ชีวิตคือความรื่นรมย์

สัจจัง เว อมตา วาจา


“ม่วงขาวบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นสง่าอยู่กลางสนาม…” ขอขึ้นต้นตอนนี้ด้วยเพลงเชียร์โรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (สมัยโน้น) ซึ่งตอนนี้เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จฯ แต่ตอนที่ผู้เขียนเข้าไปเป็นลูกเจ้าพ่อฯ-สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี 2496 นั้นเข้าไปในฐานะนักเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยเป็นนักเรียนทุนจากจังหวัดนครพนม

สมัยโน้น บ้านสมเด็จฯ ยังมีฐานะเป็นโรงเรียน แต่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาส่วนหนึ่ง และระดับฝึกหัดครูอีกส่วนหนึ่ง (สอนถึงระดับประกาศนียบัตรครูประถมศึกษา (หรือ ปป.) ถึงปี 2499 แล้วจึงเปลี่ยนหลักสูตรเป็นประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาตอนต้น-(ปกศ. ต้น) ตั้งแต่ปี 2499 ต่อมา)

การที่ได้เข้าเรียนระดับฝึกหัดครูที่โรงเรียนบ้านสมเด็จฯ สมัยนั้น ต้องได้รับทุนจากจังหวัด จังหวัดละ 1 หรือ 2 หรือ 3 คน แล้วแต่จังหวัดเล็กหรือใหญ่ที่พร้อมรับตำแหน่งครูเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วออกไปรับราชการใช้ทุนได้เลย

นอกจากนักเรียนชายจะเข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถ้าเป็นนักเรียนทุนส่วนกลางจะเข้าเรียนที่โรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร ณ วังจันทรเกษม ตรงที่เป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ (ปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่ถนนรามอินทรา ข้างหลังวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ บางเขน) ส่วนนักเรียนทุนส่วนภูมิภาคฝ่ายหญิงจะเข้าเรียนที่โรงเรียนสวนสุนันทา (ปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา) ส่วนนักเรียนทุนส่วนกลางฝ่ายหญิงจะเข้าเรียนที่โรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ซึ่งเคยอยู่ริมถนนเพชรบุรี ปัจจุบันเป็นบริษัท ร้านค้า ตรงข้ามบริเวณซอยกิ่งเพชร ส่วนโรงเรียนเดิมนั้น ย้ายไปและเปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ณ ที่แห่งใหม่) ที่ต้องเล่าถึงสถาบันถึง 4 แห่ง เพราะเราเป็นเพื่อนเรียนด้วยกัน เมื่อได้รับเลือกให้เรียนต่อสูงขี้นไป (หรือสอบเข้าเรียนได้แล้วขอรับทุนจากกระทรวงศึกษาธิการ) ทั้งที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) หรือที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (บางคณะ เช่น อักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์)

การเรียนในโรงเรียนฝึกหัดครูนั้น เราเป็นนักเรียนประจำ หรือที่ภาษาพูดว่านักเรียนกินนอน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าผู้บริหารการศึกษาสมัยก่อนมีวิสัยทัศน์ดีมาก เพราะผู้จะออกไปเป็นครูนั้น จะต้องเรียนรู้รอบด้านเสมือนคำที่อาจารย์กำชับว่า “รู้อะไรต้องให้รู้เป็นครูเขา”

อีก 3 โรงเรียนเป็นอย่างไรไม่ทราบ คาดว่ามีลักษณะคล้าย ข้าพเจ้าขอกล่าวเฉพาะบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เราจะถูกอบรมสั่งสอนตั้งแต่การปฏิบัติตัวอย่างเป็นระเบียบ แม้แต่การแต่งกายลำลองหลังเวลาเรียนปกติ ต้องเป็นกางเกงผ้าลินินสีขาวขายาว คาดเข็มขัดให้เรียบร้อย เสื้อผ้าขาวคอกลมผ้าลินินเช่นกัน ทั้งเสื้อลำลอง และเสื้อผ้าเครื่องแบบต้องซักให้สะอาด และรีดให้เรียบร้อย ตื่นเช้าเป็นเวลา เก็บ และปัดปูที่นอนให้เรียบร้อย มีอาจารย์คอยตรวจให้คะแนนตอนที่เข้าเรียนแล้ว เข้านอนเป็นเวลา ห้ามคุยและอ่านหนังสือในเวลาให้นอน ถึงเวลาเล่นกีฬาพร้อมกัน ทั้งกีฬาที่ต้องการออกกำลังกายพร้อมกัน ส่วนนักกีฬาที่มีตามความถนัดก็แยกไปฝึกได้

แม้แต่ช่วงเรียนตามลำพังด้วยตนเองหลังรับประทานอาหารเย็น ก็จะนั่งทำงานเงียบๆ อาจจะมีการติวกันบ้าง แต่ต้องไม่รบกวนผู้อื่น ถึง 3 ทุ่มต้องสวดมนต์พร้อมกัน ให้เวลาล้างหน้าแปรงฟันช่วงสั้นๆ ก่อนเข้านอนพร้อมๆ กัน นอกจากนั้น ความประพฤติและการปฏิบัติตนต่อเพื่อน ต่อครูบาอาจารย์ ต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย

ด้านการเรียนนั้น นอกจากวิชาสามัญเข้มข้นแล้ว ต้องเรียนวิชาเกี่ยวกับการศึกษาและเกี่ยวกับการเป็นครูอย่างเข้มข้น เช่น หลักการสอน หลักการศึกษา และเพราะทุกคนล้วนเป็นนักเรียนทุนจากจังหวัดของตน จะเรียนเหยาะแหยะเสียชื่อหรือไม่เอาใจใส่การเรียนไม่ได้ เพราะอาจถูกรายงานไปยังจังหวัด ถอนสิทธิการให้ทุน ต้องระงับการให้ทุน ต้องออกจากโรงเรียนได้

สรุปว่าการเป็นนักเรียนประจำ หรือกินนอนนั้นเป็นการฝึกความเป็น “สุภาพบุรุษ” ผู้รู้ทางการศึกษาบอกว่าเป็นการเรียนตามแบบ พับบลิคสกูล (PUBLIC SCHOOL) ของอังกฤษ ผู้เขียนจึงรู้สึกได้ว่า ในกาลต่อมา สามารถปฏิบัติตนเข้ากับเพื่อนร่วมชั้นเรียนในคณะอักษรศาสตร์ที่มากด้วยสุภาพสตรีได้ ทั้งๆ ที่เคยอยู่แต่โรงเรียนชายล้วน ทั้งในระดับมัธยมศึกษา และวิทยาลัยครู

ความสำนึกนี้ทำให้ผู้เขียนรำลึกถึงพระคุณของโรงเรียนบ้านสมเด็จฯ ซึ่งมีคำขวัญตามตราประจำตัวของท่านผู้สำเร็จราชการว่า “สจฺจํ เว อมตา วาจา-วาจาสัตย์เป็นความจริงที่ไม่มีวันตาย” และได้ประพันธ์บทกลอนให้ชื่อ “สุดสายป่าน” ไว้ดังนี้

(หนึ่ง) พ่อมีสายป่านหลายล้านเส้น ล้วนเป็นป่านดีมีศรีศักดิ์ จากใจการุณย์อุ่นไอรัก ปกปักลูกให้พ้นภัยพาล/(สอง) ที่ตรงปลายสายป่านนั้นมีว่าว ต่างทอดยาวกินลมที่พรมผ่าน ต้านลมแรงแทงฟ้าว่าวทะยาน ว่าวตระการคว้าลมลิ่วปลิวปรายฟ้า อาจเพราะว่าวบางตัวมีตำหนิ อาจแตกปริพลอยให้ดูไร้ค่า อาจสัดส่วนพลั้งพลาดผิดอัตรา บางว่าวจึงถึงถลาหน้าซบดิน บางครั้งอาจขาดลมพัดพรมเร้า พลิ้วบางเบาเกินกว่าว่าวโผด่าวดิ้น ว่าวจึงดิ่งด่ำคลอธรณิน ย่อมยลยินตฤณชาติบังอาจเยาะ/(สาม) พ่อมีสายป่านล้านล้านเส้น อยากเห็นเด่นหาวดั่งดาวเหาะ บางเส้นเร้นหาวดั่ง “ดาวเคราะห์” บ้างเหมาะ “ดาวฤกษ์” แกร่งเกริกไกร/(สี่) พ่อจำปล่อยสายป่านนับล้านเส้น จะทุกข์สุขขุกเข็ญเป็นไฉน จะปีกกล้าขาแข็งแกร่งเพียงใด พ่อมีเพียงพลังใจให้ลูกรัก !!



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2559
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/eP9Vr

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน