และเพิ่งออกขายในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2014 หัวใจของรถแรงแต่หน้าตาดูธรรมด๊าธรรมดารุ่นนี้ คือเครื่องยนต์เบนซินโอเวอร์เฮดวาล์ว วี 8 สูบ ความจุ 6,162 ซีซี ติดซูเพอร์ชาร์เจอร์ ซึ่งให้กำลังสูงถึง 477 กิโลวัตต์/640 แรงม้า ที่ 6,400 รตน. เป็นตัวเลขที่ทำให้กล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นี่คือรถที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ 112 ปีของรถยี่ห้อนี้ ส่วนตัวเลขความเร็วก็สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของค่ายนี้เช่นกัน นั่นคือ อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 320 กม./ชม.

 

BUICK CASCADA

ผลงานใหม่เอี่ยมป้ายแดงอีกชิ้นหนึ่งซึ่งอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ในบูธของค่าย บิวอิค คือ รถติดป้ายชื่อ บิวอิค คัสกาดา (BUICK CASCADA) รถเปิดประทุนแบบแรกในช่วงเวลายาวนานถึง 25 ปีที่ค่ายนี้จะนำออกขายในสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่รถอเมริกันพันธุ์แท้หากเป็นรถสายพันธุ์ยุโรปผลิตในโปแลนด์ โดยติดป้ายชื่อ OPEL CASCADA หรือ VAUXHALL CASCADA ซึ่งกำลังจะลงเรือมาขึ้นบกที่เมืองมะกัน แล้วออกจำหน่ายตอนต้นปี 2016 โดยเปลี่ยนยี่ห้อแต่ไม่เปลี่ยนชื่อรุ่น ตัวถัง 2+2 ที่นั่ง ขนาด 4.696×1.839×1.443 ม. ติดตั้งประทุนหลังคาแบบอ่อน เปิด/ปิดด้วยการกดปุ่มโดยใช้เวลา 17 วินาที และกดปุ่มได้เมื่อรถยังวิ่งเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. เป็นรถขับล้อหน้าที่จะมีเครื่องยนต์เพียงขนาดเดียว คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 1,598 ซีซี 149 กิโลวัตต์/200 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

 

CHEVROLET COLORADO ZR2 CONCEPT

อวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสตอนปลายเดือนพฤศจิกายน 2014 และฉายซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ในงานนี้ คือ รถกระบะติดป้ายชื่อ เชฟโรเลต์ โคโลราโด เซดอาร์ 2 คอนเซพท์ (CHEVROLET COLORADO ZR2 CONCEPT) รถแนวคิดที่หน้าตาเหมือนรถตลาดที่มีให้เลือกซื้อเลือกหาได้แล้วในโชว์รูม เป็นรถที่ค่าย เชฟโรเลต์ รังสรรค์ขึ้นเพื่อแสดงให้ประจักษ์ว่า มีวิสัยทัศน์อย่างไรกับการทำรถกระบะให้เป็นรถที่วิ่งได้ในท้องถิ่นทุรกันดารอย่างที่เรียกกันว่า 4WD ตัวถังหน้าตาดุดันดัดแปลงจากรถ เชฟโรเลต์ โคโลราโด รุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 2 และเริ่มจำหน่ายในเมืองมะกันเมื่อปีโมเดล 2012 โดยปรับเปลี่ยนรายละเอียดมากมาย รวมทั้งขยายตัวถังให้กว้างขึ้นประมาณ 10 ซม. และยกพื้นรถให้สูงขึ้นประมาณ 5 ซม. ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องดีเซล DURAMAX 2.8 ลิตร 181 แรงม้า ที่เพิ่งออกแบบขึ้นใหม่

 

CHEVROLET VOLT

หนึ่งในบรรดารถใหม่ 4 คัน ที่หนังสือพิมพ์ USA TODAY ยกนิ้วให้เป็น “รถยอดฮิท” ของงานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ เชฟโรเลต์ โวลท์ (CHEVROLET VOLT) ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 2 และกำลังจะออกโชว์รูมในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2016 เช่นเดียวกับรถรุ่นแรกซึ่งเริ่มขายในเมืองมะกันเมื่อปลายปี 2010 รถรุ่นใหม่นี้เป็น EREV (EXTENDED RANGE ELECTRIC VEHICLE) หรือรถไฟฟ้าที่ติดตั้งเครื่องยนต์ซึ่งช่วยยืดระยะทางการวิ่งไว้ด้วย ระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าในรถรุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นรถ 5 ประตูแฮทช์แบคที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คนนี้ เป็นระบบขับล้อหน้าด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด ให้กำลังรวม 111 กิโลวัตต์/149 แรงม้า ติดตั้งแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 18.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง และมีเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,490 ซีซี 75 กิโลวัตต์/101 แรงม้า ทำหน้าที่เป็นตัวยืดระยะทาง รายละเอียดมากกว่านี้โปรดติดตาม “ระเบียงรถใหม่”

 

CHEVROLET BOLT EV

รถไฟฟ้าอีกแบบหนึ่งที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกันนำออกอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ เชฟโรเลต์ โบลท์ อีวี (CHEVROLET BOLT EV) ซึ่งยังมีฐานะเป็นรถแนวคิดไม่ใช่รถที่กำลังจะออกตลาด เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัด ที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกันซึ่งมีประสบการณ์ในการทำรถไฟฟ้า เชฟโรเลต์ สปาร์ค อีวี (CHEVROLET SPARK EV) และ เชฟโรเลต์ โวลท์ (CHEVROLET VOLT) มาก่อนแล้ว รังสรรค์ขึ้นเพื่ออวดวิสัยทัศน์ในการทำรถไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริงวิ่งได้ไกลและมีราคาย่อมเยา คือ เริ่มต้นที่ระดับ 30,000 เหรียญสหรัฐ ฯ(ประมาณ 100,000 บาท) เท่านั้นเอง ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคใดๆ ของระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าในรถแนวคิดคันนี้ บอกแต่เพียงว่าใช้แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ซึ่งประจุไฟแต่ละครั้งโดยใช้เวลาไม่นานนักรถจะวิ่งได้ไกลถึง 320 กม.

 

RAM 1500 REBEL

เป็นรถสายพันธุ์อเมริกันที่อวดตัวเป็นครั้งแรกในงานนี้เช่นกัน คือ รถกระบะติดป้ายชื่อ แรม 1500 รีเบล (RAM 1500 REBEL) ซึ่งเห็นได้ในบูธของค่าย FCA หรือ FIAT CHRYSLER AUTOMOBILES กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 7 ของโลก เป็นรถกระบะขนาดใหญ่เต็มพิกัดที่ช่วงครึ่งหลังของปีแพะบ้านี้จะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองมะกัน เป็นรถกระบะที่ผ่านการปรับเติมเสริมแต่งเพื่อให้สามารถใช้งานได้ในลักษณะ 4 WD ตัวถังติดกระบะท้ายยาว 5 ฟุต 7 นิ้ว (ประมาณ 1.70 ม.) มีจุดเด่นสะดุดตาตรงส่วนหน้ารถที่ดูบึกบึนทรงพลังประดับป้ายยี่ห้อ RAM ขนาดใหญ่มองเห็นได้แต่ไกล มีทั้งแบบ 4×2 แบบ 4×4 และมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือเครื่องเบนซิน PENTASTAR DOHC วี 6 สูบ 3,604 ซีซี 305 แรงม้า กับเครื่องเบนซิน HEMI OHV วี 8 สูบ 5,654 ซีซี 395 แรงม้า ทั้ง 2 ขนาดทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

 

RAM PROMASTER CITY

อวดตัวในบูธของค่าย FCA (FIAT CHRYSLER AUTOMOBILES) เช่นกัน คือ รถตู้อเนกประสงค์ติดป้ายชื่อ แรม พโรมาสเตอร์ ซิที (RAM PROMASTER CITY) ซึ่งเพิ่งออกจำหน่ายในเมืองมะกันในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2015 โดยติดป้ายค่าตัวเริ่มต้นที่ระดับ 23,130 เหรียญสหรัฐ ฯ (ประมาณ 763,000 บาท) เป็นรถผลิตในตุรกีและในตลาดยุโรปออกจำหน่ายโดยติดป้ายชื่อ เฟียต โดบโล (FIAT DOBLO) ในเมืองมะกันรถแบบเก่าในชื่อใหม่นี้มีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ตัวถัง CARGO VAN ซึ่งเน้นการบรรทุกของและนั่งได้เพียง 2 คนอย่างคันที่เห็นในภาพ กับตัวถัง PASSENGER WAGON ซึ่งติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 2 แถวนั่งได้รวม 5 คน ทั้ง 2 ตัวถังซึ่งมีขนาด 4.763×1.831×1.880 ม. ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน TIGERSHARK DOHC 4 สูบเรียง 2,360 ซีซี 133 กิโลวัตต์/178 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

 

FORD GT

ฟอร์ด จีที (FORD GT) หนึ่งในบรรดารถแรงรถเร็วรวม 3 แบบ ที่ยักษ์รองเมืองมะกันนำออกอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ในงานนี้ เป็นรถสปอร์ทระดับ “ซูเพอร์คาร์” ที่จะเริ่มออกตลาดตอนปลายปี 2016 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ที่รถสไตล์เดียวกันนี้ในอดีต คือ รถ FORD GT40 กวาดเรียบทั้งตำแหน่งที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ในการแข่งรถ เลอ มองส์ 24 ชั่วโมง เมื่อปี 1966 เป็นรถตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์นั่ง 2 คน และขับเคลื่อนล้อหลังด้วยพลังของเครื่องยนต์ ECOBOOST ทวินเทอร์โบเบนซิน วี 6 สูบ 3.5 ลิตร ที่คาดว่าจะให้กำลังสูงสุดสูงกว่า 600 แรงม้า ยังไม่มีการระบุตัวเลขน้ำหนักตัวและสมรรถนะความเร็ว มีเพียงคำยืนยันว่า จะมีค่า POWER-TO-WEIGHT RATIO หรือ “อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักตัว” ที่เยี่ยมยอดกว่ารถตลาดแบบใดๆ เป็นรถที่จะจำกัดจำนวนผลิตไว้ที่หลักร้อยไม่ใช่หลักพัน ส่วนค่าตัวคาดกันว่าน่าจะเริ่มต้นระดับ 300,000 เหรียญสหรัฐ ฯ

 

FORD SHELBY GT350R MUSTANG

รถแรงรถเร็วอีกแบบหนึ่งของยักษ์รองเมืองมะกันซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ ฟอร์ด เชลบี จีที 350 อาร์ มัสแตง (FORD SHELBY GT350R MUSTANG) ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องของสำนักแต่งรถ คาร์โรลล์ เชลบี (CARROLL SHELBY) ซึ่งหากินกับค่าย ฟอร์ด มานมนาน เป็นรถผลิตจำนวนจำกัดและไม่ใช่รถที่ทำขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่เป็นพัฒนาการอีกก้าวหนึ่งของรถติดป้ายชื่อ ฟอร์ด เชลบี จีที 350 มัสแตง (FORD SHELBY GT350 MUSTANG) ซึ่งก็เป็นรถแรงที่พัฒนาจากรถ ฟอร์ด มัสแตง (FORD MUSTANG) รุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 6 อีกทอดหนึ่ง หัวใจของรถแรงโมเดลนี้ คือ เครื่องยนต์ DOHC วี 8 สูบ 5.2 ลิตร ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษจนได้กำลังสูงสุดสูงกว่า 500 แรงม้า เป็นตัวเลขที่ทำให้กล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นี่คือ เครื่องยนต์หายใจอากาศธรรมดาที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 1 ศตวรรษของค่าย ฟอร์ด

 

LINCOLN MKX

ปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือรถตลาด ลินคอล์น มาร์คเอกซ์ (LINCOLN MKX) ซึ่งฤดูใบไม้ร่วงของปีแพะบ้านี้จะออกโชว์รูมในเมืองมะกันแทนที่รถรุ่นเดิม (ที่อยู่ในสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 2007 และเป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งแบบแรกของค่ายนี้ที่ตัวถังมีโครงสร้างแบบ UNIBODY เหมือนรถเก๋ง) และไม่นานหลังจากนั้นก็จะส่งไปขายทั้งในจีน ตะวันออกกลาง และเกาหลีใต้ เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ระดับหรูขนาดกลาง อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษสไตล์อเมริกันว่า MID-SIZE LUXURY CROSSOVER SUV จะมีให้เลือกใช้ทั้งแบบขับล้อหน้า แบบขับทุกล้อ และมีเครื่องยนต์ให้เลือกรวม 2 ขนาด คือ เครื่อง ECOBOOST ทวินเทอร์โบเบนซิน DOHC วี 6 สูบ 2.7 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุดสูงกว่า 330 แรงม้า กับเครื่องเบนซิน DOHC วี 6 สูบ 3.7 ลิตร ที่คาดว่าจะให้กำลังสูงสุดสูงกว่า 300 แรงม้า ทั้ง 2 ขนาดทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

 

ALFA ROMEO 4C SPIDER

รถจากเมืองมะกะโรนีเพียงแบบเดียวที่อวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ในงานนี้ คือรถตลาด อัลฟา โรเมโอ 4 ซี สไปเดอร์ (ALFA ROMEO 4C SPIDER) ซึ่งมีรายละเอียดในหลายจุดเปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่ยังเป็นเพียงรถแนวคิด เป็นการปรากฏตัวเพื่อยืนยันซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า อัลฟา โรเมโอ ซึ่งเพิ่งหวนคืนสู่เมืองมะกันเมื่อปีกลายหลังจากห่างหายไปนานถึง 2 ทศวรรษให้ความสำคัญเพียงใดกับตลาดนี้ มีกำหนดออกโชว์รูมในเมืองมะกันตอนฤดูร้อนของปีแพะบ้า ในระยะแรกตัวถังขนาด 4.000×1.868×1.185 ม. ที่ออกแบบให้นั่งเพียง 2 คน และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.341 จะมีประทุนหลังคาแบบเดียว คือ ประทุนอ่อน ส่วนประทุนแข็งซึ่งทำจากคาร์บอนไฟเบอร์จะตามมาภายหลัง เป็นรถขับล้อหลังด้วยพลังของเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,742 ซีซี 177 กิโลวัตต์/237 แรงม้า และระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 จังหวะ

 

AUDI Q7

ค่าย “สี่ห่วง” ดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานด้วยรถกิจกรรมกลางแจ้งรุ่นใหม่รวม 2 อนุกรม อนุกรมแรกคือ เอาดี คิว 7 (AUDI Q7) ซึ่งค่าย “สี่ห่วง” เลือกใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัว “ครั้งแรกในโลก” เป็นรถรุ่นที่ 2และเป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ระดับหรูขนาดใหญ่เต็มพิกัด อย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า FULL-SIZE LUXURY CROSSOVER SUV มีขนาดตัวถังสั้นแคบและสูงกว่ารถรุ่นเดิมนิดหน่อย คือ มีขนาด 5.052×1.968×1.741 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.316-0.333 ที่ต่างจากรถรุ่นเดิม ก็คือ รถรุ่นใหม่นี้ทำห้องโดยสารเป็น 2 แบบ คือ แบบติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 2 แถว นั่งได้รวม 5 คน กับแบบติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 3 แถว นั่งได้รวม 7 คน ทั้ง 2 แบบมีรถให้เลือก 2 โมเดล คือ AUDI Q7 3.0 TFSI QUATTRO TIPTRONIC (245 กิโลวัตต์/333 แรงม้า) กับ AUDI Q7 3.0 TDI QUATTRO TIPTRONIC (200 กิโลวัตต/272 แรงม้า)

 

AUDI Q7 E-TRON QUATTRO

นอกจาก 2 โมเดลที่กล่าวไปแล้ว ภายในปีแพะบ้านี้ค่าย “สี่ห่วง” จะมีรถ เอาดี คิว 7 โมเดลพิเศษสุดให้เลือกใช้อีก 1 โมเดล คือ เอาดี คิว 7 อี-ทรอน กวัตตโร (AUDI Q7 E_TRON QUATTRO) รถไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟแบบแรกของโรงที่ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ และระบบขับทุกล้อ QUATTRO เป็นระบบไฮบริดที่ใช้เครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 2,967 ซีซี 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 94 กิโลวัตต์/128 แรงม้า แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน 17.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง และระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ได้กำลังสุทธิสูงสุด 275 กิโลวัตต์/373 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่น่าทึ่งมาก คือ 1.7 ลิตร/100 กม. หรือ 58.8 กม./ลิตร และเมื่อวิ่งด้วยพลังไฟอย่างเดียวจะวิ่งได้ไกลถึง 56 กม.

 

AUDI Q3

รถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์รุ่นใหม่อีกอนุกรมหนึ่งที่ค่าย “สี่ห่วง” นำออกอวดโฉมในงานนี้ คือ เอาดี คิว 3 (AUDI Q3) ซึ่งไม่ใช่รถรุ่นใหม่แท้เหมือน เอาดี คิว 7 ที่เพิ่งผ่านตาไป แต่เป็นรถรุ่นแรกที่เริ่มจำหน่ายในเยอรมนีเมื่อฤดูใบไม้ผลิปี 2011 และเพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” เป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยในส่วนตัวถังจนสังเกตแทบไม่เห็น การเปลี่ยนแปลงที่เป็นสาระและน่าสนใจกว่า คือ การเพิ่มเติมนวัตกรรมทางเทคนิคหลายรายการ เป็นรถผลิตในสเปนและเริ่มการจำหน่ายในเมืองแม่ไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีแพะบ้า มีเครื่องยนต์ให้เลือกอย่างหลากหลายถึง 6 ขนาด ทั้งเครื่องเบนซินและดีเซล ค่าตัวอยู่ระหว่าง 29,699-56,600 ยูโร รถโมเดลหัวกะทิ คือ AUDI RS Q3 ติดตั้งเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC 5 สูบเรียง 2,480 ซีซี ที่ให้กำลังสูงถึง 250 กิโลวัตต์/340 แรงม้า คือ เพิ่มขึ้นจากก่อนการปรับปรุงถึง 30 แรงม้า

 

MINI JOHN COOPER WORKS

มีนี จอห์น คูเพอร์ เวิร์คส์ (MINI JOHN COOPER WORKS) รถสายพันธุ์ยุโรปอีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัว WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแรงโมเดลหัวกะทิที่พัฒนาจากรถ มีนี คูเพอร์ เอส 3 ประตู (MINI COOPER S 3 DOOR HATCH) ซึ่งเพิ่งออกโชว์รูมในเมืองผู้ดีเมื่อตอนต้นปีงูใหญ่ ตัวถังขนาด 3.874×1.727×1.414 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.34 มีรายละเอียดมากมายที่ทำขึ้นใหม่ ตัวอย่างเช่น กันชนหน้า โคมไฟหน้าแอลอีดี ธรณีประตูที่กว้างขึ้น สปอยเลอร์เหนือประตูบานท้าย กันชนหลัง ฯลฯ อย่างไรก็ตามหัวใจของรถโมเดลนี้ คือ เครื่องยนต์ เป็นเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,998 ซีซี ที่ปรับแต่งจนได้กำลังสูงสุด 170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า ตัวเลขที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถตลาดแบบใดๆ ของค่ายนี้ ส่วนระบบเกียร์มีให้เลือก 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

 

MERCEDES-BENZ F 015 LUXURY IN MOTION

ปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งาน CES (CONSUMER ELECTRONICS SHOW) ซึ่งมีขึ้นที่เมืองลาสเวกัสระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2015 แต่ก็ยังดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้อย่างล้นหลามเมื่อฉายซ้ำสองที่งานนี้ คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอฟ 015 ลักชัวรี อิน โมชัน (MERCEDES-BENZ F 015 LUXURY IN MOTION) รถหน้าตาสุดแสนวิลิศมาหราที่วิ่งได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ขับ เป็นยานวิจัยที่ทีมงานของค่าย “ดาวสามแฉก” รังสรรค์ขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนรถยนต์เป็นห้องพักผ่อนหย่อนใจซึ่งเคลื่อนไปได้ทุกที่ทุกทางหากมีถนนทำได้อย่างไร ? ตัวถังขนาด 5.220×2.018×1.524 ม. มีห้องโดยสารที่ออกแบบให้นั่งได้สบายเหมือนนั่งอยู่ในเลาจ์น์ระดับหรู ตัวถังทั้งภายนอกภายในมีลูกเล่นมากมาย ตัวอย่าง คือ LED FIELDS หรือแผงไฟแอลอีดีที่จะเปล่งแสงสีขาวเมื่อรถวิ่งโดยมีผู้ขับ และเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเมื่อวิ่งแบบ AUTONOMOUS DRIVE คือ ไม่มีผู้จับพวงมาลัย

 

MERCEDES-BENZ GLE COUPE

ค่าย “ดาวสามแฉก” ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าโดยนำรถตลาดรุ่นใหม่ๆ ออกอวดตัวในงานนี้เป็นกองทัพ เลือกคันที่น่าสนใจมาให้ชมกันเพียง 4 คัน คันแรก คือรถใหม่เอี่ยมป้ายแดง เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลอี คูเป (MERCEDES-BENZ GLE COUPE) ซึ่งปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดกลางในตัวถัง 4.900×2.003×1.731 ม. ที่แม้ไม่มีการประกาศอย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นรถที่ค่ายนี้ตั้งใจให้เป็นคู่ต่อสู้โดยตรงกับรถ บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 6 (BMW X6) ของค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” ต้องรอจนถึงฤดูร้อนจึงจะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองมะกัน โดยมีรถให้เลือกเพียงโมเดลเดียว คือ MERCEDES-BENZ GLE 450 AMG 4MATIC COUPE ซึ่งติดตั้งเครื่องไบเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 2,996 ซีซี 270 กิโลวัตต์/362 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

 

MERCEDES-AMG GLE 63 S 4MATIC COUPE

จอดอยู่ข้างเคียงกันคือ เมร์เซเดส-เอเอมจี จีแอลอี 63 เอส 4 เมทิค คูเป (MERCEDES-AMG GLE 63 S 4MATIC COUPE) รถโมเดลหัวกะทิผลงานชิ้นล่าสุดของสำนัก AMG หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบการออกแบบ/พัฒนารถแรงรถเร็วของค่าย “ดาวสามแฉก” ทำขึ้นเพื่อเอาใจผู้ใช้รถเงินถุงเงินถังสตางค์แยะที่ชอบความแตกต่าง และเห็นได้ชัดว่าจะเป็นคู่แข่งโดยตรงกับรถ บีเอมดับเบิลยู เอกซ 6 เอม (BMW X6 M) ต้องรอจนถึงฤดูร้อนจึงจะเริ่มการจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน ตัวถังทั้งภายนอกภายในมีรายละเอียดในหลายๆ จุดที่ผิดแผกแตกต่างจากรถซึ่งเป็นที่มา ที่แตกต่างมากคือเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นเครื่องไบเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 5,461 ซีซี ที่ให้กำลังสูงถึง 430 กิโลวัตต์/577 แรงม้า เป็นเครื่องยนต์ที่ผลิตตามปรัชญา ONE MAN,ONE ENGINE คือเครื่องยนต์ 1 เครื่องใช้คนประกอบคนเดียว

 

MERCEDES-BENZ C 450 AMG 4MATIC

ปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี 450 เอเอมจี 4 เมทิค (MERCEDES-BENZ C 450 AMG 4MATIC) ผลงานชิ้นที่ 2 ของสำนัก AMG ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ วี 6 สูบ มีให้เลือกทั้งตัวถัง 4 ประตูซีดาน และตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ ทั้ง 2 ตัวถังมีหน้าตาและรายละเอียดตัวถังแตกต่างจากรถอนุกรมเดียวกันโมเดลอื่นๆ เพียงเล็กน้อย ที่แตกต่างมาก คือ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ฝากระโปรงหน้าของรถโมเดลนี้ เป็นเครื่องไบเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 2,996 ซีซี ที่สำนัก AMG ปรับแต่งจนได้กำลังสูงสุด 270 กิโลวัตต์/362 แรงม้า ที่ 5,500-6,000 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าคู่หลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ 7-G TRONIC PLUS สมรรถนะความเร็วของตัวถังซีดาน อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ทำได้ใน 4.9 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.

 

MERCEDES-BENZ C 350 PLUG-IN HYBRID

รถตลาดติดตรา “ดาวสามแฉก” อีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี 350 พลัก-อิน ไฮบริด (MERCEDES-BENZ C 350 PLUG-IN HYBRID) รถไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟแบบที่สองของค่ายนี้ เป็นระบบไฮบริดซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,991 ซีซี 155 กิโลวัตต์/208 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 60 กิโลวัตต์/80 แรงม้า แบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 6.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมีน้ำหนักตัวประมาณ 100 กก. และระบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS ได้กำลังสุทธิสูงสุด 205 กิโลวัตต์/275 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ใน 5.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 2.1 ลิตร/100 กม. หรือ 47.6 กม./ลิตร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 48 กรัม/กม. และวิ่งได้ไกล 32 กม. เมื่อใช้พลังไฟล้วนๆ

 

BMW 6-SERIES COUPE/BMW 6-SERIES CONVERTIBLE/BMW 6-SERIES GRAN COUPE

ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องรายการเดียวซึ่งค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” นำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้คือรถตลาด บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-6 (BMW 6-SERIES) ซึ่งว่ากันอย่างตรงไปตรงมาก็ไม่ใช่รถใหม่แท้ หากเป็นรถรุ่นที่ 3 ซึ่งอยู่ในสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 2011 และเพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” เช่นเดียวกับรุ่นก่อนการปรับปรุงรถรุ่นใหม่นี้มีตัวถังรวม 3 แบบ คือ ตัวถัง 2 ประตูคูเป 4 ที่นั่ง (6-SERIES COUPE) ตัวถัง 2 ประตูเปิดประทุน 4 ที่นั่ง (6-SERIES CONVERTIBLE/CABRIO) และตัวถัง 4 ประตูคูเป 4 ที่นั่ง (6-SERIES GRAN COUPE) การเปลี่ยนแปลงในส่วนของตัวถังมีให้เห็นไม่มาก ตัวอย่าง คือ กันชนหน้าหลังที่เปลี่ยนรูปลักษณ์นิดหน่อย แผงกระจังหน้าที่ออกแบบใหม่หมด และกระทะล้อที่หน้าตาเปลี่ยนไป ภายในห้องโดยสารก็มีการปรับปรุงเพื่อสนองตอบคำวิจารณ์โดยใช้วัสดุหุ้มเบาะที่มีคุณภาพสูงขึ้น ส่วนเครื่องยนต์ก็ยกชุดมาจากรถรุ่นเดิม โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งในด้านความจุและตัวเลขกำลังสูงสุด คือประกอบด้วย เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 6 สูบเรียง 2,979 ซีซี 235 กิโลวัตต์/320 แรงม้า เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 4,395 ซีซี 330 กิโลวัตต์/450 แรงม้า และเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 6 สูบเรียง 2,993 ซีซี 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า สิ่งที่เปลี่ยนไปและเป็นการเปลี่ยนในทางบวก คือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกับอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากปลายท่อไอเสีย ที่อวดตัวให้เห็นด้วยเช่นกัน คือ รถโมเดลพิเศษที่เน้นความแรงความเร็ว คือ BMW M6 COUPE-BMW M6 CONVERTIBLE-BMW M6 GRAN COUPE รถ 3 โมเดลนี้ก็ติดตั้งเครื่องยนต์บลอคเดิมเช่นกัน คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 4,395 ซีซี 412 กิโลวัตต์/560 แรงม้า

 

PORSCHE 911 TARGA 4 GTS

ผู้ผลิตรถยนต์ของเมืองเบียร์ซึ่งปัจจุบันควบทั้งตำแหน่งยอดผู้ผลิตรถสปอร์ท และยอดผู้ผลิตรถ เอสยูวี ระดับสุดหรู ใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัวรถสปอร์ทเปิดประทุนโมเดลใหม่เอี่ยมแกะกล่อง คือ โพร์เช 911 ทาร์กา 4 จีทีเอส (PORSCHE 911 TARGA 4 GTS) ซึ่งไม่ใช่รถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาจากรถ โพร์เช 911 ทาร์กา 4 (PORSCHE 911 TARGA 4) ซึ่งเพิ่งออกจำหน่ายในเมืองเบียร์เมื่อต้นปี 2014 รถเปิดประทุนโมเดลนี้อยู่ในตัวถัง 2+2 ที่นั่ง ขนาด 4.509×1.852×1.291 ม. ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.30 ติดตั้งเครื่องยนต์บลอคเดียวกันกับรถติดรหัส GTS โมเดลอื่นๆ คือ เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 6 สูบนอนยัน (บอกเซอร์) 3,800 ซีซี 316 กิโลวัตต์/430 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าคู่หลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ สามารถทำความเร็วสูงสุด 303 กม./ชม.

 

VOLKSWAGEN CROSS COUPE GTE

ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์บ่งบอกทิศทางของรถกิจกรรมกลางแจ้งอนุกรมใหม่ซึ่งมีกำหนดออกตลาดภายในปี 2016 โดยการนำรถแนวคิด โฟล์คสวาเกน ครอสส์ คูเป จีทีอี (VOLKSWAGEN CROSS COUPE GTE) ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดกลางอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า MID-SIZE CROSSOVER ตัวถังขนาด 4.847×2.030×1.736 ม. ที่ออกแบบให้นั่ง 5 คน ติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ (PLUG-IN HYBRID) ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง วี 6 สูบ 3.6 ลิตร 206 กิโลวัตต์/280 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด แบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 14.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง และระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 จังหวะ ได้กำลังสุทธิสูงสุด 265 กิโลวัตต์/360 แรงม้า และจะไปได้ไกล 32 กม. เมื่อวิ่งด้วยพลังไฟอย่างเดียว

 

VOLKSWAGEN JETTA HYBRID

รถไฮบริดอีกแบบหนึ่งที่ยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์นำออกแสดงในงานนี้ คือ รถเก๋งซีดาน โฟล์คสวาเกน เจททา ไฮบริด (VOLKSWAGEN JETTA HYBRID) ซึ่งเป็นรถขนาดเล็กกะทัดรัดที่ทำขึ้นโดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้รถในเมืองมะกัน รถโมเดลนี้ติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดไม่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,395 ซีซี 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 20 กิโลวัตต์/27 แรงม้า แบทเตอรีขนาด 220 โวลท์ 5 แอมพ์ชั่วโมง และระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ได้กำลังสุทธิสูงสุด 125 กิโลวัตต์/170 แรงม้า มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 19.2 กม./ลิตร และเมื่อวิ่งด้วยพลังไฟล้วนๆ ด้วยความเร็วสูงสุด 70 กม./ชม. จะไปได้ไกลประมาณ 2 กม. สนนราคาค่าตัว MSRP ที่ซื้อขายกันในสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นที่ระดับ 27,645 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 912,000 บาท

 

VOLVO S60 CROSS COUNTRY

ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีงูใหญ่ ผู้ผลิตรถยนต์หมายเลข 1 ของเมืองฟรีเซกซ์ซึ่งมีเจ้าของอยู่ในเมืองจีน ดึงดูดความสนใจของผู้คนด้วยการนำรถเก๋งตรวจการณ์ติดป้าย
ชื่อ โวลโว วี 60 ครอสส์ คันทรี (VOLVO V60 CROSS COUNTRY) ออกอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ก็เป็นคิวของรถสไตล์เดียวกันแต่อยู่ในตัวถังซีดาน คือ โวลโว เอส 60 ครอสส์ คันทรี (VOLVO S60 CROSS COUNTRY) คันที่เห็นในภาพ ทั้ง 2 แบบเป็นรถเก๋งขนาดเล็กกะทัดรัดที่ผ่านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในบางจุดรวมทั้งเพิ่ม RIDE HEIGHT หรือความสูงของพื้นรถ 6.5 ซม. เพื่อให้มีรูปลักษณ์และสมรรถนะการขับขี่ที่รถกิจกรรมกลางแจ้งยอมรับเป็นน้อง มีกำหนดออกตลาดในฤดูร้อนของปีแพะบ้า จะมีทั้งแบบขับล้อหน้าขับทุกล้อ และจะมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด ทั้งเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรงและเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดตรง

 

VOLVO XC90 T8 TWIN ENGINE

ผลงานใหม่เอี่ยมป้ายแดงอีกชิ้นหนึ่งของผู้ผลิตรถยนต์เมืองฟรีเซกซ์ที่ดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้อย่างดี คือ รถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ติดป้ายชื่อ โวลโว เอกซ์ซี 90 ที 8 ทวิน เอนจิน (VOLVO XC90 T8 TWIN ENGINE) ไม่ใช่รถขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แฝดเหมือนชื่อรุ่น แต่เป็นรถขับทุกล้อด้วยระบบขับไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ (PLUG-IN HYBRID) ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร ติดซูเพอร์ชาร์เจอร์และเทอร์โบชาร์เจอร์ ให้กำลังสูงสุด 234 กิโลวัตต์/318 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 60 กิโลวัตต์/82 แรงม้า แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน 9.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง และระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ได้กำลังสุทธิสูงสุด 294 กิโลวัตต์/400 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม. ทำได้ใน 5.9 วินาที มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 2.5 ลิตร/100 กม. หรือ 40 กม./ลิตร และไปได้ไกลกว่า 40 กม. เมื่อวิ่งด้วยพลังไฟล้วนๆ

 

NISSAN TITAN

ยักษ์รองเมืองยุ่นวางจุดโฟคัสความสนใจไว้ที่รถเพียงแบบเดียวแต่นำออกแสดงหลายคันคือรถติดป้ายชื่อ นิสสัน ไททัน (NISSAN TITAN) เป็นรถกระบะขนาดใหญ่เต็มพิกัดอย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษสไตล์อเมริกันว่า FULL-SIZE PICKUP ซึ่งปลายปีแพะบ้านี้จะเริ่มออกโชว์รูมทั่วสหรัฐอเมริกาแทนที่รถรุ่นปัจจุบันที่อยู่ในตลาดมายาวนานตั้งแต่ปี 2003 ในระยะแรกรถรุ่นใหม่นี้จะมีตัวถังเพียงแบบเดียว คือ ตัวถังที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า CREW CAB ซึ่งบรรทุกผู้ขับและผู้โดยสารได้รวม 5 หรือ 6 คน มีขนาดตัวถัง 6.170×2.017/2.047×1.999 ม. สามารถบรรทุกน้ำหนัก 2,000 ปอนด์ หรือประมาณ 910 กก. และมีกำลังลากจูงมากกว่า 12,000 ปอนด์ หรือมากกว่า 5,400 กก. เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องเทอร์โบดีเซล วี 8 สูบ 5.0 ลิตร 310 แรงม้า ของ CUMMIINS ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งกำลังสู่ล้อคู่หลังหรือทั้ง 2 คู่แล้วแต่กรณีเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะของ AISIN เป็นรถผลิตในสหรัฐอเมริกา ที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแคนทัน (CANTON) รัฐมิสซิสซิปปี

 

INFINITI Q60 CONCEPT

ผู้ผลิตรถยนต์ระดับพรีเมียมซึ่งอยู่ในสังกัดของยักษ์รอง นิสสัน ใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัวผลงานรถแนวคิดคันล่าสุด คือ อินฟินิที คิว 60 คอนเซพท์ (INFINITI Q60 CONCEPT) เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถสปอร์ทคูเปขนาดเล็กกะทัดรัดที่นั่งได้รวม 4 คน และเป็นต้นแบบของรถคูเปรุ่นใหม่ที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดภายในปี 2016 ตัวถังขนาด 4.690×1.865×1.370 ม. ซึ่งทำจากอลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ มีรูปทรงองค์เอวที่ดูดีในทุกมุมมอง โดยเฉพาะเมื่อมองในมุมเฉียงอย่างที่เห็นในภาพประกอบ เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องทวินเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง วี 6 สูบ 3.0 แรงม้า ที่ผู้ผลิตยังไม่ยอมระบุตัวเลขกำลังสูงสุด ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลัง หรือทั้งคู่หน้าและคู่หลังแล้วแต่กรณี เป็นเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ ปัจจุบัน อินฟินิที มีสำนักงานใหญ่อยู่ในฮ่องกง มีศูนย์จำหน่ายในมากกว่า 50 ประเทศ แต่ยังไม่มีในประเทศไทย

 

MAZDA CX-3

ยักษ์เล็กเมืองยุ่นบ่งชี้ความสำคัญของตลาดรถยนต์เมืองมะกัน โดยนำรถ มาซดา ซีเอกซ์-3 (MAZDA CX-3) ออกอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีงูใหญ่ และนำออกฉายซ้ำสองที่งานนี้ เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัด และเป็นผลงานชิ้นที่ 5 ของค่ายนี้ที่เป็นผลพวงของเทคโนโลยี SKYACTIV กับแนวทางออกแบบซึ่งมีชื่อในภาษาญี่ปุนว่า KODO หรือ จิตวิญญานของการเคลื่อนไหว ตัวถังขนาด 4.275×1.765×1.550 ม. ที่นั่งได้รวม 5 คน มีหน้าตาที่ดูเหมือนกันไปหมดกับรถรุ่นใหม่ๆ ของค่ายนี้ อย่างรถ มาซดา ซีเอกซ์-5 (MAZDA CX-5) และ มาซดา 2 (MAZDA 2) รุ่นที่จะออกขายในเมืองมะกัน จะมีเครื่องยนต์ขนาดเดียว คือ เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงความจุ 2.0 ลิตร ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าหรือทั้ง 2 คู่แล้วแต่กรณีเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

 

TOYOTA TACOMA

ยักษ์ใหญ่โตโยตาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นอีกรายหนึ่ง ซึ่งนำรถกระบะรุ่นใหม่เอี่ยมป้ายแดงออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ โตโยตา ตาโกมา (TOYOTA TACOMA) หนึ่งในบรรดารถสารพัดชนิดรวม 35 คันที่ยักษ์ใหญ่เมืองยุ่นนำออกแสดงในงานนี้ เป็น MID-SIZE PICKUP หรือรถกระบะขนาดกลางที่ก่อนสิ้นปี 2015 นี้จะเริ่มออกโชว์ในเมืองมะกันแทนที่รถรุ่นปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในตลาดมายาวนานตั้งแต่ปี 2004 มีสมญานามว่า KING OF THE HILL และครองตำแหน่งรถกระบะขนาดกลางขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาติดต่อกัน 10 ปี เช่นเดียวกับรถรุ่นเดิมรถรุ่นใหม่นี้เป็นผลงานรังสรรค์ของ TOYOTA TECHNICAL CENTER ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองแอนน์อาร์เบอร์ (ANN ARBOR) ในรัฐมิชิแกน และจะใช้โรงงานในรัฐเทกซัส และในเมกซิโกเป็นที่ผลิต จะมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน 4 สูบเรียง 2.7 ลิตร และ วี 6 สูบ 3.5 ลิตร

 

TOYOTA MIRAI

จุดโฟคัสสายตาอีกจุดหนึ่งในบูธของยักษ์ใหญ่เมืองยุ่น และเป็นจุดศูนย์รวมความสนใจของคนรักสีเขียว คือ รถติดป้ายชื่อ โตโยตา มิราอิ (MIRAI) เป็นรถพลังงานทดแทนที่เพิ่งออกจำหน่ายในเมืองแม่เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และตอนกลางปีแพะบ้านี้ก็จะเริ่มออกขายในเมืองมะกันพร้อมกับป้ายค่าตัว 57,500 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 1.90 ล้านบาท ตัวถังซีดานขนาด 4.890×1.815×1.535 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 4 คน ติดตั้งระบบขับล้อหน้าด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 113 กิโลวัตต์/152 แรงม้า ที่ได้พลังไฟจากเซลล์เชื้อเพลิง (FUEL CELL) ซึ่งได้รับพลังงานอีกทอดหนึ่งจากปฏิกิริยาทางเคมีของไฮโดรเจนกับออกซิเจน มีถังพลาสติคเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งหนาถึง 3 ซม. บรรจุไฮโดรเจนจำนวน 87.5 กก. ไว้ที่ความดัน 700 เท่าของความดันบรรยากาศ เมื่อเติมไฮโดรเจนแต่ละครั้งโดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที จะวิ่งได้ไกลประมาณ 480 กม.

 

SCION IM CONCEPT

จุดดึงดูดความสนใจในบูธของ ไซออน (SCION) ผู้ผลิตรถยนต์ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่โตโยตา คือ รถแนวคิดติดป้ายชื่อ ไซออน ไอเอม คอนเซพท์ (SCION IM CONCEPT) ซึ่งปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีงูใหญ่ และฉายซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ที่งานนี้ เป็นต้นแบบของรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กกะทัดรัดอนุกรมใหม่ ซึ่งมีกำหนดออกโชว์รูมในเมืองมะกันตอนกลางปี 2015 รหัส I มาจาก INDIVIDUAL ซึ่งหมายถึงสามารถปรับแต่งให้สอดรับกับรสนิยมของแต่ละบุคคล ส่วน M มาจาก MODERN ซึ่งบ่งชี้ความทันสมัย เป็นรถที่ออกแบบ/พัฒนาโดยมีผู้ใช้รถซึ่งมีอายุ 18-34 ปี เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เมื่อเปลี่ยนสภาพเป็นรถตลาดสมบูรณ์แบบและออกจำหน่ายตอนกลางปีแพะบ้าดังที่กล่าวแล้ว คาดว่าราคาค่าตัวจะเย้ายวนใจมาก คือ จะต่ำกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 660,000 บาท

 

LEXUS GS F

เป็นรถเก๋งซีดานระดับสุดหรูพันธุ์ยุ่นเพียงแบบเดียวซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ เลกซัส จีเอส เอฟ (LEXUS GS F) ผลงานล่าสุดของผู้ผลิตรถระดับ “พรีเมียม” ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่ โตโยตา เป็นรถ “ซูเพอร์ซีดาน” ที่กำลังจะออกตลาด โดยมีรถสไตล์เดียวกันของค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” คือ บีเอมดับเบิลยู เอม 5 ลีมูซีน (BMW M5 LIMOUSINE) และของค่าย “ดาวสามแฉก” คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี 63 เอเอมจี ลีมูซีน (MERCEDES-BENZ E 63 AMG LIMOUSINE) เป็นคู่ต่อสู้เป้าหมาย ตัวถังขนาด 4.915×1.845×1.440 ม. ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน วี 8 สูบ 5.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 348 กิโลวัตต์/467 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ผู้ผลิตไม่ได้ระบุตัวเลขความเร็ว แต่กะเก็งกันว่าอัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. น่าจะทำได้ใน 4.5 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดก็น่าจะสูงกว่า 275 กม./ชม.

 

ACURA NSX
รถใหม่อีกแบบหนึ่งที่หนังสือพิมพ์ USA TODAY ยกนิ้วให้เป็น “รถยอดฮิท” ของงานนี้ คือ อคูรา เอนเอสเอกซ์ (ACURA NSX) ซึ่งปรากฏตัวในลักษณะรถแนวคิดมาแล้วหลายครั้ง และนี่เป็นครั้งแรกที่อยู่ในรูปลักษณ์ของรถตลาดสมบูรณ์แบบ เป็นรถสปอร์ทระดับ “ซูเพอร์คาร์” ที่ออกแบบ/พัฒนาในสหรัฐอเมริกาและจะใช้โรงงานที่เมืองแมรีส์วิลล์ (MARYSVILLE) ในรัฐโอไฮโอเป็นที่ผลิต มีขนาดตัวถัง 4.470×1.940×1.215 ม. คือ โตกว่ากันในทุกมิติเมื่อเทียบกับรถชื่อเดียวกันรุ่นดั้งเดิม ที่อยู่ในสายการผลิตระหว่างปี 1990-2005 และมีขนาดตัวถัง 4.425×1.810×1.170 ม. เป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อด้วยระบบขับไฮบริด ซึ่งใช้เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซิน วี 6 สูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ชุด และระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 9 จังหวะที่ค่ายนี้เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ ผู้ผลิตไม่ได้ระบุตัวเลขพละกำลัง แต่คาดกันว่าน่าจะให้กำลังสุทธิสูงสุดระดับ 550 แรงม้า

 

HONDA FCV CONCEPT

จุดดึงดูดความสนใจในบูธของยักษ์รองเมืองยุ่นมีอยู่เพียงจุดเดียว จุดเดียวจริงๆ คือ รถแนวคิดติดป้ายชื่อ ฮอนดา เอฟซีวี คอนเซพท์ (HONDA FCV CONCEPT) ซึ่งอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2014 และเพิ่งออกงานระดับ “อินเตอร์” เป็นครั้งแรกที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดซึ่งเป็นต้นแบบของรถพลังงานทดแทนแบบใหม่ ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวในญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม 2016 เป็นรถขนาดเล็กกะทัดรัดนั่ง 5 คน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งได้พลังไฟจาก FUEL CELL หรือเซลล์เชื้อเพลิง ที่ได้พลังงานอีกทอดหนึ่งจากปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างแกสไฮโดรเจนกับออกซิเจนและมีผลพลอยได้เป็นน้ำ ยักษ์รองเมืองยุ่นตั้งเป้าหมายการออกแบบ/พัฒนารถแบบนี้ไว้ว่า การบรรจุไฮโดรเจนเข้าสู่ถังเก็บความดันสูง (700 เท่าของความดันบรรยากาศ) แต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3 นาที และรถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 480 กม.

 

HYUNDAI SANTA CRUZ CROSSOVER TRUCK CONCEPT

รถคันสุดท้ายที่หนังสือพิมพ์ USA TODAY สดุดีว่าเป็น “รถยอดฮิท” ของงานนี้ คือ รถสายพันธุ์กิมจิติดป้ายชื่อ ฮันเด ซันตา ครูซ ครอสส์โอเวอร์ ทรัค คอนเซพท์ (HYUNDAI SANTA CRUZ CROSSOVER TRUCK CONCEPT) เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกระบะ 4 ประตู 5 ที่นั่ง ซึ่งตัวถังมีโครงสร้างแบบ UNIBODY เหมือนรถเก๋ง เป็นรถที่ยักษ์ใหญ่เมืองโสมไม่ได้ยืนยันว่าจะทำเป็นรถตลาดหรือไม่ ? แต่สื่อมวลชนในเมืองมะกันเชียร์กันเหลือเกินให้ทำ เจ้าหนึ่ง คือ นิตยสาร CAR AND DRIVER ถึงกับออกปากว่า BUILD IT NOW OR BE KILLED WITH FIRE หรือ “รีบทำเลยนะ ไม่งั้นจะถูกฆ่าด้วยการย่างสด” เป็นรถหน้าตาดี คือ ดีกว่ารถกระบะทุกแบบทุกรุ่นที่มีขายอยู่ในเมืองมะกันขณะนี้ ยักษ์ใหญ่เมืองโสมให้รายละเอียดของเครื่องยนต์ไว้ด้วย แต่ดูไม่ค่อยมีใครสนใจสักเท่าไร คือเครื่องเทอร์โบเบนซิน ความจุ2.0 ลิตร ซึ่งให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า

 

HYUNDAI SONATA PLUG-IN HYBRID

ในบูธของยักษ์ใหญ่เมืองโสมมีรถ ฮันเด โซนาตา (HYUNDAI SONATA) ซึ่งขับเคลื่อนแบบไฮบริดอวดตัวอยู่ 2 แบบ แบบหนึ่งเป็นรถไฮบริดชนิดไม่ต้องมีการเสียบปลั้กเพื่อชาร์จไฟ ส่วนอีกแบบเป็นรถไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั้กเพื่อชาร์จไฟแบทเตอรี หรือ PLUG-IN HYBRID ระบบไฮบริดในรถแบบหลังนี่ ใช้เครื่องยนต์เบนซินฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร 113 กิโลวัตต์/154 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 50 กิโลวัตต์/68 แรงม้า แบทเตอรีลิเธียม-โพลีเมอร์ (LITHIUM-POLYMER) ขนาด 9.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งใช้เวลาเพียง 2.5 ชั่วโมง เมื่อชาร์จไฟด้วยระบบไฟ 240 โวลท์ และเพิ่มเท่าตัวเป็น 5 ชั่วโมงเมื่อใช้ไฟบ้าน 120 โวลท์ ได้กำลังสุทธิสูงสุด 149 กิโลวัตต์/202 แรงม้า และถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.0 กม./ลิตร และวิ่งด้วยพลังไฟล้วนๆ ได้ไกลถึง 35 กม.



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา และผู้จัดงาน
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2558
คอลัมน์ : มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/NVNRn

Follow autoinfo.co.th