สำรวจ เส้นทางนักออกแบบยานยนต์ไทย


ถ้าคุณสงสัยว่า มีนักออกแบบยานยนต์ที่เป็นคนไทยอยู่ในโลกด้วยหรือ ? คำตอบคือ มี และไม่ใช่แค่คนหรือสองคน อย่างน้อยเราก็ค้นพบแล้วถึง 4 คน ซึ่งโลดแล่นอยู่ในวงการรถยนต์เต็มตัว ยังไม่นับคนรุ่นใหม่ ที่ฝันและใฝ่ในอาชีพนี้อีกมาก จากสถาบันการศึกษา 2 แห่ง ที่เปิดการเรียนการสอนด้านออกแบบยานยนต์โดยตรง ขณะที่ความต้องการบุคลากรในตลาดเริ่มมีมากขึ้น


"ฟอร์มูลา" เกาะติดทุกความเคลื่อนไหว ในวงการที่เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์มาเสนอ เริ่มจากการทำความรู้จักกับ 4 หนุ่มนักออกแบบของเราก่อนดีไหม ?


4 หนุ่มนักออกแบบยานยนต์ไทย

อภิชาติ ภูมิศุข

อาจารย์พิเศษ ภาควิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

"ผมอยากออกแบบรถที่เปลี่ยนแปลงส่วนประกอบให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าได้"

ฟอร์มูลา : คุณจบการศึกษาจากสถาบันใด ?

อภิชาติ : จบปริญญาตรี สาขาครุศาสตร์ศิลปะอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ประมาณปี 2530 หลังจากนั้นไปศึกษาต่อสาขาการออกแบบยานพาหนะ ที่ออสเตรเลีย (RMIT) กลับมาทำงานกับบริษัท ไทยรุ่ง ยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) ในแผนกออกแบบได้มีส่วนในการดีไซจ์นรถ แอดเวนเจอร์ (รุ่นแรก) ในขณะนั้น แล้วก็ไปทำงานกับ ARRK CORPORATION เป็นบริษัททำ โพรโทไทพ์ (PROTOTYPE) ผลงานที่ทำ และเป็นที่รู้จักคือ ชุด สปอร์ท คิท (5 ชิ้น) รุ่น สปอร์ที 2.0/เชฟโรเลต์ ซาฟีรา หลังจากนั้นก็ออกจาก ARRK มาเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาควิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ยานพาหนะ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จนถึงปัจจุบัน


ฟอร์มูลา : เพราะเหตุใดถึงเลือกไปเรียนออกแบบยานพาหนะที่ออสเตรเลีย ?

อภิชาติ : ในช่วงที่เรียนศิลปะอุตสาหกรรม มีวิชาเรียนที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบยานพาหนะด้วย ซึ่งเป็นการศึกษาในหนังสือ ไม่มีใครสอน และระหว่างศึกษามีความรู้สึกชอบเพราะต้องใช้ทักษะความเข้าใจที่แตกต่างจากการออกแบบอื่นๆ ค่อนข้างมาก เลยสนใจ และคิดว่าน่าศึกษาที่สุด


อีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นงานออกแบบที่ค่อนข้างซับซ้อน เงินลงทุนสูง นักออกแบบรถยนต์นั้นต้องมีอะไรพิเศษจริงๆ ต้องมีทักษะที่ไม่เหมือนคนอื่น ทั้งด้านความเข้าใจในการผลิตที่ซับซ้อน วัสดุผลิตที่หลากหลาย และต้องเข้าใจเรื่องของวัตถุเคลื่อนผ่านของไหล (หลักการแอโรไดนามิค) อีก จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจหาสถานที่ที่จะไปศึกษาต่อ


เมื่อได้ไปเรียน ก็ต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่การเขียนออกแบบรถเลย และก็อีกหลายวิชา ค่อนข้างหลากหลายแตกต่างจากการออกแบบอย่างอื่น และการออกแบบโพรดัคท์ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดของนักออกแบบอุตสาหกรรมเลย นั่นก็คือรถยนต์ ยกเว้นเครื่องบินกับเรือ ซึ่งต้องใช้เทคนิคทางด้านเทคโนโลยี ดีไซจ์น (TECHNOLOGY DESIGN) มากกว่า อาร์ทิสติค ดีไซจ์น (ARTISTIC DESIGN) เพราะวัตถุประสงค์มันเป็นยานพาหนะที่ต้องบรรทุกของส่วนใหญ่ แต่ถ้าเป็นรถยนต์มันต้องการคำว่า "แฟชัน" ค่อนข้างสูง ซึ่งน่าสนใจในเรื่องความเข้าใจ (การตลาด) กลุ่มคนที่ต้องการเลือกซื้อสินค้า มันจึงค่อนข้างท้าทายที่จะต้องไปฝึกทักษะตรงนั้น


ผมเลือกเรียนที่ RMIT ประเทศออสเตรเลีย เพราะชอบอุตสาหกรรมรถยนต์ของออสเตรเลีย มีการผลิตที่แตกต่างไปจากประเทศอื่น เช่น ฟอร์ด ฟอลคอน มีตั้งแต่รถ ซีดาน พิคอัพ และ สปอร์ท โดยใช้พแลทฟอร์มตัวเดียวกัน แต่สามารถผลิตรถได้หลากหลาย
ทำให้ตัดสินใจเลือกเพราะคิดว่าในอนาคตเมืองไทยจะเข้าไปสู่อุตสาหกรรมที่ลึกที่สุด


ฟอร์มูลา : ช่วงที่ทำงานกับไทยรุ่ง ฯ คุณทำหน้าที่อะไร ?

อภิชาติ : ผมเป็นเจ้าหน้าที่ R&D มีหน้าที่คุมการทำงานในส่วนของการออกแบบ ทีอาร์ แอดเวนเจอร์ รุ่นแรกๆ รับผิดชอบการดีไซจ์นทั้งภายใน/นอก (EXTERIOR, INTERIOR, COLOR AND TRIM) หลักๆ มาจากรูปแบบรถ แอดเวนเจอร์ เดิมที่ ทีอาร์ มีอยู่ ซึ่งคอนเซพท์จะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าระดับบน ซึ่งคนจะคุ้นเคยกับรถ อีซูซุ มาแล้ว แต่ยังไม่มีความแตกต่างมากนักในตอนนั้น จึงต้องสร้างให้แตกต่าง โดยใช้คอนเซพท์ว่า แกรนด์ (GRAND) เลยเป็น แกรนด์ แอดเวนเจอร์


ฟอร์มูลา : จากการทำงานที่ผ่านมาในทุกด้าน ผลงานชิ้นไหนที่รู้สึกภูมิใจมากที่สุด ?

อภิชาติ : คิดว่าน่าจะเป็นผลงานที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด เพราะผลงานที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น แกรนด์ แอดเวนเจอร์ หรือ ซาฟีรา ผมรู้สึก 100 เปอร์เซนต์กับทุกรุ่น และทุกโครงการ เลยรู้สึกภูมิใจที่สุดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาทั้งหมด


ฟอร์มูลา : ถ้าอย่างนั้นผลงานชิ้นไหนที่ชื่นชอบที่สุด ?

อภิชาติ : ชื่นชอบทุกผลงาน เพราะทำเต็มที่ทุกชิ้น แต่ถ้าเป็นความประทับใจที่สุด เห็นจะเป็นโครงการ เชฟโรเลต์ ซาฟีรา รุ่น 2.2 สปอร์ท เวอร์ชัน


ฟอร์มูลา : ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนเรื่องการออกแบบ คิดว่าน่าจะมีการปรับปรุงในเรื่องใดบ้าง ?

อภิชาติ : คิดว่าคงไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่อยากพูดเรื่องการสร้างโอกาส เพราะสิ่งที่ขาดคือโอกาสที่จะทำให้นักศึกษานำผลงานที่ทำออกมาแสดง ตัวอย่าง งานประกวดออกแบบรถยนต์ หรือ "THAI YOUNG AUTOMOTIVE DESIGNER AWARD" ที่ผมนำมาเสนอกับ บริษัท สื่อสากล จำกัด และคุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน "มหกรรมยานยนต์" ร่วมกับ ฟอร์ด จัดให้มีการประกวด และแสดงผลงานของนักศึกษา นั่นทำให้เกิดการแสดงผลงานของนักศึกษา และเป็นโอกาสที่จะทำให้นักศึกษาได้พบปะกับผู้ผลิตโดยตรง


ฟอร์มูลา : หลักสูตรน่าจะเพิ่มเติมอะไรอีกบ้างหรือไม่ ?

อภิชาติ : หลักสูตรการเรียนการสอนของแต่ละแห่งจะแตกต่างกัน อย่างที่ลาดกระบังจะอยู่ในคณะสถาปัตยกรรม แต่ในขณะที่ศิลปากรจะอยู่ คณะมัณฑณศิลป์ โดยหลักสูตรจะครอบคลุมแตกต่างกัน แต่นักศึกษาจะได้เรียนรู้หลักการออกแบบรถยนต์เหมือนกัน ขาดแต่เรื่องโอกาสที่จะเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยตรงก็ค่อนข้างยาก แต่ขณะนี้ดีขึ้นมาก สิ่งที่อยากเพิ่มเติม คือ การที่นักศึกษาสามารถเข้าไปฝึกงานในโรงงานผลิตรถยนต์ อาจจะมีความลับในเรื่องของตัวสินค้า แต่ถ้าเป็นการเพิ่มเติม นำเอาโครงการที่สามารถนำออกมาให้นักศึกษาทำในห้องเรียนได้ เป็นการดี ซึ่งเราจะเห็นได้จากโรงเรียนสอนการออกแบบรถยนต์ระดับโลกที่ดึงเอาบริษัทรถยนต์ต่างๆ มาเป็นผู้สนับสนุนการเรียนการสอนในปีนั้นๆ และหลังจากการเรียนเสร็จสิ้น ทางโรงเรียนจะจัดการแสดงผลงานของนักศึกษาต่อสาธารณชน เพื่อตอบแทนบริษัทรถยนต์ที่มาเป็นผู้สนับสนุนการเรียนในปีนั้นๆ เอง


นอกจากการเรียนออกแบบรถยนต์จะแตกต่างกว่าการออกแบบอย่างอื่นแล้ว โอกาสหางานในอุตสาหกรรมรถยนต์ บางครั้งก็ค่อนข้างยากเหมือนกัน แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้แก่นักศึกษาที่เรียนก็คือ จะมีทักษะพิเศษที่นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มี และถ้าจบไปแล้วไม่ได้เข้าไปทำงานออกแบบรถยนต์ ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะทักษะเรื่องการออกแบบรถยนต์สามารถนำไปใช้กับการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั่วไปได้ แต่โอกาสที่เขาจะได้เรียนการออกแบบรถยนต์ต้องมีการทดสอบ ซึ่งทั่วโลกเปิดสอนมีอยู่แค่ 6-7 แห่งเท่านั้น ดังนั้นแค่มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำงานในอุตสาหกรรมนี้ ก็ถือว่าคุณประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเมื่อเรียนจบก็มีทักษะ ความเข้าใจในงานที่สูง และหลากหลายกว่าคนอื่นๆ นั่นคือพื้นฐานอนาคตที่ไม่มีใครรู้ได้ว่าสักวันหนึ่ง เมื่อโอกาสมาถึง
คุณอาจจะได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานอุตสาหกรรมรถยนต์ก่อนบุคคลอื่นๆ ก็ได้ คนที่มีความพร้อมมากกว่าเท่านั้นถึงจะเป็นผู้ชนะ


ฟอร์มูลา : คุณสมบัติของตัวบุคคลที่เข้ามาเรียนด้านนี้ควรเป็นอย่างไร ?

อภิชาติ : ต้องมีความเข้าใจในการออกแบบรถยนต์ และต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมว่าการออกแบบรถยนต์มันแตกต่างจากการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างอื่น คือคุณต้องมาเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนา เพราะฉะนั้นก็ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมที่จะมาเรียนรู้ และต้องมีความเข้าใจในอุตสาหกรรม เพราะการทำงานในนี้จะต้องทำเป็นทีม ทั้งวิศวกรออกแบบ ออโทโมทีฟ เอนจิเนียริง ดีไซจ์น (AUTOMOTIVE ENGINEERING DESIGN) วิศวกรการผลิต โพรดัคชัน เอนจิเนียริง (PRODUCTION ENGINEERING) และนักออกแบบยานยนต์ ออโทโมทีฟ ดีไซจ์น (AUTOMOTIVE DESING) ไม่ได้ทำเพียงคนเดียว ทักษะการทำงานเป็นทีมจึงค่อนข้างสำคัญในสายงานนี้ และที่สำคัญต้องเข้าใจว่าผลิตออกมาเพื่อขายให้กลุ่มลูกค้าทั้งชายและหญิงจำนวนอย่างน้อย 100,000-200,000 คัน/รุ่น ความเข้าใจในเรื่องการตลาด และแฟชันก็เป็นคุณสมบัติส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ระดับแรกๆ เช่นกัน


ฟอร์มูลา : ปัญหาของนักออกแบบไทยคืออะไร ?

อภิชาติ : ขาดโอกาส สมัยก่อนผมต้องเรียนรู้เองจากต่างประเทศ จบมาทำงานได้สักพักก็มาสอน ผมก็อยากสร้างโอกาสแบบนี้ให้แก่นักศึกษา ไม่ใช่ว่านั่งรอแล้วให้มันมาเอง ที่ผมคิดไว้ก็คืออยากให้มีการเชิญบริษัทรถยนต์ที่สนใจ สื่อต่างๆ (ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์) มหาวิทยาลัย (ที่มีการผลิตบุคลากรในอุตสาหกรรมรถยนต์) และหน่วยงานของรัฐมาร่วมทำ "เวิร์คชอพ" ว่าทิศทางของการศึกษาควรจะไปทิศทางไหน เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ในอนาคตของประเทศเรา เมื่อนักศึกษาที่เรียนจบออกมา 70 เปอร์เซนต์ ก็คงสามารถรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ได้อย่างแน่นอน


ในต่างประเทศเขาเชิญบริษัทรถยนต์เข้ามาดูนักศึกษา เพราะเมื่อผลิตนักศึกษาสำเร็จแล้ว สุดท้ายก็ต้องผลักดันให้ไปทำงานกับบริษัทรถยนต์เหล่านั้น ซึ่งบริษัทพวกนี้ก็มีการให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา


ส่วนในประเทศไทย บริษัท ฟอร์ด ค่อนข้างพอใจกับผลงานของนักศึกษา ที่บริษัทมาเห็นผลงานที่ศิลปากร จากนั้นก็ต้องสานต่อ ให้นักศึกษาของเราไปศึกษาต่อต่างประเทศ พอไปแล้วเขาก็มีโอกาสเลือกว่าจะกลับมาทำงานที่เมืองไทยหรือจะทำที่นั่น แต่ต้องอย่าลืมว่า ตลาดรถขนาดใหญ่ในอนาคตนั้นไม่ได้อยู่ที่ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา แต่อยู่ในเอเชีย


ฟอร์มูลา : คุณคิดว่าโอกาสของนักออกแบบไทยที่จะเข้าร่วมทำงานกับบริษัทรถยนต์ในไทยมีมากน้อยเพียงใด ?

อภิชาติ : มีครับ ทุกวันนี้ผมมีลูกศิษย์ที่ทำงานในบริษัทรถยนต์เหล่านั้น เกือบครบทุกยี่ห้อในบ้านเรา เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสเข้าร่วมในการออกแบบรถในโครงการรถต้นแบบจริงๆ เท่านั้น


ฟอร์มูลา : รถในฝันที่คุณอยากออกแบบเป็นอย่างไร ?

อภิชาติ : ต้องเป็นรถประหยัดพลังงาน และคำนึงถึงสภาวะแวดล้อมเป็นสำคัญ เป็นรถที่สามารถรองรับและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายในการใช้งาน และเป็นรถที่สามารถดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบบางส่วนได้ เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ต้องสามารถดัดแปลงได้หลากหลายไม่ต่ำกว่า 5-6 รุ่น หรือ 5-6 กลุ่มลูกค้า โดยยังใช้โครงสร้างรถเดิม


ฟอร์มูลา : ปัจจุบันคุณใช้รถรุ่นใด ?

อภิชาติ : ใช้ นิสสัน เทอานา ก่อนหน้านี้ก็เป็น เซฟีโร เพราะชื่นชอบการบริหารงานของ การ์โลส โกสน์ ซีอีโอ ของ นิสสัน คนปัจจุบัน (สมัยก่อนเป็น ซีอีโอ ของ เรอโนลต์) และเห็นด้วยกับแนวความคิด "RE-DESIGN NISSAN" ในการควบคุมของ ชิโร นากามูระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ นิสสัน ดีไซจ์น สหรัฐอเมริกา


เมธินทร์ ฮุ่นตระกูล

SENIOR INDUSTRIAL DESIGNER

บริษัท โปรไดรฟ์ ออโตโมทีฟ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด

"การออกแบบไม่ใช่เรื่องของความสวยงามอย่างเดียว"


ฟอร์มูลา : คุณจบการศึกษาจากที่ไหนมา ?

เมธินทร์ : จบการศึกษา การออกแบบอุตสาหกรรมที่ UNIVERSITY OF WESTERN SYDNEY NEPEAN ประเทศออสเตรเลีย


ฟอร์มูลา : เหตุใดจึงเลือกเรียนด้านนี้ ?

เมธินทร์ : เป็นสิ่งที่ถนัด และชอบ ตอนเด็กๆ จะชอบเอาของเล่นมาแกะ เพราะความอยากรู้อยากเห็นว่าของมันนำมาประกอบกันอย่างไร และส่วนใหญ่ประกอบคืนไม่ได้ ไม่ได้เล่นของเล่นเสียอย่างเดียว พอโตขึ้นก็มีความสนใจมากขึ้นกับความเป็นมา การออกแบบ การประดิษฐ์ ก็เลยคิดว่าการเรียนทางด้านนี้น่าจะตรง


ฟอร์มูลา : หลังจบการศึกษาคุณเริ่มทำงานที่ใดก่อน ?

เมธินทร์ : เริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2541 เป็นบริษัท ACT LEATHER ทำเครื่องหนัง โซฟา เป็นวิศวกรมากกว่า ไม่ได้ดูเรื่องดีไซจ์นเลย แต่ไปดูเรื่องโครงสร้างของที่นั่งว่าทำอย่างไร หลังจากนั้นก็ได้ทำงานที่ พรอพพาแกนดา ได้ทำงานดีไซจ์นควบคู่กันไป กับพัฒนางานออกแบบของคนอื่น ปี 2546 ก็มาทำที่ โปรไดรฟ์ ฯ ซึ่งในต่างประเทศมีชื่อเสียงด้านกีฬาแข่งรถ คือ แต่งรถให้กับทีม ซูบารุ ดับเบิลยูอาร์ซี และ ฟอร์มูลา วัน ให้ ฮอนดา แต่ในเมืองไทยจะเป็นออกแบบ และวิศวกรรมให้กับบริษัท ฟอร์ด


ฟอร์มูลา : ผลงานที่ผ่านมา และชอบมากที่สุด ?

เมธินทร์ : ฝาครอบล้อของ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ การที่เราออกแบบให้ฝาครอบล้อเป็นลายภูเขา กลับกลายเป็นเทรดมาร์คของแบรนด์ไปในตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจตั้งแต่แรก ประกอบกับถ้ามองรถในระยะไกล จะเห็นลายภูเขา ซึ่งทำให้รู้ว่าเป็น เอเวอเรสต์


ต่อมาก็เป็นชุดตกแต่งรอบคันของ ฟอร์ด โฟคัส ซึ่งยังมาไม่ถึงที่นี่ แต่เปิดตัวที่ประเทศไต้หวันไปแล้ว ส่วนผลงานแรกที่ออกแบบคือ แพคเกจของ ฟอร์ด เรนเจอร์ เฮอร์ริเคน ที่มีชุดแต่งลุยป่าอย่างเดียว ทำให้รถดูแกร่ง


ฟอร์มูลา : ในฐานะเป็นนักออกแบบ รู้สึกอย่างไรที่ต้องมาออกแบบเพียงรถแค่ยี่ห้อเดียว ?

เมธินทร์ : ไม่เป็นไร รถหนึ่งคันเป็นส่วนรวมของหลายๆ ผลิตภัณฑ์ การออกแบบรถหนึ่งคันโดยคนๆ เดียวออกแบบเป็นไปไม่ได้ ชิ้นงานที่ออกแบบชิ้นเล็กๆ แต่ประสบความสำเร็จ ก็ภูมิใจแล้ว แต่ถ้าในอนาคตมีโอกาสได้ทำอะไรที่กว้างกว่านี้ก็เป็นสิ่งที่ดี


ฟอร์มูลา : ถ้ามีโอกาสออกแบบรถสักคัน จะออกแบบรถประเภทไหน ?

เมธินทร์ : ไม่จำกัดว่าจะเป็นรถประเภทไหน ถ้าออกแบบรถสักคันถือว่าเป็นโอกาสที่ดีอยู่แล้ว เพราะรถแต่ละแบบมีฟังค์ชันแตกต่างกัน ถ้าเราได้เข้าไปและมีโอกาส นั่นถือว่าเป็นโอกาสที่ดีแล้ว


ฟอร์มูลา : รถที่ชอบและประทับใจมากที่สุดคือรถอะไร ?

เมธินทร์ : มีทั้งรถเก่าและรถใหม่ รถเก่าที่ชอบ โฟล์คสวาเกน คาร์มันน์ กีอา เป็นรถที่คลาสสิคมากๆ เป็นรถที่อยู่มาหลายสิบปี แต่ดูอย่างไรก็สวย ไม่ล้าสมัย มันเป็นอะไรที่ยากมากสำหรับดีไซจ์เนอร์ ที่จะทำอะไรออกมาแล้วมีอายุยาวนาน ถ้าดีไซจ์เนอร์คนไหนทำได้ ผมคิดว่าก็จะประสบความสำเร็จสูงสุด ส่วนรถใหม่ที่ชอบคือ รถต้นแบบ เอซี คอบรา จีอาร์ 1 ซึ่งเพิ่งออกมาใหม่ ดูดุดัน แต่ในเวลาเดียวกันจะมีความเรียบง่าย และดูเล็กมากๆ


ฟอร์มูลา : รถในฝันที่อยากเป็นเจ้าของคือรถยี่ห้อใด ?

เมธินทร์ : ตอนนี้เป็น บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์ 6


ฟอร์มูลา : รถที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นรถยี่ห้อใด ?

เมธินทร์ : บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์ 3 รหัส อี 36


ฟอร์มูลา : นักศึกษาที่จะเข้ามาศึกษาด้านนี้ ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร ?

เมธินทร์ : อันดับแรก ฝึกวาดรูปมากๆ เพราะการวาดรูปเป็นเครื่องมือสำคัญของงาน การวาดเป็นการคิดและการสื่อสาร อันดับสองคือ ทำความรู้จักกับ ทเรนด์ เพื่อได้รู้ว่าทิศทางจะไปด้านไหน เรียนรู้จากผู้อื่น สมัยเรียนแค่สเกทช์อย่างเดียว หลังจากนั้นทำเป็โมเดล
แต่สมัยนี้มีข้อมูลทางอินเตอร์เนท มากมายมหาศาล น่าจะนำมาใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ได้มากกว่า


ฟอร์มูลา : คุณคิดว่าหลักสูตรการเรียนการสอนด้านนี้ของไทยเป็นอย่างไร ?

เมธินทร์ : ผมไม่ค่อยทราบเรื่องหลักสูตรของไทยเท่าไร แต่คิดว่าหากจะให้หลักสูตรการเรียนการสอนได้ผล อยากให้มีหลักสูตรแบบที่ออสเตรเลีย คือ ให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงานกับบริษัทต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทรถยนต์ เป็นบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์อะไรก็ได้ ใช้เวลา 3 เดือน เพื่อศึกษาวิธีการทำงาน การผลิต หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างในอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อเตรียมให้มีความพร้อมกับเหตุการณ์จริง ไม่ใช่เพียงบอกให้ออกแบบเพื่อความสวยงามอย่างเดียว ซึ่งความจริงแล้วการดีไซจ์นบางคนคิดว่าเป็นเรื่องของความสวยงาม แต่จริงๆ แล้วมีหลายสิ่งอยู่เบื้องหลังมากกว่านั้น เพื่อเป็นตัวนำทางที่จะทำให้รู้ว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง จุดนี้สำคัญมากที่หลักสูตรควรจะมีเพื่อเตรียมให้นักศึกษาเกิดความพร้อมในการเริ่มทำงาน


ฟอร์มูลา : คุณคิดว่าโอกาสของนักออกแบบไทยควรจะเป็นอย่างไร ?

เมธินทร์ : บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลายๆ ประเทศ เริ่มเข้ามาลงทุนในไทย โอกาสในการเปิดศูนย์ออกแบบในไทยย่อมมีอยู่แล้ว และโอกาสที่คนไทยจะได้เข้าไปทำงานนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว


ฟอร์มูลา : คุณวางเป้าหมายของชีวิตไว้อย่างไร ?

เมธินทร์ : ปัจจุบันทำชุดแต่ง ซึ่งเป็นการต่อยอดให้แก่รถที่มีอยู่แล้ว ขั้นต่อไปถ้ามีโอกาสน่าจะขยับไปทำตัวรถเลย นั่นคืออันดับต่อไปที่อยากจะทำ เพราะจะมีโอกาสคิดได้กว้างกว่า ไม่มีกรอบรัดกุม


พงษ์สิทธิ์ จักรสมิทธานนท์ นักออกแบบผลิตภัณฑ์

ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท GRP. HIGHTECH (9999) จำกัด

"ศิลปินทำงานจากแรงบันดาลใจ แต่นักออกแบบต้องทำงานจากโจทย์"

ฟอร์มูลา : ช่วยเล่าประวัติการศึกษาและการทำงานของคุณเป็นอย่างไร ?

พงษ์สิทธิ์ : จบการศึกษาจากคณะมัณฑศิลป์ สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีอาจารย์หลายท่านที่ประสิทธิ์ประสาทวิชา เช่น อาจารย์ โกศล สุวรรณกูฏ ซึ่งกำลังผลักดันเพื่อเปิดสอนการออกแบบรถยนต์ในเร็วๆ นี้ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดเพชรบุรี


ผมจบศิลปากรประมาณปี 2532-2533 หลังจบพี่ ปิติ มโนมัยพิบูลย์ ได้ให้โอกาสทำงานที่บริษัท PDK อยู่กับพี่ วัลลภ เตียศิริ ได้ร่วมออกแบบมอเตอร์ไซค์บางรุ่น เช่น พีดีเค 150 และ แมกนัม ในเจเนอเรชันที่ 2 แต่ต้องหยุดในขั้นตอนต้นแบบเพราะมีปัญหาทางเทคนิค


จากนั้นได้ขอลาไปศึกษาต่อที่ RMIT ประเทศออสเตรเลีย ได้ทำโครงงานรถเก็บขยะชายหาดซึ่งได้ลงในนิตยสาร CAR STYLING เล่ม 101 ระหว่างเรียนมีโอกาสได้ทำงานออกแบบรถเก็บขยะให้กับบริษัท แมคโดนัลด์ จอห์นสัน และรถมอเตอร์ไซค์วิบากโพรอาร์ม ให้แก่ชาวออสเตรเลียนคนหนึ่งเพื่อเสนอให้กับบริษัท ยามาฮา


กลับมาเมืองไทยได้รับโอกาสจาก โตโยตา จึงได้เป็นดีไซจ์เนอร์คนแรกของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำงานกับทีมงานที่อบอุ่น ได้ออกแบบฝาครอบล้อรถกระบะ โตโยตา ไฮลักซ์ ซึ่งในสมัยนั้นรถกระบะจะเป็นกระทะล้อเหล็ก ไม่เน้นความสวยงาม ถือเป็นโครงการแรกที่เริ่มงานจาก งาน สไตลิง ดีไซจ์น (STYLING DESIGN) จนถึง แมสส์ โพรดัคชัน (MASS PRODUCTION) โดยคนไทยและยังได้รับโอกาสให้ไปศึกษางานที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อดูต้นแบบ โตโยตา โซลูนา ในขณะนั้นยังเป็นความลับอยู่ประมาณปี 2536


จากนั้นลาออกจาก โตโยตา เพื่อช่วยงานของครอบครัว แต่ยังต้องการที่จะทำงานทางด้านออกแบบอยู่จึงเปิดบริษัทเองชื่อบริษัท NEXUS DESIGN ด้วยความเชื่อที่ว่าในเวลานั้นบริษัทที่เป็นของคนไทย 100 % ยังต้องการงานทางด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ บริษัท แฟมีลี ซึ่งผลิตทีวีเล็กในขณะนั้นให้โอกาสออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อขยายไลน์ผลิต คือให้ออกแบบเครื่องเล่นวีดีโอ ได้รับโอกาสที่สำคัญในชีวิตอีกครั้งจากพี่ ปิติ มโนมัยพิบูลย์ ให้ออกแบบ รถโชว์โกคาร์ท เพื่อแสดงในงานมอเตอร์โชว์ ปี 2539 ภายหลัง รถโกคาร์ท ได้พัฒนาจนผลิตและประกอบโดยบริษัท NEXUS DESIGN ซึ่งมีนักออกแบบอีกคนคือ พีรนันท์ บุญดวง เป็นกำลังสำคัญ


ในปี 2539ได้รับการติดต่อจาก มร. มิฮูรา บริษัท ARRK ให้ร่วมงานก่อตั้งแผนกออกแบบและผลิตชุดแต่งรถยนต์โดยใช้ PROCESS RIM ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมากของนักออกแบบที่จะทำงานออกแบบเพื่อส่งเป็นชิ้นส่วน โออีเอม (OEM) ให้กับโรงงาน ชิ้นงานที่ได้ทำ เช่น สเกิร์ทหน้า/หลัง ของ ฮอนดา ซีวิค คูเป สเกิร์ทรอบคัน และสปอยเลอร์หลังของ โตโยตา โซลูนา ฯลฯ และได้ส่งมอบงานทั้งหมดให้แก่ผู้ดูแลต่อ เพราะต้องกลับมาทำงานของครอบครัวอีกครั้งขณะที่ดูแล ได้ถูกชักชวนโดยพี่ อนุ บริษัท GRP. ให้โอกาสสูงสุดของการเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ในฐานะดีไซจ์เนอร์ สามารถทำงานที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าบริษัทเป็นเวลา และเป็น PROCESS VACUUM FORMING โดยใช้พลาสติค เอบีเอส (ABS) ซึ่งเป็นแผ่นมาขึ้นรูปชิ้นงาน ที่เคยคิดจะทำเป็นโพรดัคท์ตั้งแต่จบจากออสเตรเลีย เพราะเมื่อเทียบกับพลาสติคฉีด การลงทุนนั้นถูกกว่ามาก และจำนวนผลิตไม่จำเป็นต้องสูงมาก ความยืดหยุ่นในการทำงานทั้งขั้นตอนในการผลิต และขั้นตอนผลิต เมื่อบวกกับฝีมือของคนไทยนั้น ทำให้คุณภาพของชิ้นงานเป็นที่น่าพอใจ เมื่อปีที่แล้วได้ร่วมงานกับดีไซจ์เนอร์หนุ่มไฟแรงจาก โตโยตา ทำชุดแต่ง ไทเกอร์ รุ่น 4 ประตู และรุ่น แคบ โดยบริษัท GRP. เป็นผู้ทำการพัฒนา ผลิต ทำสี รวมทั้งประกอบเป็นชิ้นส่วนโรงงานให้กับ โตโยตา


ฟอร์มูลา : ทำไมถึงมาเลือกเรียนทางด้านนี้ ?

พงษ์สิทธิ์ : เพราะที่บ้านประกอบกิจการปั๊มน้ำมัน ผมเห็นรถ ล้างรถ เช็ดรถ มาตั้งแต่เด็ก จึงมีความผูกพันกับรถ พอจบ ม. 3 ก็สอบเข้าศึกษาต่อที่ พระจอมเกล้า พระนครเหนือ ฯ คิดว่าอยากเป็นช่างยนต์ เรียนได้ 2 ปี จึงเริ่มรู้ว่าตัวเองไม่ได้ถนัดทางด้านนี้จึงมาสอบเอนทรานศ์เข้า มหาวิทยาลัยศิลปากร อันนี้ต้องขอขอบคุณ คุณพ่อ/คุณแม่ ที่เข้าใจและไม่เคยบังคับ ถือการตัดสินใจของลูกเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเอง ผมถูกเลี้ยงมาแบบนี้


ฟอร์มูลา : ผลงานชิ้นแรกที่ออกแบบในเมืองไทย ?

พงษ์สิทธิ์ : ถ้านับหลังจากจบจาก RMIT ก็ต้องเป็นฝาครอบล้อของ โตโยตา ไฮลักซ์ ที่เป็นรูปกังหันในทุกวันนี้ ยังมีให้เห็นบนท้องถนน บางทีเห็นคนดัดแปลงเอาไปใส่รถเก๋ง 10 กว่าปีแล้วครับ เวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน


ฟอร์มูลา : ผลงานชิ้นไหนที่รู้สึกว่าโดดเด่น และภูมิใจที่สุด ?

พงษ์สิทธิ์ : คงเป็นโครงงานตอนสมัยเรียนที่ RMIT ประเทศออสเตรเลีย เพราะได้ขึ้นหน้าปกของ นิตยสาร CAR STYLING ที่วงการออกแบบรถยนต์ต้องรู้จัก แต่ที่ภูมิใจคือผลงานของเรานั้นอยู่ในรถแตกต่างหลากหลายยี่ห้อ ทั้ง โตโยตา/อีซูซุ และ ฮอนดา รวมทั้งรถมอเตอร์ไซค์ สามล้อ แต่ทั้งหมดเป็นเพราะโอกาสที่ผู้ใหญ่ได้มอบให้แก่เรา ไม่ใช่ด้วยความเก่งกาจของตัวเราเองแต่อย่างไร


ฟอร์มูลา : คุณคิดว่าปัจจุบัน และอนาคต นักออกแบบไทยจะเป็นอย่างไร ?

พงษ์สิทธิ์ : ถ้าตัดเรื่องชื่อเสียง รายได้ เมื่อเทียบกับประเทศที่เป็นเจ้าของยี่ห้อรถยนต์ เรามีโอกาสหลายอย่างที่ดีกว่า เช่น ถ้ามองว่ากรุงเทพ ฯ เป็นเมืองแฟชัน เมืองไทยน่าจะเป็นแหล่งออกแบบและพัฒนาชุดแต่งของโลกได้ นอกเหนือจากเป็นดีทรอยท์แห่งเอเชีย รับจ้างประกอบรถยนต์ เพราะต่อไปชุดแต่งรถยนต์จะเป็นตัวที่ทำให้ส่วนแบ่งของการตลาด มีโอกาสมากขึ้น เช่น บริษัทรถยนต์ผลิตรถมาตรฐานมาหนึ่งรุ่น นักออกแบบไทยออกแบบชุดแต่งที่ทำให้รถดูแตกต่างกันสัก 3 แบบ เช่น ทำดุดัน ให้อ่อนหวาน ให้เหมาะกับผู้หญิง ทำให้ดูสปอร์ท ฯลฯ รถหนึ่งรุ่น ก็จะกลายเป็นหลายรุ่นที่เป็นรสนิยมที่แตกต่างของลูกค้า และด้วยศักยภาพของผู้ผลิตไทยสามารถสู้ได้ทั้งทางด้านราคา และคุณภาพ อยากให้ประเทศไทเป็นแหล่งผลิตชุดแต่งของโลก


ฟอร์มูลา : หลักสูตร และการเรียนการสอนออกแบบในประเทศไทยต้องมีการปรับปรุงหรือไม่ ?

พงษ์สิทธิ์ : อันนี้ต้องไปถามอาจารย์ โกศล ท่านกำลังจัดทำหลักสูตรออกแบบยานพาหนะของมหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ แต่เท่าที่ผมมีประสบการณ์ เด็กไทยน่าสงสารในแง่ของเรื่องการเรียนการศึกษา คือหลักสูตรบังคับให้เด็กเรียนมากมายเสียจนกระทั่งไม่รู้ว่าอะไรคือ สาระ และอะไรไร้สาระ อาจจะแรงไปหน่อย แต่เป็นความรู้สึกส่วนตัวจริงๆ


ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ ทุกวันนี้ผู้คนในสังคมใช้คำว่า "ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์" ซึ่งภาษาอังกฤษคือ คอมพิวเตอร์ เอด ดีไซจ์น "COMPUTER AID DESIGN" ซึ่งน่าจะแปลว่า "คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ" น้ำหนักมันผิดกันใช่ไหมครับ คนคิดว่าตัว
คอมพิวเตอร์มีความสามารถในการออกแบบ แต่ที่จริงแล้วความคิดสร้างสรรค์ขบวนการทั้งหมดเกิดจากคน ในที่นี้คือ นักออกแบบ คอมพิวเตอร์เปรียบเหมือนปากกาหรือดินสอ "ถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์นักออกแบบก็สามารถออกแบบได้ แต่ถ้าไม่มีนักออกแบบ คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถออกแบบเองได้" ประเด็นนี้อาจจะมองว่าเป็นประเด็นเล็กๆ แต่ก็สามารถสะท้อนให้เห็นถึงขบวนการเรียนรู้ ซึ่งหมายรวมถึงระบบการศึกษาในประเทศไทยว่ายังไม่สามารถแยกแยะว่าอะไรคือเปลือก อะไรคือแก่น อันนี้ไม่ได้มีเจตนาต่อว่าต่อขาน แต่ต้องการจุดประเด็นให้ทุกฝ่ายรวมกันคิด และปรับปรุง เพราะเราย่อมต้องให้เวลาแก่แก่นมากกว่าเปลือก และเงื่อนไขเวลาซึ่งจำเป็นที่ต้องให้กับแก่น จะเป็นสิ่งสำคัญในการชี้วัดความสำเร็จ


ฟอร์มูลา : คุณคิดว่าอะไรคือปัญหาของนักออกแบบไทย ?

พงษ์สิทธิ์ : ถ้าตัดเรื่องของการเป็นเจ้าของบริษัทรถยนต์ที่เป็นของคนไทยเองทิ้งไป ซึ่งหมายถึงการไม่สามารถออกแบบรถยนต์ทั้งคัน ซึ่งประกอบไปด้วยเงื่อนไขมากมายที่เราไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ ปัญหาของนักออกแบบไทยน่าจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ปัญหาของนักออกแบบไทย และปัญหาภายนอกที่มอง หรือกระทบกับนักออกแบบ


ปัญหาของนักออกแบบไทยเอง คือต้องเข้าใจว่าตัวเองทำหน้าที่อะไร ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวคิดว่าหน้าที่ของนักออกแบบควรจะต้องมาอันดับแรกคือ มีความคิดสร้างสรรค์ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญและยากที่สุดของการเป็นนักออกแบบที่ดี อันดับสอง ต้องมีการสื่อสารที่ดี เพราะนักออกแบบจะต้องเป็นตัวกลางระหว่างผู้บริหารระดับสูงสุด วิศวกรนักการตลาด ฝ่ายผลิต อันดับสาม ต้องมีพลังของความร่วมมือ ต้องสามารถร่วมมือกันกับทุกฝ่ายที่กล่าวมาแล้ว สุดท้ายต้องมีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลให้เป็นปึกแผ่น ถ้าฟังแล้วอาจจะงงนี่คือคุณสมบัติที่จะต้องสามารถวิเคราะห์ และสังเคราะห์ ข้อมูลจากทุกฝ่ายและสามารถแปรให้เป็นงานรูปธรรมของการออกแบบ


ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริหารระดับสูงต้องการรถราคาประหยัด ฝ่ายการตลาดต้องการรถที่ดูสปอร์ท ฝ่ายวิศวกรต้องการรถที่แข็งแรง และฝ่ายผลิตต้องการรถที่ประกอบง่าย ข้อมูลทั้งหมดต้องผ่านนักออกแบบ แล้วทำการร่างภาพออกมา มีการประชุมครั้งแล้วครั้งเล่า คำถามคือนักออกแบบไทยรู้หน้าที่ของตัวเองหรือไม่ และสามารถทำได้ดีขนาดไหน


ปัญหาภายนอกที่มอง หรือกระทบกับนักออกแบบ คือ มักมีการกล่าวว่า "พวกนี้มันศิลปินเข้าใจยาก มันทิสต์ ใช้อารมณ์ ฯลฯ ความจริง คือ ศิลปิน (ARTIST) กับ นักออกแบบ (DESIGNER) ทำงานกันคนละระบบ ศิลปินนั้นทำงานจากแรงบัลดาลใจ ที่มาจากภายในของตัวศิลปินเอง ดังนั้นผลงานของศิลปินไม่ว่าจะเป็นภาพเขียน ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ฯลฯ เป็นผลงานส่วนตัวของศิลปินซึ่งเมื่อปรากฏออกมาแล้วผู้คนที่ชื่นชอบก็อาจจะหามาสะสม แต่สำหรับนักออกแบบนั้นทำงานจากโจทย์ที่ได้รับจากองค์กรแล้วนำมาตีความให้เป็นงานออกแบบ ปัญหาของไทยคือบางครั้งผู้ให้โจทย์ไม่รู้ว่าอะไรคือโจทย์ และตัวผู้ตอบโจทย์จะทำอย่างไร


ทัศไนย ไรวา

ประธาน บริษัท แมนดีไซน์ สตูดิโอ จำกัด

"เมืองไทยไม่ใช่ศูนย์ออกแบบ ที่ทำกันอยู่คือดีไซจ์นอุปกรณ์ตกแต่งเท่านั้น"

ฟอร์มูลา : เพราะเหตุใดคุณจึงทำงานด้านนี้ ?

ทัศไนย : มันเกิดจากแรงบันดาลใจตั้งแต่เด็กที่คุณแม่ซื้อรถคันเล็กๆ ที่มีรูปทรงต่างๆ กันมากมาย โดยเฉพาะรูปทรงของรถสปอร์ท ที่รู้สึกชอบมาก บวกกับพรสวรรค์ทางด้านการวาดรูปทำให้เริ่มวาดแต่รูปรถตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนถึงอายุ 13 ปี ก็ได้ออกแบบรูปรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ ส่งไปประกวดที่เยอรมนีแล้วได้รับรางวัล และผลงานก็ถูกตีพิมพ์ไปทั่วโลก ซึ่งนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่ทำให้เราค้นพบตัวเอง


ฟอร์มูลา : ที่ว่าค้นพบตัวเองคืออะไร ?

ทัศไนย : เราค้นพบตัวเองว่าเราจะเป็นนักออกแบบรถยนต์คนแรกของไทย เราจะสร้างรถสปอร์ทคันแรกของประเทศไทย ให้ได้ในอนาคต เรามีเป้าหมายในชีวิตที่แน่นอนแล้วตั้งแต่อายุ 13 ปี


ฟอร์มูลา : ในช่วงนั้นมีนักออกแบบรถยนต์ในเมืองไทยแล้วหรือยัง ?

ทัศไนย : เมื่อ 27 ปีที่แล้ว บ้านเมืองเรายังล้าหลังอยู่มาก รถยนต์ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และมีราคาแพง จึงเป็นไปไม่ได้ที่เมืองไทยจะมีนักออกแบบรถยนต์ เพราะบ้านเราไม่ได้เป็นประเทศที่ผลิตรถยนต์ ผมได้มีโอกาสอ่านนิตยสารรถยนต์ต่าง ๆ จึงทราบว่าในต่างประเทศเขามีอาชีพนี้ เราจึงอยากเป็นบ้าง เป็นความฝันของเด็กไทยคนหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไปอาจมองว่าเป็นความฝันแบบลมๆ แล้งๆ เวลาผ่านไปสักพักคงเลิกบ้าไปเอง แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมคิดว่าในเมือฝรั่งทำได้ แล้วทำไมคนไทยจะทำไม่ได้


ฟอร์มูลา : คุณไปเรียนที่ไหน ในเมื่อเมืองไทยตอนนั้นยังไม่มีการสอนด้านนี้ ?

ทัศไนย : ไปเรียนที่คณะครุศาสตร์ ภาควิชาศิลปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งคณะนั้นจะเรียนศิลปะทุกแขนง ที่จะเป็นประโยชน์กับการเรียนด้านออกแบบรถยนต์ในอนาคต ซึ่งเราก็ได้ศึกษามาแล้วว่า โรงเรียนสอนออกแบบรถยนต์ที่ดีและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกก็คือ ART CENTER COLLEGE OF DESIGN ที่สหรัฐอเมริกา เราจะต้องไปเรียนให้ได้


เมื่อเรียนจบที่ จุฬา ฯ ก็ทำสาระนิพนธ์ เรื่องการออกแบบรถยนต์เป็นครั้งแรก และได้แสดงผลงานท
------------------------------
เรื่องโดย : จิฏวีระ ประทุมมณี/ปรียนันท์
ภาพโดย : ฝ่ายภาพ
นิตยสาร formula ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2548
คอลัมน์ พิเศษ
อัพเดทล่าสุด
15 Jul 2020

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Price (THB)
1.
3.3-7.6 ล้าน
2.
3.2-5.8 ล้าน
3.
6.7-10.8 ล้าน
4.
3.2-5.2 ล้าน
5.
7.1-11.7 ล้าน
6.
1.3-1.7 ล้าน
7.
2.8 ล้าน
8.
0.9-1.1 ล้าน
9.
0.8-1.0 ล้าน
10.
1.2-1.6 ล้าน
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
Body Type
  • COUPE
  • ESTATE
  • HATCH
  • MPV
  • PICKUP
  • SALOON
  • SPORT
  • SUV
  • VAN
  • ALL
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ