ซูเพอร์สปอร์ทคาร์พลังไฟฟ้า


ซูเพอร์สปอร์ทคาร์พลังไฟฟ้า

JAGUAR C-X75

ย้อนหลังไปในฉบับเดือนตุลาคม 2553 "ระเบียงรถใหม่" นำเสนอเรื่องราวของรถไฟฟ้ารวม 9 แบบ 9 คัน มีทั้งรถสัญชาติอเมริกัน รถสัญชาติยุโรป และรถสัญชาติญี่ปุ่น มีทั้งรถที่ออกขาย หรือให้เช่าแล้ว และที่ยังเป็นเพียงรถแนวคิด ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า ? จึงจะมีขาย


ไม่กี่วันหลังจาก "ฟอร์มูลา" ฉบับดังกล่าววางตลาด ก็ได้รับจดหมายอีเลคทรอนิคจากผู้อ่านท่านหนึ่งสอบถามไปหลายเรื่อง และลงท้ายว่า คนไทยจะได้ใช้รถไฟฟ้ากับเขาหรือเปล่า ?


ตอบไปตามประสาคนที่คลุกคลีกับเรื่องรถเรื่องเรือมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษว่า คนไทยขับรถไฟฟ้ากันมานมนานแล้ว เห็นได้ที่สนามกอล์ฟหลายแห่ง แต่รถไฟฟ้าที่ใช้งานกันอย่างจริงๆ จังๆ ตามท้องถนนทั่วไปยังไม่เคยเห็น ในอดีต ปัญหาสำคัญของรถไฟฟ้าอย่างที่กล่าวข้างต้น คือ แบทเตอรีแบบกรดตะกั่วที่หนัก และใหญ่เทอะทะ เมื่อเอาแบทเตอรีประเภทนี้มาใช้ในรถเก๋งทั่วๆ ไปก็แทบจะไม่เหลือที่ให้คนนั่ง ปัจจุบันมีการพัฒนาแบทเตอรีแบบใหม่ๆ ที่เบาและมีขนาดเล็กลง รวมทั้งมี FUEL CELL หรือ "เซลล์เชื้อเพลิง" ที่ได้พลังงานไฟฟ้าจากปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างไฮโดรเจนกับออกซิเจน อนาคตของรถไฟฟ้าจึงสดใส นอกจากไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่กำลังร่อยหรอลงไปทุกวัน ข้อดีอย่างสำคัญของรถไฟฟ้า คือ ไม่มีไอเสีย บางท่านอาจค้านว่า การผลิตไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้ในรถไฟฟ้าก็มีของเสีย ก็ใช่อยู่ แต่การควบคุมของเสียจากโรงไฟฟ้าซึ่งอยู่เป็นที่เป็นทาง น่าจะทำได้ง่ายกว่าการควบคุมไอเสียจากรถยนต์ที่วิ่งไปทั่วไม่ใช่หรือ ?


โดยส่วนตัวแล้ว เชื่อมั่นว่า ในเวลาไม่นานจนเกินรอ อาจจะแค่ 10 หรือ 20 ปี รถไฟฟ้าจะมาแทนที่รถเบนซินและรถดีเซลที่ใช้กันมานมนาน รถไฮบริดที่กำลังฮิทอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นเพียงช่วงเปลี่ยน วันหนึ่งก็จะถูกแทนที่ด้วยรถที่ขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ เช่นเดียวกัน ขอให้หายใจเข้าไว้เถอะ แล้ววันหนึ่งคุณจะได้ใช้รถไฟฟ้า


เดือนนี้ "ระเบียงรถใหม่" นำเรื่องราวของรถไฟฟ้ามาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้มีเฉพาะรถสัญชาติยุโรปและรถสัญชาติเกาหลี และส่วนใหญ่เป็นรถที่ยังไม่มีจำหน่ายในตลาด โดยเริ่มกันที่ผลงานของผู้ผลิตรถยนต์รายเก่าแก่เมืองอังกฤษ แต่ปัจจุบันเจ้าของนั่งอยู่ในเมืองโรตี


เป็นรถที่ค่ายแมวป่าทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 75 ปี รวมทั้งเพื่อแสดงทิศทางการออกแบบและเทคโนโลยีที่จะเดินไปในอนาคต แล้วนำออกแสดงเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยติดป้ายชื่อ JAGUAR C-X75 หน้าตาและรูปทรงองค์เอวเห็นแล้วไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นรถไฟฟ้า เพราะแทบไม่มีอะไรผิดเพี้ยนจากรถสปอร์ทสมรรถนะสูงเครื่องยนต์โตที่เห็นกันทั่วๆ ไป


ยังมีฐานะเป็นรถแนวคิด แต่เป็นรถแนวคิดที่มีโอกาสจะพัฒนาเป็นรถตลาด ตัวถัง 2 ประตู 2 ที่นั่ง ยาว 4.647 ม. กว้าง 2.020 ม. และสูง 1.204 ม. ออกแบบได้ดี มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.32 และดูสวยปราดเปรียวเหมือนแมวป่าในทุกมุมมองของสายตา


ใช้ระบบขับเคลื่อนทุกล้อด้วยพลังไฟฟ้า โดยติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 145 กิโลวัตต์/195 แรงม้า จำนวน 4 ชุด ให้กำลังรวม 580 กิโลวัตต์/780 แรงม้า และใช้แบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขนาด 19.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง หนัก 230 กก. ซึ่งประจุไฟแต่ละครั้ง รถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 110 กม. ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.4 วินาที และความเร็วสูงสุด 330 กม./ชม.


ที่พิเศษกว่ารถไฟฟ้าพันธุ์แท้ทั่วๆ ไปที่อาจจอดตายเพราะไฟหมด ก็คือ รถไฟฟ้าของค่ายแมวป่าสามารถวิ่งต่อไปได้เมื่อไฟหมด เพราะติดตั้งเครื่องแกสเทอร์ไบน์ขนาดเล็กจำนวน 2 ชุด ไว้ด้วย เครื่องที่ว่านี้สามารถใช้เชื้อเพลิงได้หลายแบบ คือ ใช้น้ำมันดีเซลก็ได้ ใช้เชื้อเพลิงไบโอก็ได้ ใช้แกสแอลพีจีก็ได้ และให้กำลังสูงสุด 2x188 แรงม้า เป็นเครื่องแกสเทอร์ไบน์ ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ตัวยืดระยะทาง" หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า RANGE EXTENDER คือ ป้อนไฟให้มอเตอร์ หรือปั่นไฟให้แบทเตอรี ช่วยยืดระยะการเดินทางเป็น 900 กม. เมื่อเติมเชื้อเพลิงเต็มถังซึ่งจุ 60 ลิตร


รถนาครไม่ต้องป้อนน้ำมัน

MERCEDES-BENZ A-CLASS E-CELL

แม้แต่ผู้ผลิตรถสุดหรู ราคาสูง กำไรงาม อย่าง เมร์เซเดส-เบนซ์ ก็ยังเชื่อมั่นในอนาคตของรถไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้เอง สื่อมวลชนและผู้ชมที่เข้าชมงานมหกรรมยานยนต์ปารีสครั้งล่าสุด เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จึงมีโอกาสยลโฉม เมร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ A-CLASS) คันพิเศษ ซึ่งหน้าตา และรูปทรงองค์เอวของตัวถังภายนอกไม่มีอะไรแตกต่างจากรถชื่อเดียวกันคันอื่นๆ นอกจากตัวอักษร E-CELL ขนาดโตตรงสีข้างทั้ง 2 ด้าน ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นรถขับด้วยพลังไฟฟ้า ไม่ใช่ด้วยเครื่องเบนซินหรือดีเซลเหมือนรถหน้าตาเหมือนกันคันอื่นๆ


เป็นรถตลาดที่เข้าสู่สายการผลิตที่เมืองรัชตัทท์ (RASTATT) ในเยอรมนีไปแล้วเมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา โดยจำกัดจำนวนผลิตไว้เพียง 500 คัน และไม่ได้ผลิตเพื่อขาย แต่จะให้เช่า ผู้เช่าคือลูกค้าที่ผ่านการคัดสรรแล้วในหลายประเทศของยุโรป พยายามค้นหาข้อมูลให้ครบถ้วน ว่ามีกี่ประเทศ ประเทศใดบ้าง ? ก็ยังหาไม่พบ พบแต่เพียงว่าที่มีแน่ๆ ก็คือ เยอรมนี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ หรือฮอลแลนด์ แม้ยังไม่มีการยืนยัน แต่ก็คาดหมายกันว่า ถ้า 500 คันแรกที่ทำขึ้นทดลองนี้ได้ผล ค่ายนี้คงจะเปิดไฟเขียว


พัฒนาจากรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาสส์ รุ่นสามัญ ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 2 และเริ่มจำหน่ายในเมืองเบียร์เมื่อเดือนกันยายน 2004 และปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ "ยกหน้า" ไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อกลางปี 2008 เปลือกตัวถังและโครงตัวถังแทบไม่มีการแตะต้อง ที่เปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน คือ ระบบขับ และสิ่งอื่นๆ ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเมื่อเปลี่ยนระบบขับ


ในรถรุ่นสามัญ ค่าย "ดาวสามแฉก" มีเครื่องยนต์ให้ลูกค้าในเมืองเบียร์เลือกใช้รวม 7 ขนาด มีทั้งเครื่องเบนซินและเครื่องดีเซล ซึ่งให้กำลังสูง 82-193 แรงม้า แต่ในรถโมเดลพิเศษที่เห็นอยู่นี้ เครื่องยนต์สันดาปภายในที่กล่าวข้างต้น ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ที่มาแทน คือ มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 70 กิโลวัตต์/95 แรงม้า เป็นมอเตอร์อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า PERMANENT-FIELD SYNCHRONOUS UNIT ให้แรงบิด 290 นิวตัน-เมตร (29.6 กก.-ม.) ตั้งแต่รอบหมุนแรก ส่วนแบทเตอรีที่ป้อนพลังไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์ที่ว่านี้ เป็นแบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) สมรรถนะสูงจำนวน 2 ชุด ให้พลังงานรวม 36 กิโลวัตต์ชั่วโมง


ค่าย "ดาวสามแฉก" ระบุว่า แบทเตอรีที่เลือกใช้นี้ มีขนาดเล็กกะทัดรัด และมีคุณสมบัติความจุอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ENERGY DENSITY และ POWER DENSITY สูงกว่าแบทเตอรี นิคเคิล-เมทัล-ไฮดไรด์ (NICKEL-METAL-HYDRIDE) ที่ใช้ในรถไฮบริดบางแบบถึงร้อยละ 30 และร้อยละ 50 ตามลำดับ การประจุไฟเข้าแบทเตอรีประเภทนี้ทำได้หลายแบบ คือ ไฟบ้านธรรมดาสามัญ โดยไฟบ้านที่ติดตั้งเป็นพิเศษซึ่งเรียกกันในภาษาอังกฤษว่า WALL-BOX และโดยระบบที่จัดไว้ในที่เฉพาะ ซึ่งใช้เวลาสั้น การประจุไฟเต็มหม้อแต่ละครั้ง รถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 200 กม. ด้วยความเร็วสูงสุดซึ่งจำกัดไว้ที่ 150 กม./ชม. เพราะวิ่งเร็วกว่านี้จะเปลืองไฟมากเกินเหตุ เพราะอัตราสิ้นเปลืองพลังไฟ จะแปรผันแบบก้าวหน้ากับความเร็วของรถ การประจุไฟด้วยไฟบ้าน 230 โวลท์ เพื่อให้เพียงพอสำหรับการเดินทาง 100 กม. จะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และจะลดเหลือเพียง 3 ชั่วโมง เมื่อใช้ WALL-BOX หรือด้วยระบบที่จัดไว้ในที่เฉพาะภายในห้องโดยสาร ซึ่งติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 2 แถว นั่งได้รวม 5 คน มีรายละเอียดในหลายๆ จุดที่เปลี่ยนแปลงไปจากรถรุ่นสามัญ ตัวอย่าง คือ แผงอุปกรณ์หน้าปัดที่ออกแบบขึ้นใหม่สำหรับรถแบบนี้โดยเฉพาะ ให้ข้อมูลและรายละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับรถไฟฟ้า คือ สถานะของแบทเตอรี ระยะทาง และเวลาที่วิ่งหลังการประจุไฟครั้งล่าสุด ความเร็วเฉลี่ย อัตราสิ้นเปลืองไฟเฉลี่ย และระยะทางที่เหลืออยู่ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อยจากการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวข้างต้น คือ ปริมาณความจุของห้องเก็บของท้ายรถ ซึ่งยังคงจุ 435 ลิตร ในสภาพปกติ และเพิ่มกว่า 2 เท่าตัว คือ เป็น 1,370 ลิตรเมื่อพับราบเบาะหลัง


รถยอดฮิทไม่ต้องติดท่อไอเสีย

VOLKSWAGEN GOLF BLUE E-MOTION

ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อีกรายหนึ่งของเยอรมนี ที่กำลังขมีขมันอยู่กับการพัฒนารถไฟฟ้า คือ โฟล์คสวาเกน (VOLKSWAGEN) แม้มีเสียงวิจารณ์ว่า ในเรื่องของรถไฟฟ้าผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ยังตามหลังคู่แข่งอยู่ถึง 2 ปี


มาร์ทิน วินเทร์คอร์น (MARTIN WINTERKORN) ซีอีโอของค่ายนี้ เคยกล่าวไว้เมื่อตอนต้นปี 2010 ว่า THE GOAL (AT VOLKSWAGEN) IS TO BECOME THE MARKET LEADER IN E-MOBILITY BY 2018 หรือ "เป้าหมายของเรา คือ เป็นผู้นำตลาดของรถไฟฟ้าภายในปี 2018" และกล่าวยืนยันอีกครั้งที่แคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันว่า VOLKSWAGEN WILL BE THE AUTOMAKER TO MASS PRODUCE THE ELECTRIC CAR FOR EVERYONE หรือ "โฟล์คสวาเกน จะเป็นผู้ผลิตรถไฟฟ้าในลักษณะมวล ผลิตสำหรับทุกๆ คน"


โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ บลู อี-โมชัน (VOLKSWAGEN GOLF BLUE E-MOTION) ที่เห็นอยู่นี้ คือ ส่วนหนึ่งของประจักษ์พยานยืนยันความพยายามที่จะทำตามคำกล่าวข้างต้น ยังมีฐานะเป็นเพียงรถแนวคิด แต่เป็นรถแนวคิดที่ผู้รังสรรค์ยืนยันว่าก่อนสิ้นปี 2013 จะกลายสภาพเป็นรถตลาดแน่นอน แม้ว่ารายละเอียดในบางเรื่องบางจุดอาจจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปบ้าง


พัฒนาจากรถ โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ รุ่นสามัญ ซึ่งเป็นรถขนาดเล็กกะทัดรัดยอดนิยมของยุโรป ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค 5 ที่นั่ง ยาว 4.199 ม. กว้าง 1.786 ม. และสูง 1.480 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.295 หน้าตาและรูปทรงองค์เอวแทบไม่มีอะไรผิดเพี้ยนจากรถรุ่นสามัญจำนวนหลายแสนคันที่วิ่งกันเกลื่อตามท้องถนนในประเทศยุโรป ยกเว้น อักษรตัวโต BLUE E-MOBILE ตรงสีข้างทั้ง 2 ด้าน


ใช้ระบบขับล้อหน้าด้วยพลังไฟฟ้า โดยติดตั้งมอเตอร์ขนาด 85 กิโลวัตต์/115 แรงม้า ไว้ตรงตำแหน่งที่เคยติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็นมอเตอร์ที่หนักเพียง 80 กก. ให้กำลังต่อเนื่อง 50 กิโลวัตต์/69 แรงม้า และให้แรงบิดสูง 270 นิวตัน-เมตร (27.6 กก.-ม.) ตั้งแต่รอบหมุนแรก ส่วนแบทเตอรีเพื่อป้อนพลังไฟ เป็นแบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขนาด 26.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งประกอบด้วย 30 โมดูล ติดตั้งอยู่บนพื้นของห้องเก็บของท้ายรถ ใต้เก้าอี้ที่นั่งแถวหลัง และภายในอุโมงค์กลาง มีน้ำหนักรวม 315 กก. และมีระบบหล่อเย็นซึ่งแยกเป็นต่างหาก ช่วยรักษาอุณหภูมิของแบทเตอรีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การประจุไฟเข้าแบทเตอรีดังกล่าวนี้ กระทำผ่านช่องปลั๊กซึ่งอยู่หลังโลโก VW บนแผงกระจังหน้าดังที่เห็นในภาพประกอบ


เป็นรถไฟฟ้าที่ผู้ขับสามารถเลือกลักษณะการขับขี่ได้ 3 แบบ คือ NORMAL COMFORT+ และ RANGE+ กรณีเลือกการขับขี่แบบ COMFORT+ มอเตอร์จะใช้กำลังเต็มที่ คือ 85 กิโลวัตต์/115 แรงม้า และรถจะทำความเร็วสูงสุดที่ระดับ 135 กม./ชม. แต่เมื่อเปลี่ยนลักษณะการขับขี่เป็น NORMAL มอเตอร์จะใช้กำลังสูงสุดเพียง 65 กิโลวัตต์/88 แรงม้า และความเร็วสูงสุดจะลดเหลือเพียง 115 กม./ชม. และเมื่อเปลี่ยนเป็น RANGE+ ซึ่งต้องการให้รถวิ่งได้ไกลที่สุด มอเตอร์จะใช้กำลังไม่เกิน 50 กิโลวัตต์/68 แรงม้า ความเร็วสูงสุดจะจำกัดไว้ที่ 105 กม./ชม. และระบบปรับอากาศจะหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติ ในกรณีหลังสุดนี้รถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 150 กม. ต่อการประจุไฟเต็มหม้อแต่ละครั้ง


โฟล์คสวาเกน ยืนยันว่า 150 กม. เป็นระยะทางที่เพียงพอแน่นอน โดยยกตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีที่ระบุว่า 6 คน ใน 10 คน เดินทางไปทำงานด้วยรถยนต์ส่วนตัว และในจำนวนนี้ ร้อยละ 45.8 ใช้รถน้อยกว่า 10 กม./วัน ร้อยละ 28.1 ใช้ระหว่าง 10-25 กม./วัน และมีเพียงร้อยละ 16.2 เท่านั้นที่ใช้มากกว่า 25 กม./วัน


การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้รถไฟฟ้า โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ บลู อี-โมชัน มีนำหนักตัวมากกว่ารถรุ่นสามัญซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน 205 กก. คือ เพิ่มจาก 1,340 เป็น 1,545 กก.


คูเปสุดเฉี่ยว...ไม่เสียวค่าน้ำมัน

RENAULT DEZIR

ยอมรับกันว่า เมื่อพูดถึงความก้าวหน้าในการพัฒนารถไฟฟ้ายุคใหม่ ต้องยกนิ้วหัวแม่โป้งให้แก่คู่ดูโอ เรอโนลต์-นิสสัน (RENAULT-NISSAN) ซึ่งฝ่ายแรกถือหุ้นของฝ่ายหลังอยู่ร้อยละ 44.3 และฝ่ายหลังถือหุ้นของฝ่ายแรกอยู่ร้อยละ 15


ประมาณการกันอย่างคร่าวๆ ว่า เมื่อถึงวันที่คู่แข่งตัวเอ้ คือ โฟล์คสวาเกน (VOLKSWAGEN) ของเยอรมนีนำรถไฟฟ้าแบบแรกออกจำหน่ายตอนสิ้นปี 2013 คู่ดูโอนี้ จะใช้เงินในการพัฒนารถไฟฟ้าไปแล้วไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านยูโร (เท่ากับประมาณ 168,000 ล้านบาทไทย เมื่อคิดอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) และในเวลานั้นจะมีรถไฟฟ้าติดตรา เรอโนลต์ กับ นิสสัน ออกจำหน่ายไปแล้วไม่น้อยกว่า 8 แบบ


ผู้มีโอกาสเดินทางไปชมงานมหกรรมยานยนต์ปารีสครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คงเห็นได้เป็นอย่างดี ในการเอาจริงเอาจังกับรถไฟฟ้า ของยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอม และยักษ์รองเมืองยุ่น พระเอกหรือนางเอกในบูธของค่ายยักษ์รอง คือ รถไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ (NISSAN LEAF) ซึ่งออกจำหน่ายแล้วในญี่ปุ่นและกำลังจะออกจำหน่ายในยุโรป ส่วนบูธของยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอม กล่าวอย่างเวอร์ๆ หน่อย ก็คือ มองไปทางไหนก็เห็นแต่รถที่ไม่มีท่อไอเสีย อยากทราบว่ามีรถอะไรกันบ้าง ? ก็โปรดย้อนไปอ่านฉบับเดือนธันวาคม


"ระเบียงรถใหม่"เดือนนี้เลือกรถไฟฟ้าของยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมมานำเสนอรวม 3 แบบ 3 คัน โดยที่ 2 คันแรกยังเป็นเพียงรถแนวคิด ส่วนคันหลังเป็นรถที่กำลังจะออกจำหน่ายในตลาด เริ่มกันที่ เรอโนลต์ เดอซีร์ (RENAULT DEZIR) รถสปอร์ทคูเปประตูปีกนก ซึ่งหน้าตาและรูปทรงองค์เอวไม่บ่งบอกเลยว่าเป็นรถไฟฟ้า


เป็นผลงานชิ้นแรกของทีมออกแบบค่ายยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสในยุคที่มี เลาเรนส์ ฟาน เดน อัคเคอร์ (LAURENS VAN DEN ACKER) เป็นผู้นำทีม นักออกแบบชาวดัทช์วัย 45 ปีผู้นี้เคยทำงานกับ เอาดี ฟอร์ด และ มาซดา ก่อนรับตำแหน่งรองประธานด้านการออกแบบของยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2009 นอกจากนั้นเอกสารที่ค่ายนี้แจกจ่ายให้แก่สื่อมวลชนยังระบุด้วยว่า เป็นผลงานที่บ่งบอกทิศทางการออกแบบของค่าย เรอโนลต์ ในอนาคต เป็นการออกแบบที่ผูกอยู่กับ"คีย์เวิร์ด" 3 ตัว คือ SIMPLE SENSUOUS และ WARM ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า เรียบง่าย ให้ความรู้สึก และอบอุ่น


ตัวถังรูปทรงหวือหวาเตะตาเตะใจ ยาว 4.225 ม. กว้าง 1.968 ม. และสูง 1.163 ม. เมื่อยังไม่เปิดประตู และกว้าง 2.682 ม. กับสูง 2.256 ม. เมื่อเปิดประตู มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่เยี่ยมมาก คือ แค่ 0.25 เนื่องจากโครงสร้างตัวถังทำจากท่อเหล็กกลวงและเปลือกตัวถังทำจากเคฟลาร์ (KEVLAR) ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์มวลเบาแต่แข็งแรง รถจึงมีน้ำหนักตัวเบาหวิวแค่ 830 กก. ตัวถังภายนอกมีรายละเอียดในหลายๆ จุดที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถยนต์แบบใดๆ ในโลก รวมทั้งประตูแบบปีกนกที่เปิด/ปิดคนละทิศคนละทาง คือ ประตูด้านซ้ายเปิดพลิกไปข้างหน้า แต่ด้านขวากลับเปิดพลิกมาข้างหลัง ภายในห้องโดยสารที่ออกแบบตกแต่งอย่างวิลิศมาหรา มีเก้าอี้ที่นั่งแบบม้ายาวที่นั่งได้แค่ 2 คน หุ้มเบาะหนังย้อมสีแดงสลับขาว และมีระบบไฟลวงตา ทำให้ดูราวกับว่าเก้าอี้ที่นั่งไม่ได้ติดตรึงอยู่กับพื้น แต่ลอยตัวอยู่ในอากาศ


ที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวถังทั้งภายนอกและภายใน คือ ระบบขับเคลื่อนล้อหลังด้วยพลังไฟฟ้า โดยติดตั้งมอเตอร์ขนาด 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ในตำแหน่งอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า MID-REAR POSITION เป็นมอเตอร์ที่ให้แรงบิด 226 นิวตัน-เมตร (23.1 กก.-ม.) ตั้งแต่รอบหมุนแรก ส่วนแบทเตอรีที่ใช้ เป็นแบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขนาด 24 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งวางอยู่บนพื้นรถหลังเก้าอี้ที่นั่ง ประจุไฟเต็มหม้อแต่ละครั้ง รถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 160 กม. ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5 วินาที และความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม. การประจุไฟทำได้หลายวิธี คือ ด้วยไฟบ้านโดยใช้เวลาประมาณ 8 ชม. ด้วยไฟสามเฟส 400 โวลท์ ซึ่งให้พลังไฟร้อยละ 80 โดยใช้เวลาแค่ 20 นาที และด้วยวิธี QUICK DROP ซึ่งต้องทำในสถานที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะ


แจ๋วและจิ๋ว...ไม่ต้องเข้าคิวเติมแกส

RENAULT ZOE PREVIEW

รถไฟฟ้าอีกแบบหนึ่งที่ยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมนำออกแสดงแบบ PREMIERE MONDIALE หรือ "ครั้งแรกในโลก" ที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสครั้งล่าสุด เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คือ เรอโนลต์ โซ พรีวิว (RENAULT ZOE PREVIEW) รถไฟฟ้าที่ยังมีฐานะเป็นเพียง CONCEPT CAR หรือ รถแนวคิด แต่มีการยืนยันอย่างเป็นหลักเป็นฐานแล้วว่า ภายในปี 2012 จะกลายสภาพเป็น PRODUCTION CAR หรือ รถตลาด ซึ่งมีรายละเอียดไม่มากกว่าร้อยละ 10 ที่ผิดไปจากเมื่อยังอยู่ในฐานะรถแนวคิด


เป็นรถ 5 ประตูแฮทช์แบคขนาดซูเพอร์มีนี ซึ่งตลาดรถของยุโรปตะวันตกเรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า B-SEGMENT CAR ตัวถังยาว 4.086 ม. กว้าง 1.788 ม. และสูง 1.540 ม. มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.29 และมีรูปทรงองค์เอว ซึ่งไม่มีอะไรโดดเด่นสะดุดตากว่ารถแฮทช์แบคขนาดซูเพอร์มีนีทั่วๆ ไป


ที่แปลกแตกต่างไปและยังไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถซูเพอร์มีนีสัญชาติยุโรปแบบใดๆ คือ ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของรถแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเตรียมเงินยูโรไว้เป็นค่าเติมน้ำมัน หรือต้องเสียเวลาเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อเติมแกส เป็นระบบด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีลักษณะการทำงานเช่นเดียวกับระบบที่ใช้ในรถสปอร์ทคูเป ประตูปีกนก เรอโนลต์ เดอซีร์ (RENAULT DEZIR) ซึ่งเพิ่งผ่านตาไป ความแตกต่างประการสำคัญ คือ มอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งมีขนาดเล็กลง เพราะ เรอโนลต์ โซ พรีวิว ใช้มอเตอร์ขนาด 60 กิโลวัตต์/80 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 222 นิวตัน-เมตร (22.7 กก.-ม.) ส่วนแบทเตอรีที่ใช้ยังคงเป็น แบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) เช่นเดียวกัน


การประจุไฟให้แก่แบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน ซึ่งมีน้ำหนักตัว 250 กก. นี้ ทำได้หลายแบบ แบบแรก คือ ด้วยไฟบ้านที่ใช้กันอยู่ทุกวี่ทุกวัน โดยใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง แบบที่ 2 คือ ด้วยวิธี FAST CHARGE หรือ "ประจุด่วน" ในสถานที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะ จะใช้เวลาเพียง 30 สำหรับการประจุไฟร้อยละ 80 และใช้ไม่ถึง 10 นาที หากต้องการพลังไฟสำหรับการเดินทางเพียง 60 กม. แบบสุดท้าย คือ วิธี QUICK DROP ซึ่งต้องทำในสถานที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะเช่นกัน วิธีนี้ใช้เวลาแค่ 3 นาที เพราะไม่ต้องเสียเวลาสำหรับการประจุไฟ แต่ยกแบทเตอรีลูกเก่าออก แล้วแทนที่ด้วยลูกใหม่ที่ประจุไฟเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว


การประจุไฟเต็มหม้อแต่ละคัน รถไฟฟ้าคันนี้จะวิ่งได้ไกลประมาณ 160 กม. โดยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.1 วินาที และความเร็วสูงสุด 135 กม./ชม. คาดหมายกันว่าเมื่อออกจำหน่ายในเมืองน้ำหอมก่อนหมดปี 2012 เมื่อหักเงินอุดหนุนของรัฐบาลฝรั่งเศสออกแล้ว รถไฟฟ้าแบบนี้ค่าตัวจะอยู่ที่ระดับ 15,000 ยูโร (ประมาณ 650,000 บาท เมื่อคิดอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ที่เงินฝรั่ง 1 ยูโร แลกได้ด้วยเงินไทย 42 บาทถ้วน) ซึ่งใกล้เคียงกับรถขนาดเดียวกัน คือ เรอโนลต์ กลีโอ (RENAULT CLIO) เครื่องยนต์ดีเซล ที่จำหน่ายอยู่ในเมืองน้ำหอมขณะนี้ ราคาข้างต้นยังไม่รวมค่าแบทเตอรี เพราะแบทเตอรีไม่ขายขาด แต่จะให้เช่า โดยคิดค่าเช่า 80 ยูโร หรือประมาณ 3,400 บาท/เดือน สรุปก็คือ ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือค่าแกสซึ่งขับมากก็จ่ายมาก แต่ต้องเสียค่าเช่าแบทเตอรี ซึ่งเป็นอัตราตายตัว และเสียค่าไฟฟ้าซึ่งขับมากก็จ่ายมากเช่นกัน


ภายในห้องโดยสาร ซึ่งนั่งเบียดกันหน่อย ก็นั่งได้ 5 คน ถ้าเอาสบายก็แค่ 4 คน ยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมปรับสภาพให้เกิดความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในสปา คือ มีระบบปรับอากาศที่ไม่ทำให้ผิวหนังและผู้โดยสารเกิดอาการขาดน้ำ หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า DEHYDRATING มีเซนเซอร์ตรวจจับสิ่งมีพิษในอากาศและปิดช่องอากาศโดยอัตโนมัติเมื่อจำเป็น มีเครื่องฉีดน้ำหอมซึ่งจะเปลี่ยนกลิ่นแตกต่างกันไปตามสภาพ เช่น กลิ่นที่ทำให้เกิดอาการผ่อนคลาย เมื่อขับรถกลับจากการทำงาน กลิ่นที่กระตุ้นความระมัดระวังเมื่อขับรถยามค่ำคืน ฯลฯ มีเสียงดนตรีและระบบแสงเปล่งจากจอที่ช่วยกระตุ้น หรือผ่อนคลายความรู้สึกของผู้ขับและผู้โดยสารทุกคนที่นั่งไปด้วย


รถตุ๊กตุ๊กที่ไม่ต้องติดถังแกส

RENAULT TWIZY

รถไฟฟ้าแบบสุดท้ายของยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมที่เลือกมาให้ชมกันในเดือนนี้ คือ เรอโนลต์ ทวีซี (RENAULT TWIZY) ซึ่งอวดตัวครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งที่ 63 เมื่อกลางเดือนกันยายนปีวัว ในฐานะรถแนวคิดติดป้ายชื่อ เรอโนลต์ ทวิซี เซดอี คอนเซพท์ (RENAULT TWIZY ZE CONCEPT) และฉายซ้ำอีกครั้งหนึ่งปีหลังจากนั้นที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสเมื่อต้นเดือนตุลาคมปีเสือ คราวนี้ใช้ชื่อใหม่ และอยู่ในสภาพของรถที่พร้อมจะออกจำหน่ายในตลาด


เป็นรถ 4 ล้อ 2 ที่นั่ง หน้าตาคิกขุ ที่ผู้ขับและผู้โดยสารนั่งเรียงกันเหมือนจักรยานยนต์ที่วิ่งกันเกลื่อนถนนในบ้านเรา คือ ผู้ขับนั่งข้างหน้า ผู้โดยสารนั่งซ้อนอยู่ข้างหลัง ตัวถังทรงกล่องเดียว ยาว 2.320 ม. กว้าง 1.191 ม. สูง 1.461 ม. และหนัก 450 กก. (รวมแบทเตอรีซึ่งหนัก 100 กก.) มีประตูข้างบานกว้างที่เปิด/ปิดเหมือนง้างขากรรไกร และมีกระจกหน้าที่ยืดยาวไปเป็นส่วนหนึ่งของแผงหลังคา ภายในห้องโดยสารซึ่งทัศนวิสัยปลอดโปร่งโล่งตา ไม่มีห้องเก็บของท้ายรถ แต่มีห้องเก็บของขนาด 31 ลิตร ซ่อนอยู่ใต้ที่นั่งผู้โดยสาร และมีช่องเก็บของขนาด 3 ลิตร อีก 2 ช่องขนาบ 2 ข้างของพวงมาลัย การขับรถแบบนี้ไปทำงาน หรือไปจับจ่ายใช้สอยที่ร้านสะดวกซื้อซูเพอร์มาร์เกทและห้างสรรพสินค้า จึงไม่มีปัญหาใดๆ มีข้อแม้เพียงข้อเดียว คือ อย่าเอาเจ้านายช่างซื้อที่บ้านติดไปด้วย


จะออกจำหน่ายในเมืองน้ำหอมและบางประเทศในยุโรปในช่วงครึ่งหลังของปี 2011 โดยจะทำรถเป็น 2 แบบ แบบแรกซึ่งในบางประเทศสามารถขับไปตามท้องถนนโดยไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่ จะติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กจิ๋ว คือ ให้กำลังสูงสุดแค่ 7 กิโลวัตต์/9 แรงม้า และให้กำลังต่อเนื่อง 4 กิโลวัตต์/5 แรงม้า ส่วนแบบที่ 2 ซึ่งผู้ขับต้องมีใบขับขี่ จะติดตั้งมอเตอร์ขนาดใหญ่ขึ้นหน่อย คือ ให้กำลังสูงสุด 15 กิโลวัตต์/20 แรงม้า และให้กำลังต่อเนื่อง 8 กิโลวัตต์/10 แรงม้า ทั้ง 2 แบบจะใช้แบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขนาดเล็ก ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้เก้าอี้ที่นั่งผู้ขับ การประจุไฟเต็มหม้อแต่ละครั้งด้วยไฟบ้าน 200 โวลท์ 10 แอมแปร์ โดยใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมง รถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 100 กม. โดยที่แบบแรกสามารถทำความเร็วสูงสุด 45 กม./ชม. ส่วนแบบหลังจะเร็วกว่า คือ ทำได้ 75 กม./ชม.


เป็นรถ 4 ล้อ ที่ขับได้อย่างแคล่วคล่องเหมือนรถตุ๊กตุ๊ก 3 ล้อ ในบ้านเรา เพราะมีวงเลี้ยวแคบแค่ 3.4 ม. ที่จอดก็หาได้ไม่ยากเพราะตัวถังสั้นจุนจู๋ คือ น่าจะสั้นกว่าตุ๊กตุ๊กของเราด้วยซ้ำ ที่เหนือกว่าและน่าใช้กว่ารถตุ๊กตุ๊กของเรา ก็คือ เป็นรถรักสิ่งแวดล้อมเพราะไม่มีไอเสีย ในเรื่องความปลอดภัยก็ไม่น่าห่วงเท่าไร เพราะมีโครงสร้างตัวถังซึ่งเรียกกันในภาษาอังกฤษว่า DEFORMABLE STRUCTURE ที่ช่วยปกป้องผู้ขับและผู้โดยสารจากแรงกระแทกด้านหน้าได้อย่างดี ส่วนแรงกระแทกจากด้านข้าง สิ่งปกป้อง คือ LATERAL BEAMS หรือคานข้างซึ่งผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประตูทั้ง 2 บาน นอกเหนือจากนั้น คือ ระบบถุงลมนิรภัยและเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 4 จุด สำหรับผู้ขับ กับเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 3 จุด สำหรับผู้โดยสาร เพราะมีอุปกรณ์ป้องกันภัยอย่างครบครันดังที่กล่าวข้างต้น เอกสารประชาสัมพันธ์ที่ยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆรวมทั้งเวบไซท์ จึงกล้าระบุว่า ผู้ขับและผู้โดยสารรถไฟฟ้าหน้าตาคิกขุแบบนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องมีเครื่องป้องกันภัยส่วนบุคคล เช่น หมวกกันนอค และเสื้อหนัง เหมือนผู้ขับและผู้ซ้อนท้ายจักรยานยนต์


ยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมยังไม่ได้ประกาศสนนราคาค่าตัวที่แน่นอน เพียงแต่บอกว่าจะใกล้เคียงกับรถสกูเตอร์ 3 ล้อ ที่คุ้นเคยกันดีในเมืองน้ำหอม ค่าตัวที่ว่านี้ไม่รวมค่าแบทเตอรี เพราะแบทเตอรีไม่ขายแต่จะให้เช่า และคาดหมายกันว่าค่าเช่าจะคิดแค่ครึ่งหนึ่งของแบทเตอรีที่ใช้ในรถไฟฟ้า เรอโนลต์ โซ พรีวิว (RENAULT ZOE PREVIEW) ที่เพิ่งผ่านตาไป คือ คิดค่าเช่า 40 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 1,700 บาทไทย/เดือน วิ่งมากหรือวิ่งน้อยก็จ่ายเท่านี้ อยากทราบข้อมูลมากกว่านี้ หรืออยากสั่งจอง โปรดดูได้ในเวบไซท์ www.renault-ze.com


รถไร้ไอพิษสำหรับคนใจถึงและเงินถึง

VENTURI FETISH

รถประตูปีกนกอีกแบบหนึ่งที่ "ระเบียงรถใหม่" เลือกมาให้ชมกันในเดือนนี้ เป็นผลงานชิ้นใหม่ของค่าย วองตูรี ออโตโมบิลส์ (VENTURI AUTOMOBILES) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายย่อยของยุโรป ซึ่งมีที่ทำการตั้งอยู่ในรัฐโมนาโคอันโด่งดัง


ชื่อ วองตูรี เฟทิช (VENTURI FETISH) ไม่ใช่ชื่อใหม่ คนรักรถในทวีปอันเก่าแก่เคยเห็นรถติดป้ายชื่อนี้มาตั้งแต่ปี 2002 เมื่อรถชื่อนี้อวดตัวเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาในสวิทเซอร์แลนด์ในฐานะรถแนวคิด เป็นรถค่ายนี้ที่รังสรรค์ขึ้นสำหรับผู้ใช้รถที่ไม่อยากเกิดความเสียวเหมือนนั่งเรือไวกิงในสวนสนุกเพราะได้ยินข่าวน้ำมันดิบขึ้นราคา เนื่องจากเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ก็ว่าไปเรื่อยเปื่อย เพราะจริงๆ แล้วผู้มีปัญญาซื้อรถแบบนี้ไว้ขับอวดสาวได้ ไม่น่าจะมีอะไรต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับการขึ้นหรือการลงของราคาเชื้อเพลิง เพราะตอนที่กลายสภาพเป็นรถตลาดและผู้ผลิตบอกว่าจะจำกัดจำนวนไว้เพียง 25 คัน เพื่อให้เป็นรถที่หายาก ค่าตัวที่กำหนดไว้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทไทย ต้องใช้ตัวเลขถึง 8 หลัก


รถไฟฟ้า วองตูรี เฟทิช ที่กล่าวข้างต้น ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 180 กิโลวัตต์/245 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาต่ำกว่า 5.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 1600 กม./ชม. อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ค้นยังไงก็ยังค้นไม่พบ ว่าขายไปได้แล้วกี่คัน ?


ส่วนที่เห็นอยู่นี้เป็นรถ วองตูรี เฟทิช รุ่นใหม่ เพิ่งอวดตัวแบบ PREMIERE MONDIALE หรือ "ครั้งแรกในโลก" ที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสครั้งล่าสุด เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่เพิ่งผ่านมา ตัวถังเปิดประทุน 2 ประตู 2 ที่นั่ง ยาว 3.935 ม. กว้าง 1.885 ม. และสูง 1.180 ม. หน้าตาและรูปทรงองค์เอวแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากรถรุ่นแรกที่กล่าวข้างต้น รายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ระบบขับ ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเมื่อยืนอยู่นอกตัวรถ


เป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลังด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ เหมือนรถรุ่นแรก แต่มีรายละเอียดเปลี่ยนแปลงไปมากมาย จุดสำคัญที่สุด คือ มอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งให้กำลังสูงสุด 220 กิโลวัตต์/299 แรงม้า และติดตั้งอยู่ตรงกลางรถ ในลักษณะอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า CENTRA REAR MOUNTED เป็นมอเตอร์ที่มีรอบหมุนสูงสุด 12,500 รตน.และให้แรงบิดสูงถึง 380 นิวตัน-เมตร (38.8 กก.-ม.) ที่ 0-6,000 รตน. ใช้ระบบระบายความร้อนแบบ LIQUID COLLING คือ ด้วยน้ำ


ส่วนแบทเตอรีเพื่อป้อนพลังไฟ เป็นแบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน โพลีเมอร์ (LITHIUM ION POLYMER) ขนาด 54 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมีน้ำหนักตัว 450 กก. สามารถประจุไฟได้มากกว่า 1,800 ครั้ง และระบายความร้อนด้วยน้ำเช่นกัน ผู้ผลิตรถไฟฟ้าแบบนี้ให้ข้อมูลว่า การประจุไฟเข้าแบทเตอรีสามารถทำได้ 2 วิธี คือ ด้วยไฟบ้าน 230 โวลท์ 16 แอมแปร์ โดยใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง กับด้วยเครื่องประจุไฟขนาด 20 กิโลวัตต์ที่จัดทำไว้เป็นพิเศษ โดยใช้ไฟ 220 โวลท์ 32 แอมแปร์ จะใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมง การประจุไฟเต็มหม้อแต่ละครั้งรถจะวิ่งได้ไกล 340 กม. เมื่อใช้ความเร็วคงที่ 90 กม./ชม. ส่วนสมรรถนะความเร็วที่ทำได้ ถือว่าใช้ได้ทั้งตีนต้นและตีนปลาย นั่นคือ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4 วินาที อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ทำได้ใน 12.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด คือ 200 กม./ชม.


สนนราคาของรถไฟฟ้าน้ำหนักตัว 1,255 กก. และประกอบด้วยมือคันนี้ คือ 300,000 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 12.6 ล้านบาทไทย แถมบอกด้วยว่าจะผลิตก็ต่อเมื่อได้รับใบสั่ง และขอเวลาในการผลิต 12 เดือน น่าสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมจึงต้องใช้เวลานานขนาดนั้น ?


บอกเป็นข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ผลิตรถยนต์รายย่อยรายนี้เริ่มกิจการในฝรั่งเศสเมื่อปี 1984 โดยใช้ชื่อ MVS ซึ่งย่อมาจาก MANUFACTURE DE VOITURES DE SPORT บริษัทที่ว่านี้ประสบภาวะล้มละลายจนต้องขายกิจการให้แก่เจ้าของใหม่เมื่อปี 2001 ในช่วงนั้นมีรายงานข่าวยืนยันว่า ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งเป็นนักธุรกิจจากประเทศไทย แต่ไม่ระบุชื่อเสียงเรียงนาม อย่างไรก็ตาม ไม่กล้ายืนยันว่าในขณะนี้ยังเป็นอย่างนั้นอยู่หรือไม่ ?


รถไฟฟ้าโบยบินมาจากเมืองโสม

KIA POP

ที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนตุลาคมปีเสือ มีรถนาครขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าอวดตัวให้เห็นหลายคัน และยืนยันได้ว่า 9 ใน 10 คน ของคนรักรถที่เข้าชมงาน ยกนิ้วมือทั้งหมดให้แก่รถของค่ายเกาหลี ซึ่งติดป้ายชื่อว่า เกีย พอพ (KIA POP) ส่วนนิ้วเท้า ทั้ง 10 คน เห็นพ้องต้องกันว่า สมควรเก็บไว้ใส่เกือก


เป็นรถขนาดไมคโรที่แหล่งข่าวสายหนึ่งระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์หมายเลข 2 ของเมืองโสมทำให้ดูกันเล่นๆ ไม่มีเจตนาจะผลิตจำหน่ายอย่างจริงๆ จังๆ ในขณะที่อีกสายหนึ่งรายงานตรงกันข้าม โดยยืนยันคำพูดของแหล่งข่าววงในที่กล่าวว่า "เราไม่ค่อยจะทำอะไรโดยไม่มีเป้าหมาย" อ่านแล้วไม่รู้จะเชื่อใครดี ? ขอเชื่ออย่างกลางๆ ว่า ถึงไม่ทำออกขาย แต่รายละเอียดบางอย่างในรถไฟฟ้าซึ่งยังมีฐานะเป็นรถแนวคิดคันนี้ คงจะพบเห็นได้ในรถใหม่
------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา/บริษัทผู้ผลิต formula@autoinfo.co.th
นิตยสาร formula ฉบับเดือน มกราคม ปี 2554
คอลัมน์ รถใหม่
อัพเดทล่าสุด
26 Jan 2021

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Price (THB)
1.
2.9-3.7 ล้าน
2.
1.1 ล้าน
3.
0.8-1.0 ล้าน
4.
7.7-8.4 แสน
5.
7.1-7.8 แสน
6.
5.5 แสน
7.
6.7 แสน
8.
0.8-1.0 ล้าน
9.
7.6-9.4 แสน
10.
2.1-2.4 ล้าน
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
Body Type
  • COUPE
  • ESTATE
  • HATCH
  • MPV
  • PICKUP
  • SALOON
  • SPORT
  • SUV
  • VAN
  • ALL
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ