ระเบียงรถใหม่


TOYOTA AYGO

CITROEN C1

PEUGEOT 108

3 แรงแข็งขันช่วยกันปลุกช่วยกันปั้นอีโคคาร์

เดือนนี้เป็นอีกเดือนหนึ่งที่ "ระเบียงรถใหม่" นำเสนอแต่รถขนาดเล็กกระจิ๋วหลิวล้วนๆ เป็นรถเล็กจริงๆ เพราะคันที่ใหญ่ที่สุดก็ยังมีตัวถังสั้นกว่า 4 เมตร คือ ยาวพอๆ กับ ฮอนดา แจซซ์ (HONDA JAZZ) รถยอดฮิทที่วิ่งอยู่กลาดเกลื่อนในบ้านเรา เป็นรถอย่างที่เรียกขานกันในยุโรปว่า A-SEGMENT CAR และ B-SEGMENT CAR นั่นเอง


ขอแทรกเป็นความรู้ทั่วไปไว้ตรงนี้ว่า CAR CLASSIFICATION METHOD หรือการจำแนกประเภทของรถยนต์นั่ง ที่นิยมใช้กันอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตกขณะนี้ เขาแบ่งรถเป็น 9 ประเภท คือ A-SEGMENT หรือ MINI CAR หมายถึง รถขนาดมีนีอย่าง สมาร์ท ฟอร์ทู (SMART FORTWO) และ โฟล์คสวาเกน อัพ ! (VOLKSWAGEN UP!) B-SEGMENT หรือ SMALL CAR หมายถึง รถขนาดเล็กอย่าง ฟอร์ด ฟิเอสตา (FORD FIESTA) และ โฟล์คสวาเกน โพโล (VOLKSWAGEN POLO) C-SEGMENT หรือ MEDIUM CAR หมายถึง รถขนาดกลางอย่าง ฟอร์ด โฟคัส (FORD FOCUS) และ โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ (VOLKSWAGEN GOLF) D-SEGMENT หรือ LARGE CAR หมายถึง รถขนาดใหญ่อย่าง ฟอร์ด มนเดโอ (FORD MONDEO) และ ฮันเด โซนาตา (HYUNDAI SONATA) E-SEGMENT หรือ EXECUTIVE CAR หมายถึงรถสำหรับผู้บริหารอย่าง บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-5 (BMW 5-SERIES) F-SEGMENT หรือ LUXURY CAR หมายถึง รถระดับหรูอย่าง เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ S-CLASS) S-SEGMENT หรือ SPORT COUPE หมายถึง รถสปอร์ททุกแบบ M-SEGMENT หรือ MULTI PURPOSE CAR หมายถึงรถอเนกประสงค์ทุกแบบ และ J-SEGMENT หรือ SPORT UTILITY CAR หมายถึง รถกิจกรรมกลางแจ้งทุกแบบ


รถเล็กกระจิ๋วหลิวชุดแรกที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้คือ โตโยตา อาอีโก (TOYOTA AYGO) ซีตรอง เซ เอิง (CITROEN C1) และ เปอโฌต์ 108 (PEUGEOT 108) เป็นผลงานจากความร่วมมือของผู้ผลิตรถยนต์ 3 ค่ายใหญ่ เป็น A-SEGMENT CAR ซึ่งเพิ่งปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ "ครั้งแรกในโลก" ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 84 เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง


ประวัติความเป็นมาของรถจิ๋ว 3 แบบนี้ สามารถย้อนหลังไปได้จนถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2001 อันเป็นวันที่นายใหญ่ของ โตโยตา คือ ฟูจิโอะ โช (FUJIO CHO) และนายใหญ่ของค่าย เปอโฌต์/ซีตรอง ตัดสินใจที่จะร่วมกันออกแบบและพัฒนารถขนาดจิ๋วเพื่อจำหน่ายในตลาดยุโรป เป็นโครงการความร่วมมือเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการออกแบบ/พัฒนาที่เรียกขานกันเป็นการภายในว่า B-ZERO PROJECT


3 ปีเศษหลังจากนั้น โครงการดังกล่าวก็บรรลุเป้าหมาย ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 75 ซึ่งเปิดฉากขึ้นตอนต้นเดือนมีนาคม 2005 และทีมงานของ "สื่อสากล" ก็เดินทางไปทำข่าวด้วย มีรถขนาดจิ๋ว 3 แบบ ที่ปรากฏตัวในลักษณะ WORLD PREMIER หรือ "ครั้งแรกในโลก" ในงานนี้ คันหนึ่งเห็นได้ในบูธของยักษ์ใหญ่ โตโยตา ซึ่งอยู่ในฮอลล์ 4 พร้อมกับป้ายชื่อ โตโยตา อาอีโก (TOYOTA AYGO) ส่วนอีก 2 คัน อวดตัวอยู่ในบูธของ ซีตรอง และ เปอโฌต์ ซึ่งอยู่ในฮอลล์ 6 โดยติดป้ายชื่อ ซีตรอง เซ เอิง (CITROEN C1) และ เปอโฌต์ 107 (PEUGEOT 107)


เป็นรถแบบเดียวกัน แต่หน้าตาไม่เหมือนกัน และมีรายละเอียดในหลายๆ จุดทั้งภายนอกและภายในตัวถังที่แตกต่างกัน ทั้ง 3 แบบใช้โรงงานซึ่งตั้งอยู่ในสาธารณรัฐเชคเป็นที่ผลิต เริ่มจำหน่ายในหลายประเทศของยุโรปตอนกลางปี โดยมีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ตัวถัง 3 และ 5 ประตูแฮทช์แบค ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 4 คน เป้าหมายการผลิตต่อปีที่ตั้งไว้ในตอนนั้น คือ โตโยตา 100,000 คัน ซีตรอง 100,000 คัน เปอโฌต์ 100,000 คัน รวม 300,000 คัน เมื่อเปรียบเทียบขนาดตัวถังกับรถที่มีขายในบ้านเรา ก็พบว่ามีอยู่เพียงแบบเดียวเท่านั้นเองที่พอจะเทียบเคียงกันได้ คือ ฮอนดา บรีโอ (HONDA BRIO) ซึ่งตัวถังยาวกว่ากันประมาณ 15.5 ซม. และกว้างกว่ากันประมาณ 6.5 ซม.


เวลา 9 ปี ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว และช่วงชีวิตของรถรุ่นแรกนี้ก็สิ้นสุดลง พร้อมกับการปรากฏตัวของรุ่นที่ 2 ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 84 ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น รถรุ่นที่ 2 ยังคงเป็นรถขนาดเล็กกระจิ๋วหลิวเหมือนรถรุ่นแรก ที่เปลี่ยนไปก็คือ รถที่ติดโลโก "สามวงรี" และติดโลโก "จ่าโท" ยังคงใช้ชื่อรุ่นเหมือนเดิม แต่รถที่ติดโลโก "สิงห์เผ่น" เปลี่ยนชื่อรุ่นจาก 107 เป็น 108


นิตยสารรถยนต์ชั้นนำฉบับหนึ่งของยุโรป อ้างแหล่งข่าววงในที่ล่วงรู้สายสนกลในของ โตโยตา ในยุโรปเป็นอย่างดี และรายงานข่าวว่า โตโยตา ซึ่งมีส่วนมากกว่าเพื่อนในการออกแบบและพัฒนารถรุ่นใหม่นี้ ใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการปรับปรุงสมรรถนะการขับขี่ ความประณีตของตัวถังทั้งภายนอก/ภายใน การประหยัดเชื้อเพลิง และการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากปลายท่อไอเสีย เป็นรถรุ่นใหม่ที่ไม่อาจเรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าใหม่ทั้งหมด เพราะอย่างน้อยทั้งพแลทฟอร์มและระบบรองรับล้วนยกชุดมาจากรถรุ่นเดิม นิตยสารฉบับดังกล่าวอ้างคำพูดของหัวหน้าทีมวิศวกรผู้ออกแบบ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นเจ้าของนาม คาซูฮิโกะ "เดวิด" เตราอิ (KAZUHIKO "DAVID" TERAI) ที่ยืนยันว่า ครึ่งบนของตัวถังเป็นส่วนที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ในขณะที่ร้อยละ 30 ของแชสซีส์ ซึ่งรวมทั้งเพลาหลังแบบคานบิดที่แข็งแรงกว่าเดิม สปริงขด/แดมเพอร์กระบอกที่ปรับปรุงใหม่ และเหล็กกันโคลงที่มีขนาดโตขึ้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ทำขึ้นใหม่เช่นกัน


นิตยสารฉบับดังกล่าวยังระบุด้วยว่าตัวถังส่วนบนของรถ 3 แบบ 3 ยี่ห้อนี้ เริ่มต้นขั้นตอนการออกแบบด้วยกระดาษที่ว่างเปล่า และต่างฝ่ายต่างออกแบบรายละเอียดขึ้นเอง เพื่อให้เกิดความแตกต่าง หากนำรถ 3 แบบ 3 ยี่ห้อนี้มาจอดเรียงกัน ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เหมือนกันเลย ตัวอย่างคือ ดวงโคมไฟหน้าและกันชนหน้า ที่แหวกแนวกว่าเขาเพื่อน คือ ผลงานของค่าย "จ่าโท" ที่เคลือบเสาค้ำยันหลังคาคู่หน้าและคู่กลางด้วยสีดำ ทำให้แผงหลังคาดูเหมือนกับลอยตัวอยู่ในอากาศ โดยไม่มีเสารองรับ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาโดยส่วนรวมก็น่าจะฟันธงได้ว่า ในส่วนของตัวถังภายนอก ผลงานของค่ายญี่ปุ่นดูจะดึงดูดความสนใจได้มากกว่าเพื่อน ด้วยมีจุดสะดุดตาสะดุดใจอยู่หลายจุด โดยเฉพาะส่วนหน้ารถที่ออกแบบเหมือนตัว X อย่างที่เห็นได้ชัดในภาพประกอบ


เช่นเดียวกับรถรุ่นแรก รถรุ่นใหม่นี้มีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค กับตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค และมีขนาดตัวถังแตกต่างกันไปเล็กน้อยในรถแต่ละยี่ห้อ กล่าวคือ โตโยตา อาอีโก มีตัวถังยาว 3.455 ม. กว้าง 1.615 ม. สูง 1.460 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.28-0.29 ซีตรอง เซ เอิง มีตัวถังยาว 3.466 ม. กว้าง 1.615 ม. สูง 1.460 ม. ส่วน เปอโฌต์ 108 มีตัวถังยาว 3.470 ม. กว้าง 1.620 ม. และสูง 1.460 ม. ที่พิเศษกว่ารถรุ่นแรกก็คือ ตัวถังทั้ง 2 แบบนี้ มีหลังคาให้เลือก 2 แบบ คือ หลังคาแข็งเหมือนรถแฮทช์แบคทั่วๆ ไป กับหลังคาเปิดประทุนแบบอ่อน ทำจากผ้าแฟบริค และเปิด/ปิดด้วยระบบกดปุ่ม


ที่แตกต่างกันไปบ้างเช่นกันในรถแต่ละยี่ห้อ ก็คือ สนนราคาค่าตัว การตกแต่ง/อุปกรณ์ เครื่องยนต์ และระบบเกียร์ กล่าวคือ


โตโยตา อาอีโก ซึ่งแบ่งอุปกรณ์และการตกแต่งเป็น 5 ระดับ กำกับด้วยรหัส X-PLAY/X-CITE/X-CLUSIVE/X-PURE/X-WAVE มีเครื่องยนต์เพียงขนาดเดียว คือ เครื่องเบนซิน DOHC 3 สูบเรียง 998 ซีซี 51 กิโลวัตต์/69 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ มีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย ต่ำกว่า 90-97 กรัม/กม.


ซีตรอง เซ เอิง ซึ่งแบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส LIVE/FEEL/SHINE และค่าตัวในฝรั่งเศสเริ่มต้นที่ 10,650 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 480,000 บาทไทย กับ เปอโฌต์ 108 ซึ่งแบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส ACCESS/ACTIVE/ALLURE และติดป้ายค่าตัวเริ่มต้นที่ 10,150 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 457,000 บาทไทย มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน DOHC 3 สูบเรียง 998 ซีซี 51 กิโลวัตต์/69 แรงม้า ซึ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 88-97 กรัม/กม. โดยเฉลี่ย กับเครื่องเบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 1,199 ซีซี 60 กิโลวัตต์/82 แรงม้า ซึ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 99 กรัม/กม. โดยเฉลี่ย ส่วนระบบเกียร์ก็มี 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ


ที่เหมือนกันกับรถรุ่นแรกก็คือ รถรุ่นใหม่ทั้ง 3 ยี่ห้อนี้ จะใช้โรงงานของ TOYOTA PEUGEOT CITROEN AUTOMOBILE CZECH (TPCA) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโคลิน (KOLIN) ในสาธารณรัฐเชคเป็นที่ผลิต โรงงานนี้เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2005 และปัจจุบันมีกำลังผลิต 300,000 คัน/ปี


TOYOTA AYGO

* ผลงานความร่วมมือของ โตโยตา/เปอโฌต์/ซีตรอง

* ตัวแทนของรถรุ่นแรกซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2005

* ตัวถัง 3/5 ประตูแฮทช์แบค ยาว 3.455 ม.

* เครื่องเบนซิน 3 สูบเรียง 998 ซีซี 69 แรงม้า

* ความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม.



CITROEN C1

* ผลงานความร่วมมือของ โตโยตา/เปอโฌต์/ซีตรอง

* ตัวถัง 3/5 ประตูแฮทช์แบค ยาว 3.466 ม.

* เครื่องเบนซิน 69 และ 82 แรงม้า

* อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 95-99 กรัม/กม.

* ค่าตัวในฝรั่งเศสเริ่มต้นที่ 10,650 ยูโร



PEUGEOT 108

* ผลงานความร่วมมือของ โตโยตา/เปอโฌต์/ซีตรอง

* ตัวถัง 3/5 ประตูแฮทช์แบค ยาว 3.470 ม.

* เครื่องเบนซิน 69 และ 82 แรงม้า

* อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 95-99 กรัม/กม.

* ค่าตัวในฝรั่งเศสเริ่มต้นที่ 10,150 ยูโร

คิดใหม่ทำใหม่พิสูจน์หัวใจคนรักการปฏิรูป


RENAULT

TWINGO

คนรักรถที่คุ้นเคยกับรถที่ซ่อนเครื่องยนต์ไว้ใต้ฝากระโปรงหน้า คงรู้สึกเหมือนถูกผีหลอก เมื่อเปิดฝากระโปรงของรถคันนี้แล้วพบว่า ตำแหน่งซึ่งควรจะเป็นที่ติดตั้งเครื่องยนต์กลับมีแต่ความว่างเปล่า รถคันที่ว่านี้ คือ เรอโนลต์ ทวิงโก (RENAULT TWINGO) ซึ่งผู้คนเพิ่งมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงจริงเป็นครั้งแรก ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา


ยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมนำรถขนาดเล็กกระจิ๋วหลิวติดป้ายชื่อ เรอโนลต์ ทวิงโก (RENAULT TWINGO) ออกอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ "ครั้งแรกในโลก" ที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสเมื่อเดือนกันยายน 1992 และต้นปีถัดมาก็นำรถออกสู่ตลาด รถรุ่นดังกล่าวซึ่งมีตัวถังเพียงแบบเดียว คือ ตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค ขนาด3.430x1.630x1.420 ม. และเป็นรถวางเครื่องหน้า/ขับเคลื่อนล้อหน้า อยู่ในตลาดยาวนานจนถึงฤดูร้อนของปี 2007 จึงถูกแทนที่ด้วยรถรุ่นที่ 2 ซึ่งก็เป็นรถวางเครื่องหน้า/ขับเคลื่อนล้อหน้าเช่นเดียวกัน รถรุ่นใหม่ซึ่งอยู่ในสายการผลิตจนถึงปี 2014 นี้มีขนาดตัวถังโตขึ้นเล็กน้อยในทุกมิติ คือ มีขนาด 3.600x1.655x1.470 ม. และยังมีตัวถังเพียงแบบเดียว คือ 3 ประตูแฮทช์แบค


รถที่กล่าวถึงในย่อหน้าแรกจึงนับเนื่องได้ว่าเป็น เรอโนลต์ ทวิงโก รุ่นที่ 3 ซึ่งจะยังไม่ออกตลาดจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ร่วงของปีม้าพยศ เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนในจิตวิญญาณแห่งการปฏิรูปของทีมวิศวกรผู้ออกแบบ ซึ่งมี CHRISTIAN STEYER เป็นผู้นำ เพราะนอกเหนือจากการเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวถังจาก 3 ประตูแฮทช์แบคเป็น 5 ประตูแฮทช์แบคแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถขนาดจิ๋วแบบใดๆ นั่นคือการเปลี่ยนระบบจากวางเครื่องหน้า/ขับเคลื่อนล้อหน้า เป็นวางเครื่องท้าย/ขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งโดยปกติจะได้พบก็แต่ในรถสปอร์ทสมรรถนะสูงเท่านั้น


ทีมงานผู้ออกแบบให้คำอธิบายว่า การย้ายเครื่องยนต์ไปอยู่ท้ายรถมีข้อได้เปรียบหลายข้อ รวมทั้งพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่เพิ่มขึ้น แม้ว่ารถรุ่นใหม่นี้มีตัวถังที่สั้นกว่ารถรุ่นเดิมถึง 10.0 ซม. คือ มีขนาดตัวถัง 3.590x1.640x1.550 ม. ส่วนข้อเสียก็มีอยู่เช่นกัน ตัวอย่าง คือเนื้อที่สำหรับบรรทุกสัมภาระที่ลดลง


รถรุ่นใหม่ซึ่งใช้ชิ้นส่วนหลายชิ้นร่วมกับรถ สมาร์ท ฟอร์โฟร์ (SMART FORFOUR) ที่จะเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ปารีสตอนปลายปีม้าพยศนี้ จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน DOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี 51 กิโลวัตต์/70 แรงม้า ที่เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ และมีทั้งแบบติดตั้งระบบ STOP&START ซึ่งช่วยประหยัดเชื้อเพลิงโดยการดับเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติเมื่อรถหยุดวิ่ง และแบบไม่ติด กับเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 3 สูบเรียง 898 ซีซี 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า ซึ่งพัฒนาจากเครื่องที่เคยใช้มาก่อนแล้วในรุ่นเดิม และมีคุณลักษณะด้านไอเสียตามมาตรฐาน EURO 6 ส่วนระบบเกียร์มีแบบเดียว คือ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ


RENAULT TWINGO

* รุ่นที่ 3 ของรถจิ๋วยอดนิยมเมืองน้ำหอม

* รถนาครวางเครื่องท้าย/ขับเคลื่อนล้อหลัง

* ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค ยาว 3.590 ม.

* เครื่องยนต์เบนซิน 70 และ 90 แรงม้า

* เริ่มจำหน่ายในยุโรปฤดูใบไม้ร่วงปีม้าพยศ


อีโคคาร์ติดป้ายชื่อสินค้าบแรนด์เนม

SEAT MII

BY MANGO

หากตั้งคำถามว่ารถเก๋งขนาดเล็กที่สุดที่ค่าย เซอัต (SEAT) ผลิตขายในปัจจุบัน คือ รถอะไร ? คำตอบจะเป็นอื่นไปไม่ได้หากไม่ใช่ เซอัต มีอี (SEAT MII) รถเล็กกระจิ๋วหลิวสายพันธุ์สเปนซึ่งเป็นคู่ฝาคู่แฝดกับรถร่วมเครืออีก 2 แบบ คือ โฟล์คสวาเกน อัพ ! (VOLKSWAGEN UP!) กับ สโกดา ซิทีโก (SKODA CITIGO)


ผู้ผลิตรถยนต์เมืองกระทิงซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่ โฟล์คสวาเกน เริ่มนำรถอนุกรมนี้ออกสู่โชว์รูมในสเปนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2011 โดยใช้โรงงานซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองบราติสลาวา (BRATISLAVA) ในประเทศสโลวะเกียเป็นที่ผลิต ปัจจุบันรถจิ๋วอนุกรมนี้มีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ตัวถัง 3 และ 5 ประตูแฮทช์แบค ซึ่งมีขนาดตัวถังเท่ากันในทุกมิติ คือ ยาว 3.557 ม. กว้าง 1.641 ม. สูง 1.478 ม. แบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส REFERENCE/STYLE/ECOMOTIVE มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือเครื่องเบนซิน DOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า กับเครื่องเบนซิน DOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าก็มีให้เลือก 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ สนนราคาค่าตัวที่ซื้อขายกันในเมืองกระทิงนับว่าย่อมเยามาก คือ เริ่มต้นที่ระดับ 7,170 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 323,000 บาทไทยเท่านั้นเอง


ที่กำลังอวดโฉมอยู่ในขณะนี้เป็นรถรุ่นพิเศษ เพิ่งอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานแสดงแฟชันแห่งเมืองบาร์เซโลนา (080 BARCELONA FASHION SHOW) เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา พร้อมกับป้ายชื่อ เซอัต มีอี บาย แมงโก (SEAT MII BY MANGO) เห็นชื่อแล้วอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นรถที่ทำขึ้นสำหรับผู้นิยมชมชอบรสชาติของมะม่วง หากเป็นรถที่ออกแบบตกแต่งรายละเอียดทั้งภายนอกและภายในตัวถังโดยสำนัก MANGO บแรนด์เนมชื่อดังของเมืองกระทิง


เป็นรถที่เคลือบตัวถังด้วยสีครีม GLAM BEIGE และสีดำ DEEP BLACK ติดตั้งกระทะล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วสีเทาเข้ม DARK GREY และกระจกมองข้างสีเทา ATOM GREY มีตัวอักษร MII BY MANGO ติดอยู่ที่ด้านซ้ายของประตูบานหลังและเสาคู่กลาง ส่วนภายในห้องโดยสารที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 4 คน ก็มีรายละเอียดมากมายที่ผิดแผกไปจากรถรุ่นสามัญ ตัวอย่างเช่น เก้าอี้ที่นั่งทุกตัวหุ้มด้วยหนังแท้ย้อมสีครีมของ ALCANTARA พวงมาลัยปุ่มคันเกียร์ และคันห้ามล้อมือหุ้มด้วยหนังแท้สีครีมและสีดำ มีตัวอักษร MII BY MANGO ติดอยู่ตรงส่วนล่างของเบาะรองรับศีรษะ ฯลฯ


ส่วนเครื่องยนต์กลไกรวมทั้งระบบเกียร์ไม่มีอะไรแตกต่างจากรถรุ่นสามัญที่กล่าวไปแล้วข้างต้น คือ มีเครื่องยนต์ 2 ขนาด (44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า และ 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า) มีระบบเกียร์ 2 แบบ (ธรรมดา/อัตโนมัติ 5 จังหวะ)


มีกำหนดออกตลาดในฤดูร้อนของปีม้าพยศนี้ น่าเสียดายที่ขณะรายงานข่าวยังไม่มีการประกาศตัวเลขค่าตัว จึงไม่ทราบว่าคนรักรถที่นิยมชมชอบสินค้าบแรนด์เนมต้องจ่ายเงินเพิ่มกี่มากน้อย เมื่อเทียบกับการซื้อรถรุ่นธรรมดาสามัญที่ไม่ติดป้ายชื่อ MII BY MANGO


SEAT MII BY MANGO

* ผลงานจากความร่วมมือกับบแรนด์เนม MANGO

* ตัวถังมีสีเดียว คือ สีครีม GLAM BEIGE คาดสีดำ

* เครื่องยนต์เบนซิน 60 และ 75 แรงม้า

* เกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 5 จังหวะ

* เริ่มจำหน่ายในเมืองกระทิงดุฤดูร้อนปี 2014


ลูกเล่นลวดลายของค่ายสายฟ้า

OPEL

ADAM

ROCKS

ในหลายประเทศของทวีปยุโรป ยอดขายของรถถิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์กำลังเบ่งบูมระเบิดระเบ้อ โดยเฉพาะรถขนาดเล็กและขนาดเล็กจิ๋ว จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอะไร เมื่อค่าย "สายฟ้า" นำรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กที่สุดในสายการผลิต คือ โอเพล อดัม (OPEL ADAM) มาดัดแปลง/พัฒนาเป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดจิ๋ว แล้วนำออกอวดตัวแบบ "ครั้งแรกในโลก" ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมกับป้ายชื่อ โอเพล อดัม รอคส์ (OPEL ADAM ROCKS) และคำยืนยันว่า เดือนสิงหาคมของปีม้าพยศจะเริ่มการผลิตรถแบบนี้ ที่โรงงานซึ่งอยู่ในเมืองไอเซนัค (EISENACH) ของเยอรมนี


เป็น MINI-CROSSOVER SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ที่มีตัวถังยาวเพียง 3.740 ม. เป็นตัวถังประตูข้าง 2 บานที่ออกแบบให้นั่งกันเพียง 4 คน และมีหลังคาที่น่าจะโดนใจคนรักธรรมชาติที่ชื่นชอบการขับรถกินลมชมวิว เพราะเป็นหลังคาอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า SWING TOP CANVAS ROOF เป็นประทุนหลังคาแบบอ่อนทำจากผ้าใบ และเปิด/ปิดด้วยการกดปุ่มที่ติดตั้งอยู่เหนือศีรษะของผู้ขับ หลังการกดปุ่มประทุนหลังคาที่ว่านี้จะเลื่อนตัวไปพับรวมอยู่ตรงเสาคู่หลังภายในเวลาเพียง 5 วินาที เป็นประทุนที่มีสีให้เลือก 3 สี คือ สีดำ สีน้ำตาลเข้ม SWEET SUGAR และสีน้ำตาลอ่อน LIGHT OAK


แม้เป็นรถขนาดจิ๋วและค่าตัวไม่แพงนัก แต่ก็เพียบไปด้วยเทคโนโลยีทันยุคทันสมัย รวมทั้งระบบ HAND-FREE PARK ASSIST ซึ่งช่วยจอดรถโดยอัตโนมัติ และระบบสื่อสารเริงรมย์ INTELLILINK INFOTAINMENT SYSTEM ที่ผนวกระบบ ANDROID และ APPLE IOS SMARTPHONE เข้าไว้ด้วยกัน


ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้ขับล้อคู่หน้า เป็นเครื่องยนต์ที่ค่ายนี้เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรถแบบนี้ คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 3 สูบเรียง ความจุ 1.0 ลิตร ที่ปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือ แบบให้กำลังสูงสุด 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า กับแบบให้กำลังสูงสุด 85 กิโลวัตต์/115 แรงม้า ทั้ง 2 แบบมีคุณลักษณะด้านไอเสียเป็นไปตามมาตรฐาน EURO 6 ส่วนระบบเกียร์มีแบบเดียว คือ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ


OPEL ADAM ROCKS

* เอสยูวี ขนาดจิ๋วที่พัฒนาจากรถแฮทช์แบค OPEL ADAM

* ตัวถัง 3 ประตู 4 ที่นั่ง ยาว 3.740 ม.

* ประทุนหลังคาแบบอ่อน เปิด/ปิด โดยการกดปุ่ม

* เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 90/115 แรงม้า

* จะเริ่มจำหน่ายในเยอรมนีตอนต้นฤดูร้อนของปีม้าพยศ


แฮทช์แบคจิ๋วค่ายสี่ห่วง...เรี่ยวแรงดีเพราะมีเทอร์โบ

AUDI S1

SPORTBACK

ค่าย "สี่ห่วง" ซึ่งธุรกิจกำลังวิ่งฉิว เอาอกเอาใจคนรักรถที่นิยมชมชอบรถเล็กแต่เร็วและร้อนแรง ด้วยรถโมเดลใหม่เอี่ยมแกะกล่อง คือ เอาดี เอส 1 สปอร์ทแบค (AUDI S1 SPORTBACK) ซึ่งเพิ่งอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ "ครั้งแรกในโลก" ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมคำประกาศยืนยันว่า มีกำหนดออกโชว์รูมในไตรมาส 2 ของปีม้าพยศ พร้อมกับป้ายค่าตัวซึ่งจะเริ่มต้นที่ระดับ 30,800 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 1,386,000 บาทไทย


ทำนองเดียวกันกับรถสี่ห่วงรหัส S แบบอื่นๆ รถโมเดลนี้เป็นรถแรงและเร็วโมเดลหัวกะทิ ที่พัฒนาจากรถ AUDI A1 SPORTBACK รุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นรถรุ่นแรกและเริ่มจำหน่ายในเมืองเบียร์เมื่อต้นปี 2012 ตัวถังยาว 3.975 ม. กว้าง 1.746 ม. และสูง 1.423 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.34 และมีห้องโดยสารที่ตั้งใจให้นั่งกันเพียง 4 คน ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในหลายๆ จุดเพื่อให้เปลี่ยนสภาพรถแฮทช์แบคขนาดจิ๋วที่มีสมรรถนะน้องๆ รถสปอร์ท จุดที่น่าจะกล่าวถึงก็คือ การปรับปรุงระบบรองรับ (กันสะเทือน) ทั้งชุดหน้า และชุดหลัง การปรับปรุงระบบพวงมาลัย ELECTRO-MECHANICAL STEERING SYSTEM ให้ทำงานได้แม่นยำยิ่งขึ้น และการเพิ่มขนาดล้อเป็น 17 นิ้ว


อย่างไรก็ตาม หัวใจของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ที่ค่าย "สี่ห่วง" นำมาติดตั้งในรถโมเดลนี้ รวมทั้งรถอีกโมเดลที่เปิดตัวพร้อมๆ กัน คือ เอาดี เอส 1 (AUDI S1) ซึ่งเป็นรถ 3 ประตูแฮทช์แบค เป็นเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,984 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุดสูงถึง 170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า และให้แรงบิดสูงสุดสูงถึง 370 นิวตัน-เมตร/37.8 กก.-ม. ที่ 1,600-3,000 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังผ่านระบบขับทุกล้อแบบใช้คลัทช์หลายแผ่น (MULTI-PLATE-CLUTCH FOUR-WHEEL DRIVE SYSTEM) เป็นเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 จังหวะ


สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของผู้ผลิต อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 5.9 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย จุดที่สมควรยกนิ้วให้และน่าจะถูกใจคนรักสีเขียวคือเป็นรถเร็วและแรงที่ไม่หิวเชื้อเพลิงและไม่เป็นศัตรูร้ายของสิ่งแวดล้อม มีค่าความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 7.1 ลิตร/100 กม.หรือ 14.1 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากปลายท่อไอเสียมีค่าเฉลี่ยที่ไม่หนักหนาสาหัสเกินทน คือ แค่ 166 กรัม/กม.


ในเมืองแม่ คือ เยอรมนีจะมีสีตัวถังให้เลือกรวม 9 สี คือ สีดำ BRILLIANT BLACK ซึ่งไม่ต้องเพิ่มค่าตัว กับ สีเหลือง VEGAS YELLOW ซึ่งต้องเพิ่มค่าตัว 1,230 ยูโร และ สีเงิน FOIL SILVER METALLIC สีขาว GLACIER WHITE METALLIC สีดำ MYTH BLACK METALLIC สีน้ำเงิน SCUBA BLUE METALLIC สีเทา DAYTONA GRAY สีแดง MISANO RED สีฟ้า SEPANG BLUE ซึ่งต้องเพิ่มค่าตัว 480 ยูโร ส่วนสีหลังคามีให้เลือก 2 แบบ คือ สีเดียวกับตัวถัง กับสีดำ BRILLIANT BLACK


AUDI S1 SPORTBACK

* รถแรงและเร็วในตัวถัง 3.975x1.746x1.423 ม.

* เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง 1,984 ซีซี 231 แรงม้า

* อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 5.9 วินาที

* ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.

* ค่าตัวในเยอรมนีเริ่มต้นที่ 30,800 ยูโร


ปรับรูปโฉมโนมพรรณเพื่อดันยอดขาย

VOLKSWAGEN

POLO

ปิด "ระเบียงรถใหม่" ในเดือนที่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่า ประเทศสยามซึ่งเคยนามประเทืองว่าเมืองทอง ตะเกียกตะกายลอยตัวพ้นน้ำเน่าได้แล้ว หรือยังจมปลักอยู่ในโคลนตมของความขัดแย้ง ด้วยรถจิ๋วซึ่งก็เพิ่งปรากฏตัวแบบ "ครั้งแรกในโลก" ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเช่นกัน


ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์เริ่มนำรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดจิ๋วติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน โพโล (VOLKSWAGEN POLO) ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1975 และในช่วงเวลาเกือบ 4 ทศวรรษหลังจากนั้นได้เปลี่ยนรุ่นรถอนุกรมนี้ไปแล้วรวม 4 ครั้ง ในปี 1981, 1994, 2002 และ 2009 ส่วนรถรุ่นใหม่ที่กำลังอวดโฉมอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่รถรุ่นใหม่แท้อีกรุ่นหนึ่ง แต่เป็นรถรุ่นที่ 5 ซึ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ "ยกหน้า" และคงจะอยู่ในสายการผลิตต่อไปไม่น้อยกว่า 2 ปี ก่อนมีรถรุ่นที่ 6 มาแทนที่


การปรับปรุงแบบ "ยกหน้า" ที่กล่าวนี้ สรุปได้อย่างย่นย่อว่า มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งในส่วนของเครื่องยนต์กลไก รายละเอียดของตัวถังภายนอก อุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร และการเพิ่มเติมระบบช่วยผู้ขับในการบังคับขับขี่ ที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า DRIVER ASSISTANCE SYSTEM การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวงที่ว่านี้ ส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อขนาดของตัวถัง ซึ่งมีทั้งแบบ 3 ประตูแฮทช์แบค และแบบ 5 ประตูแฮทช์แบค คือ ขนาดความยาวเปลี่ยนจาก 3.970 เป็น 3.972 ม. ความกว้าง 1.682 ม. เท่าเดิม และความสูงลดลงนิดหน่อย คือ จาก 1.462 เป็น 1.453 ม.


ในส่วนของตัวถังภายนอก ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด คือ กันชนหน้าและแผงกระจังหน้าที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด กับกันชนท้ายและดวงโคมไฟท้ายที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ไม่มาก ส่วนภายในห้องโดยสาร เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มคุณภาพของอุปกรณ์หลายชิ้น รวมทั้งพวงมาลัยแบบ 3 แฉก และคอนโซลกลาง ด้านระบบและอุปกรณ์ช่วยการบังคับขับขี่ ก็มีทั้งการติดตั้งกล้องมองด้านหลังเพื่อช่วยในการจอดรถ ระบบเตือนเมื่อผู้ขับเกิดอาการเหนื่อยล้าหรือง่วงเหงาหาวนอน และระบบห้ามล้อฉุกเฉินเพื่อป้องกันการชนซึ่งจะทำงานขณะใช้ความเร็วต่ำกว่า 30 กม./ชม.


ในส่วนของเครื่องยนต์ซึ่งมีทั้งการปรับปรุงเครื่องเดิมและการเพิ่มเครื่องใหม่ สรุปได้ว่ารถรุ่นใหม่นี้มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 6 ขนาด แยกเป็นเครื่องเบนซิน 4 ขนาด คือ เครื่อง DOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า เครื่อง DOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า เครื่องเทอร์โบฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,197 ซีซี 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า และเครื่องเทอร์โบฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,197 ซีซี 81 กิโลวัตต์/110 แรงม้า กับเป็นเครื่องดีเซล 2 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบฉีดตรง DOHC 3 สูบเรียง 1,422 ซีซี 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า และเครื่องเทอร์โบฉีดตรง DOHC 3 สูบเรียง 1,422 ซีซี 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์มี 3 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 หรือ 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ


VOLKSWAGEN POLO

* เป็นรถรุ่นที่ 5 ซึ่งผ่านการปรับปรุงแบบ "ยกหน้า"

* ตัวถัง 3 และ 5 ประตูแฮทช์แบค ยาว 3.975 ม.

* เครื่องยนต์เบนซิน 4 ขนาด 60-110 แรงม้า

* เครื่องยนต์ดีเซล 2 ขนาด 75-90 แรงม้า

* ค่าตัวในเยอรมนีเริ่มต้นที่ 12,450 ยูโร
------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา formula@autoinfo.co.th
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร formula ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2557
คอลัมน์ รถใหม่
อัพเดทล่าสุด
24 Nov 2020

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Price (THB)
1.
5.9-7.4 แสน
2.
5.7-8.3 แสน
3.
6.0-6.4 แสน
4.
1.9-2.1 ล้าน
5.
4.4-4.9 ล้าน
6.
2.3 ล้าน
7.
2.2-2.6 ล้าน
8.
2.0-2.3 ล้าน
9.
2.9-4.3 ล้าน
10.
3.9-4.5 ล้าน
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
Body Type
  • COUPE
  • ESTATE
  • HATCH
  • MPV
  • PICKUP
  • SALOON
  • SPORT
  • SUV
  • VAN
  • ALL
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ