บทความ

ส่อแววไม่รุ่ง


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนพฤษภาคม 2015/2014

ตลาดโดยรวม – 18.3 %

รถยนต์นั่ง – 21.2 %

รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) – 9.9 %

รถอเนกประสงค์ (MPV) -30.7 %

กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ – 21.2 %

กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ 1.0 %

อื่นๆ 1.6 %

 

เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2015/2014

ตลาดโดยรวม – 15.9 %

รถยนต์นั่ง – 17.5 %

รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) – 12.5 %

รถอเนกประสงค์ (MPV) – 5.8 %

กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ – 17.3 %

กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ – 25.2 %

อื่นๆ 5.3 %

 

คลอดออกมาแล้ว ยอดการขายประจำเดือนเปิดเทอม ขายเดือนพฤษภาคม ลดลงไป 18.3 % จำนวน 56,942 คัน ขณะที่ยอดรวม 5 เดือน ก็ลดลง 15.9 % ขาย 308.787 คัน ที่บรรดานักการตลาดก็บอกว่า ปีนี้ยอดการขายน่าจะอยู่แถวๆ แปดแสนต้นๆ ไม่น่าจะถึงเก้าแสนห้าคัน เหมือนที่ประมาณการกันเอาไว้

เมื่อแนวทางการตลาดยังไม่อยู่ในสภาพฟื้นตัว ไม่ว่าจากเรื่องสินค้าการเกษตรที่ราคาตกต่ำ หรือเรื่องน้ำแล้ง น้ำขอดเขื่อน ภาคเศรษฐกิจต่างก็ยอมรับกันว่า ภาครัฐขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ค่อนข้างช้า การเบิกจ่ายงบประมาณก็ล่าช้า ทำให้ไม่มีเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคเศรษฐกิจก็ว่ากันไป

แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ไม่อยู่ในภาวะที่เฟื่องฟูอะไรนัก เพราะรายงานจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนพฤษภาคม ยังไม่สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัว โดยการส่งออกหดตัวลงมากกว่าที่คาด 5.01 % เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่าการนำเข้าทรุดตัวลง 19.97 % สะท้อนว่าเส้นทางการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจบ้านเรา ยังคงมีสัญญาณที่ค่อนข้างอ่อนแอ และเปราะบางอยู่มาก

และยังประเมินอีกด้วยว่า ภาพรวมการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง น่าจะกลับมาขยายตัวในกรอบที่ไม่สูงมากนัก แม้จะมีอานิสงส์จากฐานเปรียบเทียบที่ต่ำในช่วงครึ่งปีหลัง 2557 แต่ต้องยอมรับว่า หลายตัวแปรยังไม่เอื้อให้การฟื้นตัวของการส่งออกให้เป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก และความเสียเปรียบของสินค้าส่งออกไทย จากสภาพแข่งขันที่เข้มข้นของสินค้าประเทศคู่แข่ง

มูลค่าการส่งออกเดือนพฤษภาคม 1.84 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 5.01 % ส่งผลให้สถานการณ์ส่งออก 5 เดือนแรกของปีนี้ หดตัวลง 4.2 % ไม่เพียงสะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ล่าช้า หากแต่ยังซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง

นั่นคือการมองในภาพรวม ถ้าจะย้อนกลับมามองถึงยอดการขายรถยนต์บ้านเรา ที่เกี่ยวข้องไปกับยอดการส่งออก อันจะทำให้เม็ดเงินกลับมาสะพัดภายในบ้าน

กลับมาคุยเรื่องความพร้อมของผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ กับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ ที่จะใช้มาตรฐานไอเสียและค่า CO2 เป็นตัววัด เชื่อว่าค่ายรถยนต์ทุกแห่งก็มีความพร้อมที่จะเริ่มใช้โครงสร้างภาษีใหม่ ในวันที่ 1 มกราคม 2559 เพราะกรมสรรพสามิต ได้มีการแจ้งกับผู้ประกอบการล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนผลิตภัณฑ์ การผลิต รวมถึงกลยุทธ์การทำตลาดล่วงหน้าให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง แต่ปัญหาก็คือ กระทรวงการคลัง มีนโยบายปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตอีกครั้งหนึ่ง โดยคำนวณอัตราภาษีจากการจัดเก็บจากราคา ซีไอเอฟ (ราคาหน้าท่า+อากรนำเข้า) มาเป็นการคำนวณจากราคาขายปลีก ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นทุนรถต่อคันแพงขึ้นแน่นอน โดยมีรายงานข่าวออกมาต่อเนื่องว่า แนวคิดนี้จะใช้หลังปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในต้นปีหน้า ซึ่งคำนวณอัตราภาษีจากการปล่อยมลพิษ เท่ากับว่าโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์จะถูกปรับ 2 ครั้งภายในปีเดียว

บรรดาค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น น่าจะไม่ค่อยกังวลกับปัญหาข้อหลังนี้เท่าใดนัก แต่บรรดารถยนต์ราคาแพงทั้งหลาย น่าจะกระทบกระเทือนค่อนข้างมาก เพราะค่ายรถหรู 2 เจ้า ออกมาให้ข่าวระบุชัดเจนว่า จะทำให้ต้นทุนพุ่งแข่งขันลำบาก และต้องขึ้นราคาแน่นอน

ด้านกรมสรรพสามิต ก็ระบุว่า ครม. ได้ผ่านความเห็นชอบร่าง พรบ. ประมวลกฎหมายภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่แล้ว โดยเป็นการรวมกฎหมายของกรมสรรพสามิตหลายๆ ฉบับไว้เป็นฉบับเดียว และเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดเก็บภาษีแบบใหม่ จากเดิมคิดราคาหน้าโรงงานมาเป็นคิดราคาขายปลีก จะมีผลทำให้สินค้าและรถยนต์นำเข้ามีภาระภาษีสรรพสามิตสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน โดยหลักการแล้ว การเปลี่ยนแปลงฐานภาษีที่จากเดิมคิดบนฐานภาษีราคา ณ หน้าโรงงาน มาเป็นราคาขายปลีกที่ผู้บริโภคซื้อในท้องตลาดนั้น ผู้ประกอบการและผู้บริโภคจะไม่มีภาระภาษีเพิ่มขึ้น เนื่องจากกรมสรรพสามิตจะยินยอมปรับอัตราภาษีสรรพสามิตในแต่ละสินค้าลงมา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ แต่มีข้อยกเว้น คือ สินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่สำแดงราคา ซีไอเอฟ ต่ำ เช่น กลุ่มรถยนต์ และบุหรี่ อาจจะทำให้ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อสินค้ามีภาระภาษีมากขึ้น เนื่องจากฐานการคำนวณภาษีใหม่ที่คิดจากราคาขายปลีก ที่มีราคาสูงกว่าราคาสำแดง ซีไอเอฟ มาก ย่อมทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เพราะผู้ประกอบการมีกำไรสูงมาก โดยกรมสรรพสามิตประเมินว่า การเปลี่ยนฐานภาษีจากราคา ณ หน้าโรงงาน มาเป็นราคาขายปลีกนั้น จะทำให้กรมสรรพสามิตมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 6,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาษีรถยนต์นำเข้า เนื่องจากผู้นำเข้าจะสำแดงราคา ซีไอเอฟ รถยนต์ต่ำกว่าราคาหน้าโรงงานของรถยนต์ ที่ผลิตในประเทศประมาณ 20 %

ก็รับทราบไว้เป็นข้อมูลว่าราคารถยนต์ในปีหน้า นอกจากจะปรับเป็นคิดภาษีจากค่าไอเสีย หรือการปล่อย CO2 แล้ว ยังเปลี่ยนเป็นคิดจากราคาขายปลีก น่าจะเป็นข้อมูลในการตัดสินใจซื้อรถในปีหน้า

 

จึงเรียนมาเพื่อทราบ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2558
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/mTAs9
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
6,799,000
2.
3,249,000
4.
53,500,000
6.
3,600,000
7.
4,539,000
8.
13,339,000
9.
2,999,000
10.
1,749,000
11.
1,800,000
13.
499,000
14.
979,000
15.
990,000
16.
4,090,000
17.
1,699,000
18.
3,299,000
19.
5,399,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง