Website

BMW DRIVING EXPERIENCE 2016


 

BMW DRIVING EXPERIENCE 2016 : สัมผัสความโดดเด่นเฉพาะตัวของค่ายรถใบพัดสีฟ้าขาว ด้วยช่วงล่างที่หนึบแน่น สมรรถนะดี ขับสนุก แฝงในทุกอณูของรถยนต์ทุกเซกเมนท์ และขุมกำลังไฮบริดแบบ PLUG-IN ที่โดดเด่นทั้งสมรรถนะ และการประหยัดเชื้อเพลิง


BMW Driving Experience 2016
 

กิจกรรม BMW DRIVING EXPERIENCE 2016 จัดขึ้นที่ สนามแข่งรถ ปทุมธานีสปีดเวย์ กับบรรดา “ตัวเก่ง” ประจำค่ายที่สร้างยอดจำหน่ายมามากมาย มากันครบ ได้แก่ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์ 1 แฮทช์แบคขับเคลื่อนล้อหลัง ซีรีส์ 3 สปอร์ทซีดานขับสนุก และซีรีส์ 5 ซีดานหรู รุ่นใหญ่ เรียกว่าได้สัมผัสกับ “DNA” ความเป็นค่ายรถใบพัดสีฟ้าขาวกับรถที่จำหน่ายในวงกว้างกันอย่างเต็มที่


BMW Driving Experience 2016
 

ทีมงานของเราเริ่มทดลองขับกับรุ่น BMW 320 D SPORT เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร 190 แรงม้า สามารถผ่านสถานีต่างๆ ได้แก่ การสลาลอม การขับวนเป็นเลข 8 การเปลี่ยนเลนกระทันหันแบบฉุกเฉิน และยังมีช่วงให้ทดสอบอัตราเร่ง และประสิทธิภาพระบบเบรค หลังจากผ่านแต่ละสถานีเราพบว่า ตัวรถมีความมั่นคง พวงมาลัยตอบสนองฉับไว โดยเฉพาะโหมด สปอร์ท ทำให้ขับสนุกยิ่งขึ้น ด้วยแรงบิดที่มีใช้งานตั้งแต่รอบต่ำ ตามแบบฉบับเครื่องยนต์ดีเซล ระบบรองรับหนึบแน่น แต่ไม่กระด้าง แม้การเลี้ยวเป็นวงแคบ รถก็ไม่มีอาการไถล ด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทำงานได้ทันเวลา


BMW Driving Experience 2016
 

ต่อมาเราได้เปลี่ยนมาขับ BMW 118 I M SPORT แฮทช์แบคน้องเล็ก เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร 136 แรงม้า มีความคล่องแคล่วเหนือกว่ารุ่นพี่ตัวใหญ่กว่าทั้งหลาย เมื่อผสานกับบุคลิกเฉพาะของ บีเอมดับเบิลยู ทำให้แฮทช์แบครุ่นนี้ขับสนุกไม่แพ้ใคร นับเป็นอารมณ์การขับขี่ในแบบฉบับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังภายใต้ตัวถังแฮทช์แบคที่หาได้ยากในปัจจุบัน เนื่องจากส่วนใหญ่หลายเจ้าหันไปใช้การขับเคลื่อนล้อหน้าซะแล้ว


BMW Driving Experience 2016
 

อันที่จริงยังเหลือ BMW 5250 D และ 525 D ซีดานรุ่นใหญ่ ขุมพลังดีเซลให้ลองอีก แต่ทีมงานของเราไม่ทันได้ทดลองขับ เนื่องจากต้องไปยังช่วงทดลองขับถัดไป กับการบ่งบอกทิศทางในอนาคตของยานยนต์จาก BMW นั่นคือ ขุมกำลังไฮบริดที่ล้ำหน้า พัฒนาต่อยอดจากรถสปอร์ทไฮบริด I8 และแฮทช์แบคพลังงานไฟฟ้า I3 นำมาสู่รถยนต์ 2 รุ่นด้วยกัน นั่นคือ BMW 333 E M SPORT ด้วยระบบไฮบริดที่ไม่ใช่แค่ความประหยัด แต่มาพร้อมกับอัตราเร่งที่ดุดันราวกับเครื่องยนต์บลอคใหญ่ กำลังสูงสุดทั้งระบบ 252 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.1 วินาที และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 40.8 กม./ลิตร เท่านั้น


BMW Driving Experience 2016
 

นอกจากนี้ยังมี สปอร์ท เอสยูวี ที่มาพร้อมกับขุมกำลังไฮบริดยุคใหม่เช่นกัน นั่นคือ BMW X5 XDRIVE 40 พละกำลังทั้งระบบที่ 313 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ผสานการส่งกำลังระหว่างเครื่องยนต์สันดาป และมอเตอร์ไฟฟ้า กับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยเพียง 31.3 กม./ลิตร นับว่าเหลือเชื่อสำหรับ เอสยูวี หรู ขนาดตัวใหญ่โตเช่นนี้ ในรุ่นนี้เราได้มีโอกาสทดลองขับรอบสนามทดสอบอีกครั้ง ทว่าไม่ใช่การขับแบบเน้นอัตราเร่งเหมือนก่อนหน้านี้ แต่เป็นการทดลองประสิทธิภาพของมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนที่สามารถพาตัวถังขนาดใหญ่ของแล่นได้อย่างเงียบเนียน สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้าจากครัวเรือนได้ ผ่านโหมดการชาร์จที่หลากหลาย รองรับการแล่นด้วยไฟฟ้าล้วนเป็นระยะทางร่วม 30 กม. นั่นเชียว


BMW Driving Experience 2016
 

จากการทดลองขับของกิจกรรม BMW DRIVING EXPERIENCE 2016 ทำให้เราได้เห็นเส้นทางหลังจากการครบรอบ 1 ศตวรรษของค่ายรถแห่งนี้ ด้วยสมรรถนะที่เร้าใจราวกับรถสปอร์ท สามารถพบเจอในรถแทบทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นเล็ก ไปถึงรุ่นใหญ่ เป็นจุดเด่นที่ค่ายรถแห่งนี้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และเส้นทางในอนาคตถูกตระเตรียมไว้แล้วกับรถยนต์พลังงานไฮบริดที่ล้ำหน้าไฮบริดล่าสุด มีการประหยัดเชื้อเพลิงที่ยอดเยี่ยมอย่างที่เครื่องยนต์สันดาปดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ ภายในสมรรถนะที่เร้าใจ รวมถึงการพัฒนาในการใช้งานของระบบไฮบริดมีความหลากหลาย ลดความยุ่งยากซับซ้อน เอื้อต่อประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวันที่ต้องการความสะดวกสบายสูงสุด


BMW Driving Experience 2016
 

เชื่อว่าอีก 100 ปีข้างหน้า BMW จะยังอยู่หัวแถวของตลาดรถยนต์หรูได้สบายๆ !!

 

ช้อมูลเพิ่มเติม : www.bmw.co.th



------------------------------
เรื่องโดย : ภูเขม หนอสวรรค์ poukhem@imc.co.th
คอลัมน์ : Website
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/eAsZb

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน