บทความ

เชลล์ หนุนเด็กไทยจัดแข่งขัน Imagine the Future


บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จัดการแข่งขัน Imagine the Future เพื่อจุดประกายให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต และมองความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างรอบด้าน โดยมีนักศึกษา 3 ทีม จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เข้าร่วมการแข่งขันนำเสนอแบบจำลองสถานการณ์ของประเทศไทยในปี 2050 พร้อมด้วยแนวทางในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เฟ้นหาทีมชนะเลิศ เพื่อเป็นตัวแทนไปร่วมแข่งขันในงาน Imagine the Future Competition 2018 ที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 8-11 มีนาคม 2561 นี้

การแข่งขัน Imagine the Future เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2559 ที่ประเทศสิงคโปร์ และได้นำมาต่อยอดจัดการแข่งขันใน ไทย อียิปต์ โดยเป็นการแข่งขันที่ใช้แบบจำลองสถานการณ์หรือ Scenario Planning ซึ่งเป็นกระบวนการเชิงโครงสร้างที่ช่วยคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และพัฒนาเป็นกลยุทธ์เพื่อรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง ด้วยการพิจารณาความเป็นไปได้ของอนาคตในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ทีมนักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากเชลล์ ผ่านการเข้าร่วมเวิร์คช็อปที่จัดขึ้นเพื่อให้นักศึกษาทุกคนมีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการพัฒนาแบบจำลองสถานการณ์และสามารถนำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับผลงานที่ส่งเข้าแข่งขันครั้งนี้

การแข่งขันในไทยได้รับเกียรติจาก ธเนศร์ รัชตะปีติ ผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจยางมะตอย ภูมิภาคเอเชีย และตะวันออกกลาง บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ดัค แมคเคย์ รองประธานฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ของเชลล์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และอดีตสมาชิกทีมพัฒนาแบบจำลองสถานการณ์ของเชลล์ และแทนศร พรปัญญาภัทร ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ทำหน้าที่เป็นคอมเมนเต-เตอร์และผู้ตัดสินเฟ้นหาทีมชนะเลิศ

ทีมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอแนวคิดภายใต้คอนเซพท์ “Newtopia Future of Urban-นครแห่งอนาคต” ซึ่งมองว่าโลกในยุค 2050 จำนวนประชากรจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรพลังงานสำหรับการอยู่อาศัย ระบบการจัดการของเสีย และสภาพแวดล้อม โดยเทคโนโลยีทันสมัยจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตและช่วยให้มนุษย์ได้รับความสะดวกสบาย แต่ยังคงต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่สร้างมลพิษให้กับสังคมซึ่งนำเสนอผ่านแบบจำลองของเมืองในอนาคต ที่แบ่งตามความหนาแน่นของประชากรได้เป็น 2 แบบดังนี้

1. Ideal city เมืองในมโนคติที่มีความหนาแน่นของประชากรต่ำ โดยเมืองนี้จะมีพื้นที่สีเขียวสำหรับเพาะปลูกขนาดใหญ่ แหล่งพลังงานหลักจะได้จากการแปรรูปของเสียจำเป็นแกสชีวภาพ มาผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในเมือง ด้านที่อยู่อาศัยจะมีลักษณะเป็นทาวน์เฮาส์ที่แต่ละหลังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้บนหลังคา มีสวนสาธารณะเพื่อให้ประชากรในเมืองสามารถใช้พักผ่อน มีการใช้ระบบแม่เหล็กไฟฟ้ากับถนนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ รถยนต์ใช้แกสไฮโดรเจนที่ได้จากน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดน้ำเสียในการขับเคลื่อน และใช้รถบัสไร้คนขับสำหรับการขนส่งสาธารณะ

2. Economic city เมืองแห่งเศรษฐกิจและการลงทุนที่มีความหนาแน่นของประชากรสูงเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของคนเมืองในทุกด้าน ในเมืองจะเต็มไปด้วยที่พักอาศัยที่เป็นตึกสูงทันสมัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ประชากรมีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ในเมืองประกอบด้วยพื้นที่สีเขียว 10-15 % การคมนาคมส่วนใหญ่ใช้ขนส่งมวลชนเป็นหลัก ใช้เคเบิลลอยฟ้าสำหรับการเดินทางระหว่างตึกสูง

ทีมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นำเสนอผลงานผ่านแนวคิด “Box of Fix” มองว่าความท้าทายหลักๆ ของอนาคต คือ ที่อยู่อาศัยและการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน มลพิษทางอากาศ ปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และการเพิ่มจำนวนประชากรเป็นสิ่งต้องได้รับการจัดการตั้งแต่วันนี้เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของตึกสูงอย่างหนาแน่นที่ส่งผลให้สภาพแวดล้อมโดยรอบมีอุณหภูมิสูงขึ้น เกิดฝุ่นละออง ปิดกั้นการไหลเวียนของอากาศและบดบังแสงแดด แก้ไขด้วยการจัดการโครงสร้างอาคาร และจัดสรรพื้นที่ในอาคาร แบ่งแป็น 5 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 ศูนย์อาหารและศูนย์การค้า ชั้นที่ 2 พื้นที่สำหรับทำงานและที่ประชุม ชั้นที่ 3 คลีนิคดูแลสุขภาพและความงาม ชั้นที่ 4 พื้นที่ออกกำลังกาย และชั้นที่ 5 พื้นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจใน นอกจากนี้ภายในอาคารยังถูกออกแบบให้พร้อมรับมือกับสภาพปัญหาต่างๆ ผ่าน 4 ระบบ คือ ระบบการกรองอากาศภายนอกเข้าสู่ภายในตัวอาคารโดยใช้แผงต้นไม้สำหรับจัดการแกสคาร์บอนไดออกไซด์ ระบบการดักจับฝุ่นละอองด้วยม่านน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสียด้วยการนำมาใช้รดน้ำต้นไม้ และระบบผลิตพลังงานโดยผสานระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์และลม

ทีมสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำเสนอแนวคิดภายใต้คอนเซพท์ “Inequality ความเหลื่อมล้ำในสังคม” โดยมองว่าในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะความเหลื่อมล้ำของรายได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน โดยการกระจายโอกาสทางการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีให้ทั่วถึง ทางทีมจึงออกแบบเมืองแห่งอนาคตออกเป็น 2 แนวทาง จำแนกตามการเข้ามาแก้ไขปัญหาจากภาครัฐ ดังนี้

1. Blueprint เป็นสถานการณ์ที่ภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทในการจัดการโครงสร้างและแก้ไขปัญหาต่างๆ เกิดเป็นสังคมเมืองที่มีความเป็นอยู่ที่หนาแน่นในลักษณะอาคารสูง ความท้าทายด้านพลังงานของสถานการณ์นี้ คือ การใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน ติดตั้งเพีโซอีเลคทริค (Piezoelectric) ใต้พื้นถนนเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานกล และติดตั้งหน้าต่างอัจฉริยะ ซึ่งเป็นหน้าต่างที่มีระบบการทำงานคล้ายโซลาร์เซลล์

2. Share สถานการณ์จำลองที่รัฐบาลไม่ได้เข้ามามีบทบาท ภายในเมืองใช้หลักการเศรษฐกิจพอเพียงอย่างสร้างสรรค์และทันสมัยให้เข้ากับสังคมในอนาคต เกิดเป็นสังคมชุมชนหมู่บ้านที่มีความเป็นอยู่ที่ไม่หนาแน่นจนเกินไป ความท้าทายด้านพลังงานของสถานการณ์นี้ คือ การใช้พลังงานไฟฟ้าจากชีวมวลที่ได้จากการทำเกษตรกรรม โดยมีโรงไฟฟ้าขนาดย่อยประจำหมู่บ้าน ซึ่งเชื่อมต่อกันระหว่างหมู่บ้านสำหรับแบ่งปันพลังงานแก่กัน สำหรับการเดินทางในอนาคต ยานพาหนะจะใช้พลังงานไฟฟ้าเกือบทั้งหมด

คณะกรรมการได้ร่วมกันตัดสิน โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนตามคุณภาพของแนวคิดแบบจำลองสถานการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ การนำเสนอ และการคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ ทีมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามด้วยรองอันดับ 1 คือ ทีมสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และรองอันดับ 2 คือ ทีมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

ดัค แมคเคย์ กล่าวว่า “ขอชื่นชมทีมนักศึกษาทุกทีม ตั้งใจทำผลงานออกมาได้ดีมาก แต่ละทีมมีจุดเด่นต่างกัน คือ ทีมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญที่แก้ปัญหาด้วยการจัดการกับโครงสร้างที่อยู่อาศัยได้ดี โดยเฉพาะการนำระบบกรองอากาศเข้ามาใช้ ส่วนทีมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็นำเสนอถึงความเป็นไปได้ของทั้ง 2 สถานการณ์จำลองพร้อมแนวทางการแก้ปัญหาในด้านต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ และทีมสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมีการใช้เหตุผลและข้อมูลที่ใช้สนับสนุนถึงความเป็นไปได้ของแนวทางที่นำเสนอได้อย่างครบถ้วน”

ธเนศร์ รัชตะปีติ  กล่าวว่า “ในฐานะกรรมการรู้สึกประทับใจในผลงานของทุมทีม ซึ่งการที่ได้น้องๆ มาร่วมการแข่งขันครั้งนี้ทำให้เรามองถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้กว้างขึ้น และมีแนวทางการแก้ปัญหาที่หลากหลายยิ่งขึ้น ในส่วนของการตัดสินคณะกรรมการมองหาทีมที่ทำได้ดีทั้งในส่วนของการคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตที่ครอบคลุม และมีแนวโน้มความเป็นไปได้สูง ควบคู่กับแนวทางการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ดังกล่าว ซึ่งทั้ง 3 ทีมล้วนทำได้ดี ทีมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ทำได้ดีกว่าในส่วนของการคาดการสถานการณ์ที่ได้จากการหาข้อมูลและการวิเคราะห์มาดี ผ่านการนำเสนอที่ขมวดปมได้ดีกว่า

แทนศร พรปัญญาภัทร กล่าวว่า “รู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ ดีใจที่มีคนให้ความสำคัญด้านการผังเมือง ต้องขอขอบคุณเชลล์ที่สนับสนุนให้นักศึกษาได้เปิดมุมมองใหม่ๆ และรู้จักเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ผ่านกิจกรรมดีๆ ครั้งนี้”

ปาณัท แสนมหาชัย ตัวแทนนักศึกษาจากทีมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงแบบจำลองของทางทีมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเมือง ‘เชียงใหม่’ ที่ตนเองอาศัย ว่า “พวกเราเริ่มจากการมองอะไรที่อยู่รอบตัวจากนั้นจึงเริ่มคิดต่อยอด มองถึงความเป็นไปได้ในอนาคต แล้วศึกษาหาข้อมูลนำมาประกอบการคิดหาหนทางรับมือกับความเป็นไปได้เหล่านั้น สำหรับวันนี้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ตนเองและทีมรู้สึกดีใจมาก เพราะทุกคนในทีมทุ่มเทและตั้งใจ ใช้เวลาถึง 2 เดือนในการทำแบบจำลองความเป็นไปได้นี้ขึ้นมา ลำดับต่อไปที่จะไปแข่งที่สิงคโปร์ ทางทีมจะกลับไปประชุมกันเพื่อเตรียมความพร้อม ปรับปรุงเพื่อให้แบบจำลองของทีมครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่คณะกรรมการได้ชี้แนะ และพวกเราจะตั้งใจกันอย่างเต็มที่เพื่อนำชัยชนะกลับมา”



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : บริษัทผู้ผลิต
คอลัมน์ Online : ธุรกิจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/bVtXx
วันที่เผยแพร่ : วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09:00 นาฬิกา
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th