บทความ

กล้าคิด กล้าแตกต่าง


ถ้ารถยนต์ส่วนใหญ่ในโลกนี้เป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แล้วทำไมเราถึงไม่ค่อยได้เห็นรถแข่งระดับทอพใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้ากันบ้าง และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ นิสสัน เจ้าพ่อความเร็วจากแดนอาทิตย์อุทัย อยากท้าทายความคิดของนักแข่ง และวิศวกรทั่วโลกกับรถแข่งคันล่าสุดของพวกเขา

 

นิสสัน จีที-อาร์ แอลเอม นิสโม รถที่จะส่งเข้าแข่งขันใน คลาสส์ แอลเอม พี 1 ซึ่งเป็นคลาสส์สูงสุดของสมาพันธ์ เอฟไอเอ ที่อัดแน่นไปด้วยรถเครื่องยนต์วางกลางลำ ขับเคลื่อนล้อหลัง แต่ นิสสัน ขอฉีกกรอบความคิด ด้วยรูปแบบรถขับเคลื่อนล้อหน้าที่เราไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ในรายการ WORLD ENDURANCE CHAMPIONSHIP หรือ การชิงถ้วยรางวัลนักขับจอมอึดที่แข่งขันแบบ 24 ชั่วโมง

เหตุผลของการใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังในรถยนต์ความเร็วสูงนั้น ไม่ยากเกินกว่าที่จะอธิบาย อันดับแรก คือ ความรู้สึกที่เป็นอิสระของการควบคุมพวงมาลัยที่แยกออกจากระบบขับเคลื่อน และอันดับ 2 คือ แรงบิดที่มากมายของเครื่องยนต์จะส่งผลโดยตรงกับความทนทานของระบบบังคับเลี้ยวในระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แต่ไม่มีผลอะไรกับรถที่ขับเคลื่อนล้อหลัง เลยทำให้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าไม่ได้รับความนิยมจากเหล่าวิศวกรในการนำมาใช้กับรถแข่ง

แต่ทั้ง 2 เหตุผลก็ไม่ได้ทำให้ทีมวิศวกรของ นิสสัน หยุดที่จะคิดต่าง เพราะนับตั้งแต่การเกิดของ บีเอนอาร์ 32 หรือ สกายไลน์ อาร์ 32 รถสปอร์ทที่ยิ่งใหญ่ในยุคทศวรรษ 90 ที่ได้สร้างตำนานด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ ซึ่งในช่วงเวลานั้น สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันความเร็วแทบจะทุกรายการในประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า นวัตกรรมเป็นหัวใจแห่งความสำเร็จ จึงทำให้ทีม นิสสัน มุ่งที่จะหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้งในการที่จะทำให้รถของพวกเขาไปได้เร็วกว่าใคร

รถแข่ง จีที-อาร์ แอลเอม นิสโม คันใหม่ของพวกเขาจะเข้าร่วมแข่งขันบนสนามแข่งรายการ 24 ชั่วโมง ของ คลาสส์ แอลเอม พี 1 ที่จัดแข่งขันในหลายๆ ประเทศทั่วโลก โดยจะเริ่มในเดือนเมษายนนี้ที่สนาม ซิลเวอร์สโตน ใน อังกฤษ จากนั้นสนามสปา ฟรองโกชองพ์ส์ ประเทศเบลเยียม และร่วมรายการที่ทุกคนจับตาอย่าง เลอ มองส์ 24 ชั่วโมง ตามด้วย รายการ นืร์บวร์กริง ประเทศเยอรมนี

แม้ว่าในนาทีนี้พวกเขาจะยังเป็น “หน้าใหม่” หากเทียบกับขาประจำอย่าง เอาดี หรือ โพร์เช และตำแหน่งที่ดีที่สุดที่ นิสสัน เคยทำได้ คือ อันดับ 3 เท่านั้น แต่นั่นก็เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ชนิด “ไม่มีอะไรจะเสีย” และ จีที-อาร์ แอลเอม นิสโม คือ ผลิตผลแห่งความคิดนั้นนั่นเอง

ถึงแม้จะใช้รูปแบบระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่า นิสสัน จะใช้เครื่องยนต์วางตามขวางเหมือนรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าทั่วไป เพราะรูปแบบที่เหมาะสมกับ “รถบ้าน” นั้น ดีในเรื่องของการประหยัดพื้นที่ แต่ไม่เด่นนักในเรื่องการส่งกำลังลงสู่ล้อทั้ง 2 ข้างอย่างได้สมดุล เพราะเราพบว่า การวางเครื่องยนต์ซ้อนกับเกียร์ มักจะมีจุดศูนย์ถ่วงสูง พร้อมทั้งมีความยาวเพลาขับทั้ง 2 ข้าง ไม่เท่ากัน จึงทำให้ขณะเร่งออกจากโค้ง จะเกิดอาการพวงมาลัยดื้อโค้งจากแรงบิดของเครื่องยนต์ (TORQUE STEER)

แต่ข้อดีของระบบขับเคลื่อนล้อหน้าก็มีมากพอ และได้รับความนิยมในหมู่รถบ้าน หากไม่นับเรื่องของการสัมผัสที่อาจจะมีอาการดื้อดึงบ้าง อาทิ เรื่องของความปลอดภัยในการควบคุม เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า หากเข้าโค้งเร็วเกินไป จะมีการ “แถ” แบบหน้าดื้อโค้งที่เรียกกันว่า อันเดอร์สเตียร์ การแก้ไขอาการทำได้โดยง่าย เพียงแค่ยกคันเร่งขึ้นบ้าง รถก็มีแนวโน้มที่จะตะกุยกลับมาในเส้นทางเดิมได้ ซึ่งผิดกับอาการท้ายปัด หรือ โอเวอร์สเตียร์ ของรถเครื่องยนต์วางหน้าขับเคลื่อนล้อหลัง ที่ร้ายกว่านั้น คือ รถเครื่องยนต์วางกลางลำ ที่แม้จะดูแม่นยำ และมีสมรรถนะในการสร้างแรงยึดเกาะได้สูง แต่ถ้าหากเกิดอาการท้ายปัดแล้ว ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ความเร็วสูงกว่ารถทั่วไปเสมอ และไม่ค่อยเป็นค่อยไปนัก คือ เกาะมาดีๆ จู่ๆ ก็ไถลข้างเลย จึงแก้อาการไม่ได้ง่ายๆ

ที่ร้ายกาจที่สุด คือ เครื่องยนต์วางท้าย ขับเคลื่อนล้อหลังในสไตล์ของ โพร์เช ที่แม้จะดูหล่อเมื่อสามารถควบคุมอาการท้ายปัดของการเหวี่ยงแบบลูกตุ้มนาฬิกา พาให้รถเข้าโค้งได้อย่างรวดเร็วเหนือกว่ารถแบบใดๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแก้อาการนี้ได้ทุกคน และอาจจะพบกับความหายนะขนาดไปไม่กลับหลับไม่ตื่นอีกเลยก็เป็นไปได้

แล้วระบบขับเคลื่อน 4 ล้อล่ะ แน่นอนว่าระบบนี้มอบความไว้เนื้อเชื่อใจในระดับสูง หากพิจารณาเรื่องพฤติกรรม เพราะมีแนวโน้มจะเกิดอาการ อันเดอร์สเตียร์ คล้ายกับรถขับเคลื่อนล้อหน้า ทำให้ปลอดภัยกว่า อีกทั้งยังรักษาเสถียรภาพทางตรงได้ดีแบบรถขับเคลื่อนล้อหลัง รวมทั้งการออกตัวได้เร็วกว่า แต่กลไกที่ซับซ้อนของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งผลกับน้ำหนักและการบริโภคเชื้อเพลิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นทีมงานของ นิสสัน จึงเลือกที่จะทดลองกับระบบขับเคลื่อนล้อหน้าที่ไม่มีใครเหลียวแล โดยเล็งไปที่ผลด้านความเรียบง่ายของระบบทั้งหมด และเรื่องของความยืดหยุ่นในการควบคุมบังคับรถในช่วงเวลาทรหดทั้ง 24 ชั่วโมง ที่การควบคุมไม่ให้รถท้ายปัดในความเร็วสูง ขณะที่นักแข่งมีอาการเมื่อยล้าอาจจะไม่ใช่เรื่องสนุกนัก

พวกเขาติดตั้งเครื่องยนต์แบบ วี 6 สูบ ความจุ 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ที่มาพร้อมระบบ KERS หรือ KINETIC ENERGY REGENERATIVE SYSTEM ซึ่งก็คือระบบไฮบริดที่เก็บเกี่ยวพลังงานจากพลังงานจลน์ที่เหลือใช้ เช่นเดียวกับที่ใช้กันในรถแข่ง สูตร 1 ในปัจจุบัน เบ่งกำลังออกมาได้มากถึง 1,250 แรงม้า และเลือกรูปแบบการวางเครื่องยนต์ตามยาว แต่ติดตั้งอยู่หลังตำแหน่งเพลาขับหน้า อันเป็นรูปแบบของการวางเครื่องยนต์แบบวางหน้าแต่เยื้องไปทางกลางลำ ดูๆ ไปก็เหมือนกับการวางเครื่องแบบรถซูเพอร์คาร์เครื่องหน้าขับเคลื่อนล้อหลังตัวแรงทั่วไป แต่ถ้าดูอีกทีจากการที่มันเป็นรถแบบขับเคลื่อนล้อหน้า จึงทำให้ต้องวางเครื่องดูราวกับ “กลับหลัง” และเอาห้องเกียร์ชี้ไปด้านหน้าของรถ ซึ่งแน่นอนว่าการออกแบบลักษณะนี้ส่งผลดีด้านเพลาส่งกำลังซ้ายและขวาจะมีความ “สมมาตร” ยาวเท่ากัน ทำให้การส่งกำลังลงไปยังล้อหน้าทั้ง 2 มีความสมดุลกว่ารูปแบบปกติ แต่รูปแบบการวางเครื่องแบบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครทำมาก่อน เพราะดูไปก็คล้ายๆ กับ รถโบราณระดับตำนานคันหนึ่ง นั่นก็ คือ ซีตรอง แอสเอม ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ วี 6 สูบ ของ มาเซราตี มาวางหันหัวเข้าด้านใน และเอาเกียร์รวมทั้งเฟืองท้ายชี้ออกด้านหน้ารถนั่นเอง !

อีกจุดหนึ่งที่อาจจะดูประหลาด ค้านสายตาของคนทั่วไป คือ “ยาง” เพราะเรามักจะเคยชินกับรถแข่งที่มียางหลังใหญ่กว่ายางหน้า แต่เนื่องจากนี่เป็นรถแข่ง ไม่ใช่รถตกแต่งเอาเก๋ ดังนั้นการเลือกขนาดยางมาใส่จึงเกิดขึ้นจากหน้าที่ใช้สอยล้วนๆ ดังนั้นรถคันนี้จึงใส่ล้อหน้ากว้างกว่าล้อหลัง โดยล้อหน้ากว้างถึง 14 นิ้ว ขณะที่ล้อหลังกว้างเพียง 9 นิ้ว เท่านั้น เรียกได้ว่า ล้อหลังมีหน้าที่ตามไปเรื่อยๆ แบบช้างเท้าหลังนั่นเอง

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ รถแข่งที่มีรูปโฉมแตกต่างจากรถคันอื่นอย่างสิ้นเชิง เป็นรูปทรงแบบ “หัวยาว ท้ายสั้น” แถมยังมีล้อหน้าใหญ่กว่าล้อหลังเสียด้วย นิสสัน กล่าวไว้ว่า นี่จะเป็นห้องทดลองเคลื่อนที่สำหรับ จีที-อาร์ ยุคต่อไป แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะเป็นในด้านใด บางคนอาจคาดเดาไปบ้างว่า จีที-อาร์ ของทศวรรษหน้า จะขับเคลื่อนล้อหน้า หรือว่า จีที-อาร์ ในอนาคตจะใช้เครื่องยนต์ไฮบริด แต่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเชื่อว่าระบบขับเคลื่อนล้อหน้าไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนัก เพราะผู้บริโภคต่างเชื่อมันกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อไปเสียแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนระบบไฮบริดมีความเป็นได้อย่างสูงที่จะเห็นในเร็ววันนี้

ขอให้ติดตามการแข่งขันของรถแข่งแหวกแนวที่สุดคันนี้ต่อไป เพราะเชื่อว่าเราจะได้เห็นอะไรที่น่าตื่นเต้นจากพวกเขาอย่างแน่นอน



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2558
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/KuTtP
อัพเดทล่าสุด
25 Jul 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
1,749,000
2.
1,699,000
4.
3,299,000
5.
5,399,000
6.
6,799,000
7.
3,249,000
9.
53,500,000
11.
3,600,000
12.
4,539,000
13.
13,339,000
14.
2,999,000
15.
1,749,000
16.
1,800,000
18.
499,000
19.
979,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไม่แรงอย่าแซงขับ 4 ?
รู้สักนิด ก่อนจะขับรถ “คลัทช์คู่”
มิติใหม่ของเกียร์สายพาน
กดปุ๊บ มาปั๊บ ?
รอยต่อแห่งยุคสมัย
แรงตก ไม่ต้องตกใจ