บทความ

ทำอย่างไร ไม่ให้ถูกฟ้าผ่า ?


ผมใช้ข้อความในหัวเรื่องเช่นนี้ เพราะจำเป็นต้องมีความกระชับ จะขอพูดถึงการถูกฟ้าผ่ารถของเรา เมื่อขับในสภาวะที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ขณะฟ้าคะนอง โดยทั่วไปเข้าใจกันว่า ฟ้าจะผ่าได้ขณะฝนกำลังตกเท่านั้น ไม่จริงนะครับ ถ้าเมฆอยู่ค่อนข้างต่ำ และมีประจุไฟฟ้า หรือความต่างศักย์สูงพอ ก็เกิดขึ้นได้ แม้ฝนยังไม่ตก หรือหยุดแล้ว

 

การป้องกันอันตรายที่ผมจะแนะนำในที่นี้ เป็นการป้องกันอันตรายต่อชีวิตของเรา ขณะที่ขับรถ หรือโดยสารรถ ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่ารถเท่านั้น ถ้าต้องการให้แน่ใจว่าจะไม่ถูกฟ้าผ่ารถของเราโดยตรง ก็ต้องขับรถเข้าไปใต้ที่กำบังมิดชิดครับ เช่น อาคารจอดรถ ถ้าทำได้เช่นนี้ ก็หมดความเสี่ยง แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ เช่น กำลังขับอยู่บนถนนหลวง หรือเป็นผู้โดยสารก็ตาม และมีรถอื่นร่วมใช้เส้นทางอยู่มากมาย ความเสี่ยงจะต่ำมากครับ พอรับได้ และคงไม่ถึงกับต้องล้มเลิกภารกิจ หากจะมีอันตราย ก็อาจจะเป็นด้านอื่น เช่น ฝนตกหนักมาก จนมองเห็นได้ในระยะแค่ไม่กี่เมตร บางครั้งหนักระดับที่ใบปัดน้ำฝนสภาพดีของรถรุ่นใหม่ที่จังหวะเร็วสุด ทำงานได้เร็วมาก ก็ยังปัดไม่ทันครับ ถ้าต้องเผชิญกับสภาวะวิกฤตระดับนี้ ควรหาที่ที่เหมาะเพื่อหยุดขับแต่ต้องเป็นที่ๆ ปลอดภัยจริงๆ นะครับ ไม่ใช่แค่หยุดข้างทาง มิฉะนั้นอาจถูกคันอื่น ที่ชุดปัดน้ำฝนไม่ดีพอ โดยเฉพาะรถบรรทุกชนท้ายได้ อันตรายที่สุดครับ ถ้าไม่พบที่หยุดที่ปลอดภัย ฝืนใจขับต่อยังดีกว่ามาก

กลับมาเรื่องฟ้าฝ่ากันต่อครับ รถของเราจะเสี่ยงต่อการถูกฟ้าฝ่าค่อนข้างมาก ก็ต่อเมื่ออยู่กลางแจ้ง ที่ฝนฟ้าคะนอง มีฟ้าแลบฟ้าร้อง อย่างรุนแรง และที่สำคัญ ในระยะใกล้เคียงไม่มีรถอื่น มาช่วยเฉลี่ยรับความเสี่ยงครับ คนไทยเราชอบเชื่อคำเล่าลือ ที่ส่งต่อกันมา หลายเรื่องแพร่ไปได้รวดเร็วทั่วประเทศ แล้วอาจอยู่ยืนยงได้หลายชั่วอายุคนอีกด้วย ถ้าอิงความเชื่อในแนวที่ว่านี้ ก็จะบอกตัวเองว่า รถของเราทำจากโลหะ ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้า จึงมีความเสี่ยงสูง ที่จะ “ล่อ” ให้เมฆคายประจุไฟฟ้าลงดิน โดยผ่านรถและถ้าเป็นเช่นนี้ ตัวเราที่อยู่ในรถจะไปเหลืออะไร

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตรงกันข้ามทั้งหมดครับ งานวิจัย และทดลองทางวิชาการของสถาบันระดับสูงด้านเทคนิคในต่างประเทศ ได้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ตัวนำไฟฟ้า เช่น โลหะทั้งหลาย ไม่ว่าจะมีความเป็นตัวนำไฟฟ้าชั้นเยี่ยม เช่น เงิน ทองคำ หรือทองแดง ไม่ได้มีส่วน “ล่อ” ให้ฟ้าผ่า ได้มากไปกว่าวัตถุอื่นที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่เลว หรือแย่มาก เช่น ไม้ ครับ แต่ขึ้นอยู่กับระยะทางมากกว่า การทดลองแสดงให้เห็นชัดว่า แท่งไม้และแท่งทองแดง ที่อยู่ห่างจากวัตถุที่มีความต่างศักย์สูง (เปรียบเสมือนก้อมเมฆในสภาวะจริง) ในระยะเท่ากัน มีโอกาสถูกคายประจุไฟฟ้าใส่ (ก็คือถูก “ผ่า” ในความหมายของเรานี่แหละครับ) พอๆ กัน ในการทดลองปล่อยประจุไฟฟ้าแรงสูง ปรากฏว่าแท่งไม้กับแท่งทองแดง ถูก “ฟ้าผ่า” แบบสุ่ม (RANDOM) ในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน ในระดับที่เรียกว่า เท่ากันในทางสถิติครับ

แต่ถ้ารถของเราอยู่โดดๆ ในที่โล่งโอกาสถูกฟ้าผ่าก็ยังมีอยู่พอสมควรอยู่ดี (หมายถึงในสภาวะที่เอื้อนะครับ) ประเด็นถัดไปก็คือ ถ้าเรายังนั่งอยู่ภายในขณะรถถูกฟ้าผ่า จะตายหรือเกือบตายไหม ? และควรหนีออกมาอยู่ที่อื่นนอกรถหรือไม่ ? ขอตอบคำถามแรกแบบสั้นก่อนนะครับ ไม่ตาย ไม่เจ็บ และไม่เป็นอะไรเลยด้วยครับ ถ้าปฏิบัติตนถูกต้อง ส่วนคำถามที่ 2 นั้นห้ามเด็ดขาดครับ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว ตัวเราก็เปรียบเสมือนท่อนไม้ ในงานวิจัย นั่นแหละครับ ถึงจะไม่ถือร่ม ไม่มีโลหะอยู่ที่ตัว ถ้าไปเดิน หรือยืนอยู่ในที่โล่ง ในสภาวะที่เอื้อ โอกาสถูกฟ้าผ่าตายมีสูง นักกีฬากอล์ฟควรระวังให้มากครับ เลิกความเชื่อจากคำเล่าลือเรื่องโลหะที่ตัว หรือใกล้ตัวไปได้เลย การไปหลบอยู่ใต้เพิง หรือใต้ต้นไม้ใหญ่ก็อันตรายเช่นเดียวกัน

กลับมาที่คำถามแรกต่อครับ นอกจากจะไม่เสี่ยงอันตรายแล้ว รถของเรายังเป็นสิ่งคุ้มภัย หรือที่หลบภัยที่ดีที่สุด และดีจริงๆ ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดฟ้าผ่าอีกด้วย การที่ตัวถังของรถถูกสร้างจากโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้า และยังมีรูปทรงเป็นโครงปิด (ไม่จำเป็นต้องทึบ) ล้อมรอบตัวเราด้วยนั้น ทำให้มันมีสภาพเข้าข่ายเดียวกับ “กรงฟาราเดย์” (FARADAY CAGE) ครับ ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ไมเคิล ฟาราเดย์ (MICHAEL FARADAY) ที่เป็นทั้งนักเคมี และนักฟิสิคส์ ชาวอังกฤษ ซึ่งค้นพบเมื่อ คศ. 1836 ว่า ห้อง หรือกล่องทรงปิด ที่ทำจากวัสดุที่เป็นตัวนำไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นแผ่นทึบ หรือเป็นตะแกรง หรือตาข่าย (จึงเป็นที่มาของชื่อ “กรงฟาราเดย์”) สามารถป้องกันสนามไฟฟ้าได้ รถของเราซึ่งมี เสาหลังคา หรือเสาหน้าต่าง และแผ่นหลังคา ทำจากโลหะ จึงมีคุณสมบัติเข้าข่ายในการเป็น กรงฟาราเดย์ เช่นเดียวกัน

ขออธิบายแบบคร่าวๆ พอให้เห็นภาพนะครับ ทันทีที่ผิวด้านนอกของกรงได้รับประจุ เช่น ประจุบวก มันจะดูดประจุลบในเนื้อของกรงซึ่งเป็นโลหะให้วิ่งมาหามันด้านตรงข้าม หรือด้านที่ไกลจากจุดที่ถูกป้อนประจุบวก จึงขาดอีเลคทรอนไป ทำให้มีประจุเป็นบวก แต่ทั้งหมดที่ว่านี้ เกิดขึ้นที่ผิวของกรงครับ โดยรวมแล้ว ประจุบวก และลบของกรงยังคงมีค่าเท่ากัน มีการแยกขั้วกันเฉพาะที่ผิวนอกเท่านั้น ผิวด้านในของกรงจึงยังมีความเป็นกลางอยู่ จึงไม่เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้าที่จะไหลผ่านตัวเราให้เกิดอันตรายได้ เรียกชื่อเป็นทางการว่า SKIN EFFECT ครับ ใครอยากพิสูจน์ และมีความรู้ความเข้าใจเรื่องไฟฟ้าเพียงพอ ลองปล่อยไฟฟ้าให้กับกรงนกดูได้ครับ นกที่เกาะคอนอยู่กลางกรง จะไม่ถูกไฟดูดเด็ดขาด

แต่การถูกฟ้าผ่ารถที่เรานั่งอยู่นั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กเหมือนกรงนกกับแรงเคลื่อนไฟฟ้าตามบ้านแค่ 220 โวลท์ ครับ เพราะ “สายฟ้า” ที่ “ฟาด” หรือผ่ารถของเรานั้น มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าเป็น 100,000 โวลท์ กับกระแสไฟฟ้าประมาณ 50,000 แอมแปร์ และรถของเราก็ไม่ใช่ กรงฟาราเดย์ ที่สมบูรณ์แบบตามทฤษฎี จึงต้องมีการปฏิบัติตนเป็นพิเศษ เพื่อเผชิญกับมันอย่างปลอดภัย สิ่งแรกคือ ต้องหยุดขับครับ หาที่หยุดพักที่ปลอดภัย ดับเครื่องยนต์ ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่าง ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์สื่อสารใดๆ เปิดไว้อย่างเดียวครับ คือ ไฟฉุกเฉินถ้าเห็นสมควร ไม่เอามือ หรือส่วนใดไปสัมผัส กับโลหะ หรือแม้แต่ที่ไม่ใช่โลหะ ที่ต่อเชื่อมกับตัวถังรถ พวงมาลัยก็ห้ามจับครับ กุมมือหนึ่งมือใดด้วยมืออีกข้างไว้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันการไหลของกระแสไฟฟ้าผ่านทรวงอก (หัวใจ) แง้มกระจกไว้ได้ครับ ไม่มีปัญหา แล้วนั่งรออย่างสงบจนกว่าสถานการณ์จะคลีคลายระดับหมดความเสี่ยง

ที่จริงไม่ควรตั้งชื่อกรงนิรภัยนี้ตาม ฟาราเดย์ ครับ เพราะ เบนจามิน ฟแรงคลิน รู้ และเปิดเผยปรากฏการนี้ไว้ตั้งแต่ปี คศ. 1755 แล้ว โลกของนักประดิษฐ์ก็ไม่ต่างจากโลกของพวกเราเลยครับ มีคนดี คนเลว คนซื่อ คนโกง นักฉวยโอกาสเหมือนกัน ตัวอย่างที่ดี (น่าจะเรียกว่าที่เลวมากกว่าครับ) คือ ธอมัส เอดิสัน พี่คนไทยถูกล้างสมองในโรงเรียนมัธยมมาทุกยุคสมัย ว่าเก่งนักหนา ตัวจริง ก็เก่งครับ แต่ไม่เท่ากับภาพที่ถูกสร้าง เพราะเป็นชาวสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ถูกสร้างภาพให้เป็นเสมือนพ่อของประเทศไทย ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ เมื่อครั้งผมยังเรียนชั้นมัธยมเรื่อยมา เอดิสัน ตัวจริง ปลิ้นปล้อน ฉ้อฉล และคอยขโมยผลงานของนักประดิษฐ์อื่นมาอ้างเป็นของตน นักประดิษฐ์ที่เก่งจริงๆ และถูก เอดิสัน ขโมยผลงานใส่ร้ายอย่างอยุติธรรมเกือบตลอดเวลาในยุคนั้น คือ นิโคลา เทสลา (NICOLA TESLA) นี่ละครับอิจฉริยะด้านแม่เหล็กไฟฟ้าตัวจริง สุดยอดของโลก โชคร้ายเพราะเกิดมาเป็นชาวเซอร์เบีย แม้จะโอนสัญชาติเป็นชาวสหรัฐ ฯ ในภายหลังก็ตาม ถ้ามีเรื่องเขียนเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าของรถยนต์ ผมจะเล่าเรื่องอัจฉริยะ ผู้อาภัพให้อ่านอย่างละเอียดครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2558
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/uBL8X
อัพเดทล่าสุด
10 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
524,000
2.
599,000
3.
3,599,000
5.
2,090,000
6.
2,229,000
7.
779,000
8.
3,590,000
10.
1,316,000
11.
1,749,000
12.
1,699,000
14.
3,299,000
15.
5,399,000
16.
6,799,000
17.
3,249,000
18.
4,980,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th