บทความ

ลัมโบร์กินี


ลัมโบร์กินี อูรากัน
ทดสอบเสร็จสรรพในคืนเดียว

 

6 ชั่วโมงในสนามทดสอบ VAIRANO จากบ่ายจนตะวันตกดิน การได้สัมผัสรถสุดพิเศษ เพื่อทดสอบความทนทานของมัน และก็ได้เวลาลงไม้ลงมือกับรถซูเพอร์คาร์คันใหม่จากเมืองซานอกาตา

การทดสอบทั้งหมด 6 ชม. อาจจะไม่ได้มากเกินไป แต่ประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่มุมมองที่ได้เห็นมากกว่าที่คุณจะจินตนาการได้กับเวลา 6 ชั่วโมง ก็เหมือนการขับรถไป/กลับ จากเมืองมิลาน-กรุงโรม นั่นแหละ บนถนนจริงนั้น อาจจะเจอปัญหากับการจราจรอยู่บ้าง แต่ที่นี่ในสนาม VAIRANO ซึ่งแตกต่างไปเลย ดังนั้น 6 ชม. ได้เปลี่ยนสนามธรรมดาให้เป็นสนามเทสต์รถที่สมบูรณ์แบบในการทดสอบคุณภาพของ ลัมโบร์กินี อูรากัน คันใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ แน่นอน เป็นการทดสอบที่จริงจัง ไม่ใช่สนามที่เอาไว้ขับรถกินลมชมวิว แต่เป็นการทดสอบที่แม้แต่ผู้ที่สร้างรถมามากกว่าครึ่งศตวรรษจะต้องกังวล เพราะต้องการความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของรถ เราคาดหวังที่จะได้ข้อมูลบางอย่างเมื่อตอนสุดท้ายของการทดสอบ ในการทดสอบครั้งนี้ ต้องเปลี่ยนยางทั้งหมด 3 ชุด และเปลี่ยนผ้าเบรค 1 ครั้ง สิ่งต่างๆ เหล่านี้คงจะไม่ได้เห็นแน่นอน บนถนนเส้นมิลาน-กรุงโรม

 

เส้นทางใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย

เวลานัดหมาย คือ 18.00 น. วันพุธ 1 ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โดยปกติแล้วสนาม VAIRANO จะปิด แต่สักครั้งหนึ่งที่เราจะไม่สนเรื่องการปิด/เปิดอย่างทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราทุ่มเทให้กับการทดสอบรถที่พิเศษจริงๆ ภายในห้องเก็บรถ อูรากัน กำลังได้รับการตรวจสอบครั้งสุดท้ายก่อนลงสนาม และในสนาม ก็ได้มีการตั้งกรวยบนสนามจัดลู่วิ่งรถที่ไม่เหมือนกับทุกครั้ง เราได้รวมรอบการทดสอบถึง 2 รอบเข้าไว้ด้วยกัน (ช่วงความเร็วสูง และทดสอบการยึดเกาะถนน) เพื่อให้ได้เส้นทางทดสอบรถที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน ท่ามกลางความเป็นไปได้นับพันแบบ เราจัดระยะทางเป็น 3 กม. ซึ่งรวมทุกอย่างที่ต้องการใช้ทดสอบเครื่องยนต์และเปลือยคุณสมบัติของรถ อูรากัน เส้นทางที่ใช้มีทั้งช่วงความเร็ว โค้งตัว S มุมแคบ โค้งแบบหลากหลาย โค้งหักศอก ใน 6 ชม. นี้ เพื่อเป็นการทำความรู้จักกับรถ ลัมโบร์กินี รุ่นใหม่นี้เอง

เวลา 19.00 น. เมื่อแนวกั้นได้ถูกยกขึ้นและทายาทของ กัลญาร์โด ได้วิ่งเข้าสู่สนาม ใน 2-3 รอบแรกนั้น เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องและยิ่งไปกว่านั้น เป็นการหาจังหวะที่เหมาะสม เช่นเดียวกับแข่งขัน ความอดทน เราไม่สามารถทุ่มแรงทั้งหมดที่มีเป็นเวลาต่อเนื่องหลายๆ ชั่วโมงได้ ไม่มีรถยนต์คู่แข่งที่เป็นแรงกดดันในการทดสอบครั้งนี้ มีแต่จะต้องหาความสมดุลระหว่างสมรรถนะ และเครื่องยนต์ เราพบความสมดุลในแต่ละรอบอยู่ระหว่าง 1:42:0 และ 1:43:0 นาที นั่นก็หมายถึงว่า ใน 6 ชม. นั้น จะต้องทำรอบให้ได้ประมาณ 200 รอบ และเปลี่ยนนักขับทุกๆ 1 ชม. นานๆ ครั้ง การทำเวลาแต่ละรอบอาจจะใช้เวลาสั้น (หรือยาวขึ้น) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจำเป็นต่างๆ การเติมน้ำมัน และหากเปลี่ยนยาง หรือเหตุผลง่ายๆ เช่น การทำความสะอาดกระจกหน้า เผื่อใครไม่รู้ว่าที่ VAIRANO มียุงเยอะมาก

 

ถึงเวลาใส่กันสุดๆ แล้ว

มาถึงช่วงจับทางตรงที่ความเร็วเฉลี่ย 240 กม./ชม. เราสามารถท้าทาย ด้วยการใช้ความเร็วมากกว่านี้ก็ได้ แต่นั่นก็หมายถึง การฆาตกรรมเบรค ดังนั้น จะดีมากกว่า ถ้าขับแบบไม่โอเวอร์เกินไป เมื่อระบบ ANIMA กับปุ่มสวิทช์สีแดงปรับไปที่โหมด TRACK ปรับเปลี่ยนเกียร์ต่ำลง พร้อมลดความเร็ว ตอนนี้ อูรากัน เริ่มทำความเร็วพร้อมเข้าโค้งทางทิศเหนือของสนามทดสอบ หากแต่ไม่ใช้วีถีแบบธรรมดา โดยรถทะยานไปทางซ้าย เข้าโค้งอย่างเร็วแล้วมุ่งไปสู่ทางตรง ซึ่งเป็นการตัดผ่าเส้นผ่านศูนย์กลางของสนาม หรือที่เราเรียกว่า “ช่วงโค้งเบาๆ” นั่นเอง จากเกียร์ 2 ไป 3 เป็นเวลาที่เครื่องยนต์และเบรคขโมยซีนเป็นช่วงๆ ในช่องสุดท้ายของทางตรง จะมีจุดอันตรายอยู่ นั่นก็คือ เนินโค้งหักศอก ถ้าคุณรู้จักสนาม VAIRANO ก็จะรู้ว่าตรงนี้เป็นบริเวณที่เกิดอาการอันเดอร์สเตียร์บ่อยๆ เพียงแค่ทันทีที่เร่งความเร็วมากไป ก็อาจจะพบว่าตัวเองหลุดออกนอกลู่ไปยังพื้นกรวดได้ แต่ก็ไม่เป็นไร รถ อูรากัน หมุนเข้าโค้งได้อย่างสมบูรณ์แบบตามรูปแบบที่ได้วางแผนไว้ โดยไม่ต้องเหยียบเบรครัวๆ เพื่อเพิ่มน้ำหนักล้อคู่หน้า ล้อยังไม่ทันจะหันเข้าทางตรงรถ ลัมโบร์กินี ไม่รอโดยเปลี่ยนเกียร์เป็นเกียร์ 2 เกียร์ 3 เกียร์ 4 และเปลี่ยนเป็นเกียร์ 3 อีกครั้ง ตอนนี้ก็มั่นใจทีมแห่งเมืองซานอกาตาได้แล้วว่า รถคันนี้มาพร้อมกับระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ และจับคู่กันได้อย่างเหมาะสมกับรถที่มีราคาสูงลิบกว่า 200,000 ยูโร (ประมาณ 10,000,000 บาท ไม่รวมภาษี) รวดเร็ว แม่นยำ แหลมคม และเหมาะกับขนาดของแป้นแพดเดิล ชิฟท์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับของ กัลญาร์โด แล้ว ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ากันมาก

กลับมาโฟคัสสิ่งที่อยู่บนสนามแข่งกันดีกว่า เราจะได้พบกับสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งก็คือ โค้งตัว S ที่รวมช่วงจับเวลาเข้าไว้ด้วยกัน อูรากัน เข้าโค้งได้อย่างพอดิบพอดี ทันใดนั้น รถก็กระดอนขึ้น แต่ไม่มีอะไรเสียหาย และกลับคืนเข้าช่วงโค้งได้อย่างสมบูรณ์ แต่ต้องเบาคันเร่งลงบ้าง เพราะถึงแม้ว่ารถ อูรากัน จะให้ความมั่นใจในด้านความปลอดภัย แต่โค้งก็แคบและกระชั้นเหลือเกิน ด้านหน้ารถเข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม และด้านหลังรถ (ซึ่งแม้จะไม่ได้มีระบบช่วยเหลือ เช่น ระบบแอโรโดนามิคก็ตาม) การขับเคลื่อนต้องใช้ตัวช่วยด้วยอุปกรณ์หลายๆ ชิ้นเพื่อกระตุ้นตามจังหวะที่เหมาะสม น่าจะต้องขอบคุณยางชุดใหม่ด้วย ทีนี้ เรามาดูกันว่าเมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์จะเปลี่ยนไปเป็นเช่นไร

ความเร็วลดลง เมื่อเจอโค้งต่างๆ หลากหลายโค้ง และยากขึ้น เหมือนเราอยู่ในโครงสร้างตัวถังแบบผสมที่ต้องการการยึดเกาะถนนของหน้ายาง และการถ่ายเทน้ำหนักเป็นสำคัญ ส่วนโค้งหักศอกทั้งหลายทั้งปวงไม่น่าเป็นห่วงสำหรับตัวถังที่มีการยืดหยุ่นเป็นอย่างดี แต่บรรดาโค้งเหล่านี้ ทำให้เราสัมผัสได้ว่า อูรากัน มีพวงมาลัยที่ค่อนข้างจะธรรมดามาก อันที่จริงแล้วพวงมาลัยก็ไม่ได้มีข้อเสียอะไร หากแต่สิ่งที่ฝังอยู่ในหัวเรา ว่ารถระดับสูงเช่นนี้ อาจจะต้องขอบ่นสักหน่อย แม้มันไม่ได้ด้อยคุณภาพ แต่ถ้าจะไม่พูดถึงรถ 458 อิตาลีอา ก็คงจะไม่ได้ เพราะว่ารถรุ่นนี้ มีระบบพวงมาลัยที่พิเศษจริงๆ ซึ่งคุณอาจจะชอบ หรือไม่ชอบก็ได้ อย่างไรก็ดี รถคันนี้ได้บัญญัติกฎใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เมื่อขับเข้าโค้งพวกนี้ เครื่องยนต์ วี 10 สูบ ให้ความรู้สึกราวกับกระทิงเปลี่ยวที่รอคอยการต่อสู้อย่างกระสับกระส่าย ช่วงเวลาของการเตรียมพร้อมของระบบสูบฉีดเชื้อเพลิง ซึ่ง ณ ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้วรถ อูรากัน มุ่งหน้าเข้าสู่สนามทางตรง รวมพลังแรงม้าทั้งหมดถึง 610 แรงม้า เตรียมพร้อมที่จะนำมาใช้ ถือเป็นการฉีกกฎเดิมๆ ทางวิศวกรรมโดยการนำกระบอกสูบ 10 กระบอกมาใช้ ซึ่งจัดเป็นลักษณะที่น่าสนใจที่คุณอาจไม่ได้คาดหวังจากรถประเภทนี้มากนัก และแล้วรถก็เข้าสู่ทางตรงด้วยเกียร์ 3 คุณจะต้องวางทุกๆ สิ่งลง เพื่อหันมาระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าไม่อยากเผชิญหน้ากับการจำกัดรอบสูงสุดแล้วก็มาถึงในโซนสีแดง เป็นเสี้ยวเวลาไม่กี่วินาที เราใช้ตัวช่วยก็คือ ไฟบอกจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ เป็นความคิดที่ไม่เลว เมื่อไฟ แอลอีดี แดงขึ้น ขณะที่คุณเข้าใกล้การตัดรอบสูงสุด นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ต่อไป ในขณะเดียวกันก็เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเติมเรื่องความสวยงาม ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขนาดใหญ่จอ แอลซีดี เป็นอุปกรณ์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เพื่อความพึงพอใจของผู้ขับขี่ เช่นเดียวกับระบบเกียร์สูง แทบจะเปลี่ยนเกียร์ไม่ทันทีเดียว จนถึงเข็มที่ชี้ไว้ว่ามี 8 เกียร์ แต่น่าเสียดายเมื่อเราใช้เกียร์ 6 เมื่อความเร็วมาถึง 220 กม./ชม. ก็เกือบจะสุดทางตรง ซึ่งอีกไม่นาน การเทสต์ก็จะจบรอบลง

 

จังหวะเพิ่มขึ้นกับเวลาที่ช้าลง

ยังมีอีก 191 รอบที่รอทำการทดสอบ คำนวณโดยเครื่องมือที่มีความแม่นยำ นั่นก็หมายถึง นักขับแต่ละคนยังมีอีกคนละประมาณ 30 กว่ารอบที่ต้องทำการทดสอบรถ อูรากัน ซึ่งเป็นสิ่งยั่วยุชั้นดีสำหรับนักแข่งทั้ง 6 คน นักแข่งแต่ละคนพยายามที่จะไม่คล้อยตามแรงยั่วยุ แต่พยายามทำเวลาตามที่ได้ตกลงไว้ หลายต่อหลายครั้งที่มาตรวัดแสดงความเวลา 1:40:0 นาที โดยพยายามที่จะไม่บันทึกเวลาที่ทำได้ดีที่สุด เพื่อใช้สำหรับอ้างอิงเท่านั้น และในบางครั้งสามารถทำเวลาได้ที่ 1:37:0 นาที ดีที่สุด คือ พยายามจะไม่เร่งทำเวลาเช่นนี้บ่อยนัก การทดสอบรถด้วยการทำรอบเช่นนี้เป็นงานที่หนักเกินไปทำหรับยาง แต่ไม่หนักไปสำหรับเครื่องยนต์แน่นอน ทดสอบด้วยเวลาได้ตามที่ตกลงกันไว้ ยางทำงานได้ตามสมรรถนะของมันอย่างดี วิ่งไปได้น้อยกว่า 140 กม. ยาง ปิเรลลี พี เซโร ก็ไม่มีดอกยางซะแล้ว ครั้งที่ใช้ได้ยาวนานที่สุดเหมือนจะทำความเร็วได้ 239 กม. แต่เมื่อตอนนำรถเข้าพิท เรารู้สึกได้ว่ายางหลังด้านซ้าย (ด้านที่ใช้งานมากที่สุด จากการขับรถตามเข็มนาฬิกา) เริ่มเห็นเนื้อยาง ในการทำรอบที่เหลือ ก็ต้องมีการเปลี่ยนผ้าเบรค 1 ชุด นั้นเป็นไปตามการคาดการณ์ เพราะถ้าไม่เปลี่ยน ก็แสดงว่าเราทดสอบรถที่ไม่แรงพอ ส่วนเรื่องอัตราการบริโภคเชื้อเพลิง เราใช้น้ำมันจำนวนมากอยู่ แต่ก็เป็นเรื่องปกติตามแผนที่วางไว้

มีอะไรอย่างอื่นอีกไหม คำตอบ ไม่มีเลย ไม่มีเสียงแปลกๆ ไม่มีอาการความร้อนขึ้นสูง ไม่มีไฟกะพริบเตือนสัญญาณความผิดปกติอะไร หลังจากผ่าน 6ชม. รถ อูรากัน ทำงานราวกับนาฬิกาสวิส ขณะที่เราทำรอบครบในตอนกลางคืน ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงอย่างง่ายดาย เหลือก็แต่รอให้เครื่องยนต์เย็นลง อีก 2-3 รอบ หลังจากนี้ก็เป็นเวลาเข้านอนรอวันพรุ่งนี้ ลัมโบร์กินี อูรากัน จะได้ทำการทดสอบรถแบบคลาสสิค ซึ่งจะได้พบสิ่งที่ทำให้คุณประหลาดใจในอีก 2-3 หน้าถัดไป ในความเป็นจริงแล้ว อูรากัน นั้นไม่มีความจำเป็นจะต้องพักเลย มันสามารถทำงานต่อได้ทันที เพราะมันไม่ต้องการการพักผ่อน แต่พวกเราต้องการ และนี่ก็ได้เวลานอนแล้ว

 

ข้อมูลเทคนิค

เครื่องยนต์ วี 10 สูบ ที่ทำงาน 8,000 รตน. เป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าของรถสปอร์ทคันนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แต่ก็ล้ำหน้าในเรื่องโครงรถที่ทำมาจากอลูมิเนียม และคาร์บอนไฟเบอร์

ลัมโบร์กินี อูรากัน ถูกพัฒนามาใหม่ทั้งหมด คันนี้ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีใหม่ อย่างเช่นที่เราพบในรถ เอาดี รุ่นล่าสุด แต่ก็มีบางสิ่งที่คงลงเหลือจากอดีต นั่นก็คือ เครื่องยนต์ วี 10 สูบ ขนาด 5.0 ลิตร ซึ่ง กัลญาร์โด ใช้มาตั้งแต่ปี 2008 ได้ถูกนำมาแก้ไขและปรับปรุงใหม่ ระบบไดเรคท์อินเจคชันซึ่งไม่ได้อยู่ในทเรนด์ปัจจุบัน (อาจจะต้องพูดคำว่าขอบคุณ) แต่รถ อูรากัน ก็คงไว้กระบอกสูบที่แข็งแรง โดยรวมแล้วสิ่งหนึ่งที่หาได้ยากจากรถคันอื่น แถมยังช่วยในเรื่องความเร็ว คือ พละกำลัง 610 แรงม้า ซึ่งทำรอบได้ 8,250 รตน. ถ้ามีตัวจำกัดรอบเครื่องยนต์ จะทำได้มากถึง 8,500 รตน. เครื่องยนต์ วี 10 สูบ ซึ่งภายในทำมาจากอลูมิเนียม และมีระบบหล่อลื่นแบบอ่างแห้ง โดยรวมช่วยลดความสูงของเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ค่อนข้างจะเห็นได้ในรถซูเพอร์คาร์ สามารถวางเครื่องในตำแหน่งที่ต่ำได้ ณ จุดนี้ จุดศูนย์ถ่วงยิ่งใกล้กับพื้นถนนเข้าไปอีก คุ้มค่า พูดถึงเรื่องระบบเชื้อเพลิงกันสักหน่อย ระบบเชื้อเพลิงใช้หัวฉีด 2 หัว/สูบ ณ จุดเริ่มต้นและที่ความเร็วสูง น้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกฉีดโดยตรงไปที่ห้องเผาไหม้เชื้อเพลิงด้วยแรงดัน 180 บาร์ ผลที่ได้ คือ แรงดันน้ำมันไปทำให้ผนังห้องสันดาปเย็นลงและทำให้อัตราแรงดันขึ้นมาถึง 12.7:1 ในความเร็วต่ำจะสลับกันตรงแรงกดที่เครื่องจะเบาลง การอัดฉีดเชื้อเพลิงไม่เป็นไปแบบทางตรง คือ เชื้อเพลิงจะถูกฉีดเข้าไปที่ท่อร่วม ทำให้ลดอัตรากินน้ำมันและการปล่อยไอเสีย (เช่นนี้เอง เครื่องยนต์ วี 10 สูบ จึงได้มาตรฐาน ยูโร 6) การเปลี่ยนผ่านระหว่างการอัดฉีดเชื้อเพลิงทางตรงและทางอ้อมทำงานควบคู่กันไป ในความเร็วปานกลางการอัดฉีดเชื้อเพลิง 2 แบบนี้ จะทำงานพร้อมกัน

 

ลัมโบร์กินี มาปะทะกันเอง
บนสนามทดสอบ เน้นการยึดเกาะถนน

สถิติใหม่สำหรับรถซูเพอร์คาร์เชื้อสายเมืองโบโลนญา บนทแรคแบบคลาสสิค ต้องขอบคุณระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออย่างมาก

เราเข้าใจได้ทันทีว่ารถ อูรากัน มีสมรรถนะที่ดีมากทีเดียว พูดให้ตรงจุดก็คือ ทันทีที่ได้รถมาใช้ตอนเช้า ณ วินาทีที่รถลงไปวิ่งทดสอบบนสนาม หลังจากผ่านชั่วโมงที่เราได้ทุ่มเทให้กับการเร่งเครื่อง เบรค และวนกลับ ทำซ้ำไปซ้ำมา ไม่สนความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ มีแต่ความอยากรู้อยากลอง และความหลงใหลที่นำเราไปสู่การทดสอบรถ นักขับก็ได้ทำการทรมานยางรถยนต์ โดยการนำรถลงมาวิ่งบนสนามผิดเวลา ผิดจริงๆ พื้นสนามร้อนจนเดือด ในช่วงเดือนกรกฎาคม เวลา 11.00 น. ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่คิดจะทำเวลาตามที่วางไว้ ทุกอย่างดูไม่เป็นใจกับรถเอาซะเลย แต่อย่างไงก็ดีรถ อูรากัน ก็ได้ค้นพบพลังของจิตวิญญาณสำคัญที่จะผ่านครั้งนี้ไป ในการทำรอบ 2-3 รอบเอื้ออำนวยด้วยยาง รถ อูรากัน ก็ทะยานเข้าสู้แถวหน้าๆ ของการจัดลำดับของเรา 2-3 วันต่อมา ก็ได้ทำการทดสอบส่วนที่เหลือพร้อมยางใหม่ในรุ่น

พี เซโร ตโรเฟโอ อาร์ 4 เส้นกับอากาศหนาวเย็นตอน 8 โมงเช้า รถ อูรากันทดสอบแค่ 2 รอบ ก็กลายเป็นราชินีแห่งสนาม VAIRANO เรียบร้อยแล้ว เป็นตำแหน่งที่แย่งชิงมาจากพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ถ้าเปรียบเทียบกับรถกัลญาร์โด สกวาดรา โกร์เซ รถ อูรากัน เมื่อต้องทำความเร็วสูง คนขับต้องมีส่วนร่วมมากกว่า การที่ไม่มีสปอยเลอร์หลังช่วยเรื่องแอโรไดนามิค ทำให้ท้ายค่อนข้างไวกว่ารถ กัลญาร์โด ส่วนที่ควรจะพูดถึง คือ แรงของเครื่องยนต์ซึ่งน่าประทับใจมาก และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ทำให้รถ อูรากัน วิ่งออกจากโค้งได้เร็วกว่าเดิม นักขับสามารถเปิดลิ้นนำเข้าเชื้อเพลิงได้ดียิ่งกว่าการควบคุมการขับเคลื่อนส่วนท้าย ระบบคลัทช์คู่นั้นทำงานได้ดีมาก ทั้งในเรื่องความเร็ว และความแม่นยำของเปลี่ยนเกียร์ ปัญหาเดียวที่พบหากจะพิจารณาว่านี่คือปัญหา นั่นก็คือ อัตราส่วนระหว่างแต่ละเกียร์ไม่สัมพันธ์กับสนามทดสอบรถ เราจะพบได้ในหลายครั้งที่เกียร์ 2 นั้นสั้นเกินไป แต่เกียร์ 3 ก็ยาวเกินไป นี่เป็นเรื่องกวนใจที่เราพบตลอดการทดสอบรถเป็นเวลา “6 ชม.” เรื่องที่น่ารำคาญใจมากกว่านั้น คือ การสัมผัสที่แป้นเบรคเปลี่ยนไป เมื่อนำรถลงสนาม หลังจากวิ่งไปแล้ว 2-3 รอบ ต้องเพิ่มแรงกดลงไปอีกหน่อย

 

คาร์ดบันทึกสถิติ
จำนวนสถิติ

ที่นั่งคนขับ รถ อูรากัน คันที่ใช้ทดลองติดตั้งที่นั่งแบบสปอร์ท มีมาพร้อม(ตามคำขอ) ในรุ่นของปีหน้า เหมาะสมอย่างมากกับคนขับทุกไซซ์

 

การควบคุม และอุปกรณ์ คอนโซลหน้าจัดตกแต่งอย่างดี และอุปกรณ์สามารถใช้งานในการปรับเปลี่ยนสูง ทำให้เหมาะกับทุกสถานการณ์ ลูกศรควบคุมใช้ไม่ได้ง่ายมากนัก

 

ระบบเสียง และการนำทาง ปุ่มควบคุมและปุ่มปรับแต่งเสียงมีต้นกำเนิดมาจากรถ เอาดี ขาดก็แต่จอแบบคลาสสิคบนคอนโซลที่หายไป ทุกสิ่งอันไปรวมกันอยู่ที่จอแสดงภาพขาด 12.3 นิ้ อยู่ในกลุ่มอุปกรณ์ต่างๆ

 

ระบบปรับอากาศ เป็นระบบแบบพื้นที่เดียว แต่ก็ถูกทดแทนด้วยการกำจัดความร้อนได้ในปริมาณมาก ซึ่งจะขาดไปเสียไม่ได้ในรถประเภทนี้

 

ทัศนวิสัย ทุกอย่างทำได้ดีเมื่อขณะขับขี่ ในการถอยหลังต้องมีเซนเซอร์กับกล้องหลังเพิ่ม เพื่อทัศนวิสัยที่ดี
ความประณีต ไม่ใช่รถ ลัมโบร์กินี อย่างที่เคยเป็นอีกต่อไปแล้ว โชคดีที่ได้มีการเติมส่วนควบและชุดตกแต่งสไตล์ทิวทอน (อัศวินทิวทอนิก) ซึ่งก็ทำออกมาได้ดี

 

อุปกรณ์เสริม จากแรงบันดาลใจจากรถ กแรนด์ ทัวริง ขาดเครื่องควบคุมความเร็ว ที่ให้มาอย่างที่ไม่ต้องสงสัย ก็คือ ระบบไฮดรอลิคเพื่อยกส่วนหน้าของรถ

 

อุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ถุงลมนิรภัย 4 ลูก และระบบ ESP ระบบเบรคอัตโนมัติไม่มีในรถคันนี้เช่นเดียวกันกับที่ไม่มีในรถที่ใกล้เคียงกัน

 

การใช้งาน 2 ที่นั่ง และแทบจะไม่มีอย่างอื่นอีกเลย บรรยากาศภายในสบาย ไม่อึดอัด การใช้งานภายในด้วยความสูง 1,170 มม.

 

ที่วางสัมภาระ ไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก ช่วงหน้าของรถที่สั้น และการที่ด้านหน้าปรับยกได้ จำกัดพื้นที่วางสัมภาระอย่างมาก

 

ความสะดวกสบาย ที่แท้จริงนั้นเป็นคนละเรื่องกับที่มีในรถ อูรากัน แต่ก็ไม่ใช่ไม่สบายเอาเสียเลยหรือถึงกับทำให้ปวดหลัง ในโหมดขับขี่ STREET นั้น เครื่องยนต์ วี 10 ไม่ได้ทำให้เสียงดังมากเกินไป

 

เครื่องยนต์ มีพละกำลังตอบสนองได้กับทุกเหตุการณ์ เริ่มต้นที่รอบต่ำและสามารถทำรอบได้สูงสุด 8,000 รตน. โดยไม่มีปัญหาใดๆ

 

อัตราเร่ง ที่สนาม VAIRANO แทบจะไม่ค่อยเห็นรถที่เร่งเครื่องจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 2.9 วินาที ทันที่ออกสตาร์ท แรง จี จากอัตราเร่งก็ไปถึง 1.35 จี ช่างเหลือเชื่อจริงๆ

 

การตอบสนอง รวดเร็วมากถ้าคุณเชื่อในเครื่องยนต์ เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดอัตโนมัติ สามารถใช้การ คิคดาวน์ อูรากัน ตอบสนองเร็วปานสายฟ้า

 

เกียร์ เป็นรถ ลัมโบร์กินี คันแรกที่มีระบบคลัทช์คู่ มีทั้งหมด 7 เกียร์ สามารถแข่งกับเกียร์ของ แฟร์รารี หรือ แมคลาเรน ได้สบายๆ

 

พวงมาลัย ดีเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัยในคุณภาพ แต่จะดีมากขึ้นหากเพิ่มความคมให้กับพวงมาลัยอีกนิดหนึ่ง

 

เบรค แบบจาน วัสดุคาร์บอนเซรามิค ที่มีมากับรุ่น มีความโดดเด่นมากจริงๆ แต่เมื่อใช้ไปนานๆ ในสนามแข่ง อาจให้สัมผัสที่คันเบรคไม่ค่อยคงที่เท่าไร

 

บนท้องถนน ความสมดุลที่ดี การขับเคลื่อน 4 ล้อ ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายและใช้งานง่าย แต่ความสนุกในการขับขี่ไม่ได้ลดลง เมื่อขับขี่บนท้องถนน อาจมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ทำให้ใช้งานได้ไม่เต็มที่

 

อัตราสิ้นเปลือง ไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น แต่ถ้าเหยียบคันเร่งไปเบาๆ เครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิง 8 กม./ลิตร ถังน้ำมันขนาด 80 ลิตร

 

ราคา มากกว่า 200,000 ยูโร (ประมาณ 9 ล้านบาทขึ้นไป ไม่รวมภาษีนำเข้า) ราคาที่สูงลิบนี้มาพร้อมคุณภาพ นอกจากนั้นยังมากับบแรนด์ที่เป็นตำนาน

 

การรับประกัน คุ้มครอง 3 ปี แต่สามารถขยายเป็น 4 ปีก็ได้ โดยเพิ่มเงินอีกพอสมควร



------------------------------
เรื่องโดย : ALESSIO VIOLA ผู้แปล : สุวิดา นวมเจริญ
ภาพโดย : QUATTRORUOTE
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2558
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/T9Wwc

Follow autoinfo.co.th