บทความ

ความเป็นไทย


ช่วงเวลานี้ คนไทยที่รักประเทศชาติ เป็นห่วงอนาคตของชาติ ซึ่งก็คืออนาคตของลูกหลานไทย ต่างเป็นห่วงความมั่นคงของชาติ อยากให้กลับระลึกถึง “ความเป็นไทย” ซึ่งหมายความรวมเรียกว่า ขนบ ธรรมเนียม ประเพณี วิถีความเป็นอยู่ และความเป็นไปในสังคมดั้งเดิมเป็นส่วนใหญ่

เพราะวิถีความเป็นอยู่ดั้งเดิมนั้น แม้ส่วนหนึ่งที่เป็นไปในลักษณะล้าหลัง(หากเทียบกับสังคมโลก) แต่เป็นความสงบ งามเงียบ-เรียบร้อย ที่สำคัญ ไม่รีบเร่ง เป็นสังคมที่มีความสุข เพราะมีความรักใคร่ เอื้ออาทรต่อกันและกันมากกว่าวิถีสังคมยุคใหม่หรือปัจจุบัน

ทุกวันนี้ เมื่อสังคมกลายเป็นสังคมที่รีบเร่ง ทำอะไรก็ต้องเร็วทันใจ ยกตัวอย่าง ต้องรีบรับรู้ให้รวดเร็วผ่านสื่อ สมัยก่อนต้องรออ่านหนังสือพิมพ์ สมัยนี้ไม่จำเป็น เพราะนอกจากวิทยุและโทรทัศน์แล้ว ยังมีโทรศัพท์ และสื่ออินเตอร์เนท ส่งไปได้รวดเร็ว กว้างไกล รู้ได้ทั่วทุกมุมโลกว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งเรียกแบบประชดว่า “สังคมก้มหน้า” เพราะแม้จะนั่งร่วมโต๊ะอยู่ใกล้ๆกัน แต่ต่างคนต่างก้มหน้าเล่นไลน์ โต้ตอบกันด้วยเฟศบุค และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรียกแปลกๆ ตามกันไม่ทัน

แม้ว่าคนยุคใหม่จะพยายามวิ่งไปให้เร็วทันโลกเพียงไร แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่พยายามมองย้อนไปดูสภาพสังคมเก่า จะเห็นความสงบงาม ความไม่รีบเร่งแต่เรียบร้อย ชวนให้อยากกลับไปปรับวิถีชีวิตในแง่งามนั้นให้มาประดับชีวิตยุคใหม่

ยกตัวอย่าง นักอ่านสมัยใหม่ที่วิ่งตามโลกาภิวัตน์จนเหนื่อย มีเวลาหายใจมองเห็นความงามในการเรียนการสอนแบบเก่า ซึ่งทำให้คนที่วัยอาวุโสกว่ากึ่งศตวรรษ มองเห็นความเฉลียวฉลาดของนักปราชญ์เก่าของไทย หลายคนอยากให้ลูกหลานได้อ่านหนังสือเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำสำนวนน่ารัก

ที่สำคัญ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงพระปรีชาด้านการศึกษา ยังทรงแนะนำให้ครูอาจารย์นึกถึงการสะกดอักษรแบบเก่าของเรา ซึ่งจะเป็นรากฐานการเรียนของเยาวชนได้ดีกว่าการสะกดแบบใหม่ ซึ่งห่างจากรากเหง้าที่นักปราชญ์ไทยได้นำมาใช้ จนคนเก่าแก่ในปัจจุบันยังจำวิธีการยั่งยืนนั้นได้ตลอด

เราจึงได้สำนึกว่า ภาษาที่งดงามที่นักปราชญ์ไทยท่านได้เรียบเรียงอย่างสวยงาม แล้วครูบาอาจารย์ที่มีสำนึกงดงาม พยายามขอร้องให้นำสำนวนเหล่านั้นมาท่องจำ ที่เราเรียกว่า “อาขยาน” (อ่านว่า อา-ขะ-หยาน หรือ อา-ขะ-ยาน ก็ได้) เพราะถ้อยคำสำนวนที่นักปราชญ์เก่าๆ ของไทยแต่งไว้ นั้นงดงามยิ่ง ไม่ใช่วิ่งบ้าตามนักประหลาดสมัยใหม่ที่เห็นว่า การให้เด็กท่องจำไม่ดี (แต่ไม่แยกแยะว่าอย่างไรควรท่อง เช่น สูตรคูณทางคำณวน หรือสูตรทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ทำให้ทำงานได้รวดเร็วและถูกต้อง)

หรือแม้กระทั่งบทสวดมนต์ซึ่งให้ท่องกันตั้งแต่ยังเยาว์ ทั้งๆ ที่แม้โตแล้วก็ยังแปลไม่ออก แต่ก็จำได้ดี และเป็นประโยชน์เมื่อเติบโตแปลได้ หรืออย่างครูอาจารย์ที่เฉลียวฉลาดจะสอนว่า บทสวดมนต์และอาขยานที่ให้ท่องมาจนจำติดใจนั้น เป็นตัวอย่างคำประพันธ์ชั้นเยี่ยม เพราะได้คัดเอาบทดีๆ ชั้นยอดแล้วมาให้ท่องจำกัน เช่น สยามานุสติ เป็นตัวอย่างโคลง บทสวด “ธรรมะคือคุณากร” หรือ “สงฆ์ใดสาวกศาสดา” นั่นคือ ตัวอย่าง กาพย์ฉบัง 16 บทสวดพาหุง เป็นตัวอย่าง สัททุลวิกกีฬิต ฉันท์ 19 หรือ สวดพระพุทธคุณ “องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน” คือ อินทรวิเชียรฉันท์ 14 เป็นต้น

พูดถึงคุณธรรม หรือจริยธรรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ “ความเป็นไทย” ที่ท่านนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า “คสช.” พยายามที่เด็กควรรู้และจำให้ได้นั้น ผู้เขียนเคยได้ฟังปาฐกถาของพลอ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ประทับใจ จึงได้ร้อยกรองไว้เผยแพร่ดังนี้

 

คุณค่าความเป็นไทย:

ครั้งหนึ่งท่านประธานองคมนตรี ปาฐกถาวาทีที่ครวญใคร่ เรื่อง “คุณค่าของความเป็นไทย” เตือน “ไทย” ให้ได้สำนึกรู้สึกตน คำ “คุณค่า” คือ ความดีมีประโยชน์ เป็นสิ่งที่ไร้โทษเพิ่มโภคผล ซึ่งคนไทยควรที่มีทุกคน เพื่อกำนลตอบแทนคุณแผ่นดิน คำ “คนไทย” หมายความ รวมพริ้งเพริศโดยกำเนิดเป็นคนไทยในทุกถิ่น โดยเชื้อชาติชนทั่วไทยในธรณิน โดยสัญชาติโอนชีวินเป็นคนไทย ทุกเชื้อชาติคนไทยในประเทศ ย่อมเป็นเหตุผลประจักษ์ รักไทย ได้ เพราะต่างพูด-คิด-ทำทั้งน้ำใจ ต่างเป็น-อยู่-อาศัยในแผ่นดิน ความเป็นไทยใน “เชื้อชาติ” และ “สัญชาติ” ย่อมสามารถตอบแทนไทยได้ทั้งสิ้น สร้างสำนึกความเป็นไทยเต็มใจจินต์ เพื่อท้องถิ่นเพื่อส่วนรวมความเป็นไทย หนึ่ง-สำนึกใน “ธรรมเนียมประเพณี” ล้วนสิ่งดีสืบสานโบราณสมัย เอกลักษณ์ประจักษ์ค่าน่าภูมิใจ จารึกในสายโลหิตนิจนิรันดร์ สอง-สำนึก “ศิลปะวัฒนธรรม” ที่เลิศล้ำยืนยงดำรงมั่น เลอฝีมือล้ำลึกดึกดำบรรพ์ บรรพชนสร้างสรรค์ธารศิลป์มา สาม-มีสัญลักษณ์ประจักษ์เลิศ แสนประเสริฐชาติไทยนี้มี “ภาษา” สี่ “อักษร” เป็นศักดิ์ศรีที่บูชา “พ่อขุนราม ฯ” ประดิษฐ์กว่าเจ็ดร้อยปี ในโลกนี้มีภาษากว่าสามพัน แต่ที่มี “อักษร” นั้นน้อยเหลือที่ เพียงประมาณร้อยชาติซึ่งอาจชี้ บอกศักดิ์ศรีไทยมีชาติอันสมบูรณ์ ภาษาไทยนั้นมีอัจฉริยลักษณ์ ซึ่งเป็นหลัก “รวมใจ” ไทยไม่สูญ เป็น “ภาษาดนตรี” มีตระกูล มี “เลขไทย” ชวนเทิดทูนความเป็นไทย ห้า-ธำรงธงดิเรกเอกราช ไม่เป็นทาสชาติตระการนานสมัย หก-ภูมินทร์ปิ่น “กษัตริย์” เป็นฉัตรชัย เหนือชาติใดในโลกนี้จัก “มี-เป็น” เจ็ด-ประเทศวิเศษแคว้นในแดนดิน เพ็ญไพบูลย์พูนทรัพย์สินสิ้นทุกข์เข็ญ “ทรัพย์ในดินสินในน้ำ” ไม่ลำเค็ญ ถึงยากเย็นเกษตรกรรมนำทุกข์คลาย จึ่งควรไทยทั่วถิ่นแผ่นดินทองสำนึกครอง “ความเป็นไทย” ให้เฉิดฉาย ตอบแทนคุณของแผ่นดินสิ้นใจกาย คงความหมาย “ความเป็นไทย” ไปนิรันดร์



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2558
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/8x33t

Follow autoinfo.co.th