เจาะลึก บีเอมดับเบิลยู ไอ 3 รถยนต์เพื่ออนาคต


การที่จะเรียกรถยนต์ซักคันหนึ่งว่า "รถยนต์เพื่ออนาคต" นั้น ต้องดูลึกมากไปกว่าหน้าตา และเทคโนโลยีที่อัดแน่นตามสมัยนิยม โดยต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต และผลกระทบต่อโลก ตลอดช่วงชีวิตของรถยนต์คันนั้นด้วย มีรถยนต์คันหนึ่งซึ่งตอบโจทย์การพัฒนารถยนต์เพื่ออนาคตได้เป็นอย่างดี นั่นคือ บีเอมดับเบิลยู อนุกรม “ไอ” ที่การออกแบบเพื่อชีวิตในมหานครแห่งอนาคต


การถือกำเนิดของ บีเอมดับเบิลยู อนุกรม ไอ คือ การตอบรับกับการเกิดขึ้นของกฎหมายควบคุมการบริโภคเชื้อเพลิงของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดให้ "ภาพรวม" ของรถยนต์ในแต่ละค่าย ต้องบริโภคเชื้อเพลิงเฉลี่ยไม่เกิน 6.63 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 15 กม./ลิตร ภายในปี 2016 ดังนั้นเพื่อที่จะยังคงสามารถผลิตรถยนต์สมถรรนะสูง ซึ่งเป็นเสมือนเอกลักษณ์ของบแรนด์ไว้ได้ จึงจำเป็นต้องหาทางเฉลี่ยยอดรวมของอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงลง และคำตอบนั้นก็คือ รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบอย่าง ไอ 3 และ ไฮบริด สปอร์ท อย่าง ไอ 8


นอกจากนั้น บีเอมดับเบิลยู ยังได้ออกรถยนต์อนุกรม ไฮบริด "แอคทีฟไฮบริด" ที่มีสมรรถนะสูง แต่ประหยัดเชิ้อเพลิงออกมาหลายรุ่น แต่ที่ถือเป็นรถยนต์ "เพื่อ" อนาคตอย่างแท้จริง คือ รุ่น ไอ 3 รถยนต์ไฟฟ้าแบบพรีเมียม ที่ผลิตในเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบคันแรกของโลกนั่นเอง


รถยนต์ในอนุกรม ไอ ผลิตขึ้นที่โรงงานพิเศษของ บีเอมดับเบิลยู ในเมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมนี กระบวนการผลิตก็ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเป็นโรงงานที่ใช้พลังงานต่ำ และเป็นพลังงานสะอาดเสียด้วย นั่นก็คือ ใช้พลังงานลมเป็นหลัก ผลที่ได้ คือ เป็นโรงงานที่ใช้พลังงานน้อยกว่าโรงงานอื่นๆ ของ บีเอมดับเบิลยู (ที่นับว่ามีประสิทธิภาพสูงอยู่แล้ว) กว่า 50 % และยังเป็นโรงงานประกอบรถยนต์แห่งแรกในเยอรมนี ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานลม ได้จากกังหันลมที่ติดตั้งในโรงงานเป็นหลัก


ส่วนชิ้นส่วนพลาสติคเสริมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP หรือ CARBON FIBER REINFORCED PLASTIC) ทำขึ้นที่โรงงานในรัฐวอชิงทัน สหรัฐอเมริกา โดยใช้พลังงานหลักจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เนื่องจากการผลิตชิ้นส่วนจากคาร์บอนไฟเบอร์ ต้องใช้ความร้อนจากพลังงานไฟฟ้าในการอบเพื่อให้คงรูป ดังนั้นจึงเลือกโรงงานที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากกระแสน้ำในรัฐวอชิงทัน ที่นอกจากจะเป็นพลังงานสะอาด ยังมีค่าไฟต่ำว่าที่เยอรมนี ถึง 7 เท่า เรียกได้ว่า ประหยัด และสะอาดกันตั้งแต่เกิด


ไอ 3 เป็นรถยนต์ที่ผลิตในเชิงพาณิชย์เป็นจำนวนมาก คันแรกที่ใช้ตัวถังที่สร้างขึ้นจากพลาสติคเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ โดยโครงสร้างหลักที่ใช้ก็คือ ส่วนของโครงห้องโดยสาร ตามสถาปัตยกรรม LIFEDRIVE ของ บีเอมดับเบิลยู ซึ่งแนวคิดนี้จะว่าไปก็คล้ายคลึงกับระบบแชสซีส์ของรถกระบะที่เราคุ้นเคย แต่ต่างกันตรงที่รูปแบบ โดยมีการแบ่งรถออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ส่วน “LIFE” หรือส่วน “ชีวิต” ได้แก่ ห้องโดยสารที่ทำขึ้นจากพลาสติคเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ น้ำหนักเบา แต่แข็งแกร่ง รองรับการชนได้ทัดเทียมกับห้องโดยสารที่มีโครงสร้างจากโลหะ และด้วยความแข็งแกร่งของวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้สามารถออกแบบประตูบานหน้าและบานหลังเปิดออกจากกันได้ (COACH DOOR) โดยไม่จำเป็นต้องมีเสาค้ำตรงกลางอีกด้วย


ห้องโดยสาร LIFE วางอยู่เหนือส่วน “DRIVE” หรือภาคขับเคลื่อน สร้างขึ้นจากอลูมิเนียม อันเป็นจุดที่ออกแบบให้รองรับเซลล์แบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง และระบบช่วงล่างทั้งหมด ซึ่งการรวมกันนี้ ช่วยทำให้ บีเอมดับเบิลยู ไอ 3 มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำกว่ารูปทรงที่เห็น และยังมีน้ำหนักเบากว่ารถไฟฟ้าที่ใช้โครงสร้างเหมือนรถยนต์ทั่วไป โดยมีน้ำหนักเพียง 1,195 กก. เท่านั้น


ปัญหาหนึ่งจากการใช้ สถาปัตกรรม LIFEDRIVE ทำให้รถมีความสูงมากกว่าปกติ แต่นักออกแบบของ บีเอมดับเบิลยู ได้สร้างสรรค์รูปแบบการแก้ปัญหาที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้น นั่นคือ การเน้นแถบสีดำ อันเกิดจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ มาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ และประสานเข้ากับการออกแบบกระจกหน้าต่างที่มีความกว้างมากเป็นพิเศษ โดยทั้ง 2 ส่วนนี้ประสานเข้าหากันได้อย่างลงตัวด้วยรูปแบบที่เรียกว่า “เข็มขัดสายดำ” หรือ BLACK BELT ที่เชื่อมต่อฝากระโปรงหน้าคาร์บอนไฟเบอร์เข้ากับกระจกหน้าต่าง และไหลไปสู่ด้านท้ายรถอย่างมีจังหวะจะโคน งดงามราวกับสายน้ำในธรรมชาติ นอกจากจะช่วยลดทอนความสูงของตัวรถได้แล้ว ยังทำให้รถทรงกล่องอย่าง ไอ 3 ดูเบาลงอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย


บีเอมดับเบิลยู เข้าใจดีว่าความกังวลของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ใด และจากการเก็บข้อมูลการขับขี่รถไฟฟ้าต้นแบบหลายคันที่ได้จาก อาสาสมัครกว่า 1,000 คน เป็นระยะทางรวมกว่า 20 ล้านกม. พบว่าคนส่วนใหญ่ใช้งานรถยนต์เฉลี่ยวันหนึ่งราว 45 กม. ทำให้ได้มาซึ่ง รถยนต์ที่มีความจุแบทเตอรีขนาดเพียงพอกับการเดินทาง 130-160 กม. (ขึ้นอยู่กับพโรแกรมการขับขี่ที่เลือกใช้) จึงทำให้ไม่ต้องชาร์จไฟทุกวัน ส่วนใหญ่สามารถจะรองรับการเดินทาง 2-3 วัน/การชาร์จไฟ 1 ครั้ง สำหรับเรื่องการชาร์จไฟ บีเอมดับเบิลยู ไอ 3 รองรับการชาร์จไฟเข้าแบทเตอรีได้ 3 รูปแบบ ด้วยกัน ได้แก่ เสียบกับปลั๊กไฟบ้านได้เลย (ใช้เวลาเยอะ) เสียบเข้ากับระบบจ่ายไฟของ บีเอมดับเบิลยู ที่เรียกว่า I WALLBOX PURE ซึ่งออกแบบมาให้จ่ายไฟกระแสสลับ โดยจะชาร์จไฟจาก 0-80 % ของความจุ ภายใน 3 ชม. และสามารถใช้กับระบบชาร์จเร่งด่วนแบบกระแสตรงของสาธารณะ ซึ่งมีใช้ในยุโรปแล้ว โดยสามารถชาร์จไปจาก 0-80 % ภายในไม่เกินครึ่งชม. (แต่ไม่แนะนำให้ทำบ่อย เพราะแบทเตอรีจะเสื่อมเร็ว)


นอกจากนี้ บีเอมดับเบิลยู ยังได้พัฒนาฐานข้อมูลของเครือข่ายการจ่ายไฟ ทำให้เราสามารถรู้ได้ว่ารอบๆ รัศมีของรถเรามีจุดใดบ้างที่สามารถให้บริการเติมไฟฟ้าได้ รวมทั้งการทำงานร่วมกับระบบดาวเทียม สามารถค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมในการเดินทางเพื่อความประหยัด และยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่โดยอัตโนมัติ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าพลังงานของแบทเตอรีจะมีเพียงพอให้คุณสามารถเดินทางถึงจุดหมายที่วางไว้ หรือหากเกิดไฟหมดกะทันหัน บีเอมดับเบิลยู ก็เตรียมรถพร้อมเครื่องชาร์จไฟไว้บริการ ซึ่งเพียงพอที่จะพา บีเอมดับเบิลยู ไอ 3 เดินทางไปยังจุดจ่ายไฟที่ใกล้ที่สุดได้


แต่หากคุณกังวลว่า รถจะไฟหมดในที่ซึ่งอาจจะไม่มีเครือข่ายการจ่ายไฟฟ้า คุณสามารถเลือกออพชันเสริม เพิ่มเงินอีกราว 4 พันยูโร หรือประมาณ 160,000 บาท เพื่อติดตั้งระบบเรนจ์เอกซ์เทนเดอร์ หรือเครื่องปั่นไฟ ใช้เชื้อเพลิงเบนซิน ที่มีชื่อย่อว่า REX ระบบนี้ ใช้เครื่องยนต์ 2 กระบอกสูบ ความจุ 647 ซีซี ขนาด 34 แรงม้า อันเป็นเครื่องที่ได้มาจากจักรยานยนต์รุ่น ซี 650 จีที ที่เป็นสกูเตอร์ขนาดใหญ่ของ บีเอมดับเบิลยู นั่นเอง โดยระบบนี้จะทำงานที่รอบคงที่ เพื่อใช้ปั่นไฟเพียงอย่างเดียว ไม่ส่งกำลังมาที่ล้อแต่อย่างใด โดยหากใช้ระบบอาร์อีเอกซ์ นี้จะมีถังน้ำมันขนาด 9 ลิตร ติดมาด้วย ซึ่งจะสามารถขยายระยะการเดินทางได้ถึง 1 เท่าตัว คือ เดินทางได้ถึง 320 กม. เลยทีเดียว หากเลือกออพชันนี้ น้ำหนักรถจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 100 กก. เท่านั้น แม้ บีเอมดับเบิลยู จะชี้แจงว่า ระบบนี้ไม่ได้ตั้งเป้าให้เป็นอุปกรณ์เพื่อเดินทางไกล แต่เป็นเพียงอุปกรณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แต่ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นออพชันที่คนให้ความสนใจไม่น้อย เพราะอุ่นใจแน่นอน แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของ ไอ 3 แล้วต้องการที่จะเดินทางไกล บีเอมดับเบิลยู เองก็ได้เตรียมรถยนต์ชนิดที่เหมาะสมกับการเดินทางไกลรองรับไว้อีกด้วย โดยลูกค้าสามารถยืมได้ตามเวลาที่ตกลงกันไว้ เรียกว่า คิดเผื่อเอาไว้หมดแล้วจริงๆ


สำหรับท่านที่ยังคลางแคลงใจว่า รถไฟฟ้าจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ทัดเทียมกับรถยนต์ที่ใช้พลังงานชนิดอื่นๆ ได้หรือ ก็ต้องบอกว่า ไม่มีปัญหา ด้วยการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 170 แรงม้า และให้แรงบิดสูงถึง 25.5 กก.-ม. จึงสามารถทำอัตราเร่ง 0-60 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.7 วินาที และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.2 วินาที โดยความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 150 กม./ชม. และแน่นอนว่าการที่ บีเอมดับเบิลยู ไอ 3 เป็นรถไฟฟ้า จึงมีการส่งถ่ายพลังขับเคลื่อนผ่านเกียร์เดินหน้าและถอยหลัง อย่างละ 1 จังหวะ เท่านั้น และแน่นอนว่าไม่มีเรื่องของรอยต่อการเปลี่ยนอัตราทดเกียร์มากวนใจอย่างแน่นอน โดยการขับเคลื่อนเรียบเนียนตลอดเหมือนรถบังคับวิทยุ นอกจากนั้นยังนำเสนอรูปแบบเกียร์ใหม่ที่ตรงกับความคิดของคนอีกมาก คือ คันเกียร์ที่มีสัญลักษณ์เดินหน้า หรือ D นั้น ต้อง “ดันไปข้างหน้า” แล้วหากต้องการถอยหลัง ก็ให้ “ดึงคันเกียร์มาข้างหลัง” ที่สัญลักษณ์ R ดูแล้วเข้าใจง่ายกว่ากันเยอะเลย


สำหรับรถยนต์ที่เน้นเรื่องความประหยัด นอกจากเรื่องของน้ำหนักตัวแล้ว เรื่องของแรงเสียดทานก็ถือเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ดังนั้น บีเอมดับเบิลยู ไอ 3 จึงได้เลือกใช้ยางขนาด 155/70 R 19 ซึ่งเป็นยางขนาดพิเศษ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อ ไอ 3 โดยมีการออกแบบให้มีหน้าแคบ เพื่อลดแรงเสียดทานจากความฝืดของพื้นผิว พร้อมเนื้อยางสูตรพิเศษที่ช่วยให้ลดอัตราการบริโภคได้อย่างน่าพอใจ


อีกจุดหนึ่งซึ่งจะขาดไปไม่ได้ คือ การออกแบบห้องโดยสาร แม้ว่าจะมีการใช้องค์ประกอบต่างๆ ร่วมกับรถรุ่นอื่นๆ ในค่าย แต่ภายในห้องโดยสารของ ไอ 3 นั้น ได้รับการออกแบบให้มีความโปร่งเบากว่า ด้วยการทำให้ห้องโดยสารสว่างสดใส จากบานกระจกขนาดใหญ่ รวมถึงใช้เส้นสายที่ “ไหล” และ “ซ้อนทับ” กันเป็นชั้นๆ ซึ่งแตกต่างจากห้องโดยสารที่ดูหนักแน่นของรถรุ่นสามัญของ บีเอมดับเบิลยู


นอกจากนี้ วัสดุที่ใช้ในห้องโดยสาร ยังคงไว้ซึ่งแนวคิดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นั่นคือ ใช้วัสดุทีได้จาก ป่าปลูก หรือ สร้างขึ้นโดยมีผลกระทบต่อธรรมชาติต่ำ อาทิ หนังสัตว์ที่ใช้นั้น ทำการฟอกด้วยสารธรรมชาติ อย่างการหมักใบมะกอก และไม้ที่ใช้ในรถก็ได้มาจากไม้เนื้ออ่อนโตเร็ว อย่างยูคาลิพทัส ที่ได้มามาจากป่าปลูก ส่วนพลาสติคที่ใช้ก็จะผลิตจากพลาสติครีไซเคิลอีกด้วย


บีเอมดับเบิลยู ไอ 3 นำเสนอต้นแบบของการผลิตและการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ราคาในต่างประเทศเริ่มต้นที่ ล้านกลางๆ เท่านั้น สำหรับรถยนต์ “เพื่อ” อนาคต ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรบ้านเราจะได้ใช้กับเขาจริงๆ จังๆ บ้าง
------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ formula@autoinfo.co.th
นิตยสาร formula ฉบับเดือน มกราคม ปี 2557
คอลัมน์ เทคนิค
อัพเดทล่าสุด
7 Apr 2021

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Price (THB)
1.
6.6-10.1 ล้าน
2.
2.2-2.7 ล้าน
3.
2.6-4.7 ล้าน
4.
2.2 ล้าน
5.
21.5 ล้าน
6.
2.5 ล้าน
7.
0.7-1.0 ล้าน
8.
6.3-9.4 ล้าน
9.
4.6-6.0 ล้าน
10.
0.7-1.2 ล้าน
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
Body Type
  • COUPE
  • ESTATE
  • HATCH
  • MPV
  • PICKUP
  • SALOON
  • SPORT
  • SUV
  • VAN
  • ALL
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ