บทความ

ของจริงมาแล้ว


เห็นยอดขายเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ได้แต่ปลงแทนค่ายรถยนต์ เพราะรอบเดือนที่แล้ว เป็นเดือนที่ค่ายรถยนต์เกือบทุกค่าย กระหน่ำแคมเปญกันออกมาถ้วนหน้า ทั้งเพื่อระบายสตอคที่ค้างคามาจาก “รถคันแรก” รวมทั้งเตรียมระบายสตอค เพื่อรองรับการออกรถยนต์รุ่นใหม่ แต่ก็ไม่สามารถดึงความต้องการซื้อรถยนต์จากผู้บริโภคได้

 

นั่นทำให้ตัวเลขการขายเพียงเดือนเดียว ตกต่ำจากปีที่แล้วถึง 29.2 % ขายกันได้เพียง 93,080 คัน เท่านั้นเอง พลอยไปดึงเอาตัวเลขยอดรวม ให้เติบโตได้เพียง 1,020,368 คัน หรือโตเพียง 3.0 % เท่านั้นเอง

 

เรียกว่าแคมเปญที่มีมูลค่าเกือบเท่าแคมเปญ “รถคันแรก” แถมได้รับส่วนลดเลยทันที ไม่ต้องรอให้หลวงส่งกลับคืน ไม่สามารถจูงใจให้คนซื้อรถได้เพียงพอ หรือจะว่าเศรษฐกิจไม่ดี ก็คงไม่ได้ เพราะหลวงเก็บเงินภาษีได้เพิ่มขึ้นหลายรายการ แสดงว่าเศรษฐกิจต้องดีจริง ถึงได้เงินเพิ่ม

 

แต่ลองฟังเสียงนักการตลาดคุยกันแล้ว เห็นบอกว่าบรรดาแคมเปญเหล่านี้ คงเพิ่มมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพียงแต่จะสามารถยืนไปให้ถึงปลายปีนี้เท่านั้น เรียกว่า งาน “มหกรรมยานยนต์” ปีนี้ จะยังคงมีแคมเปญเหล่านี้อยู่แน่นอน แต่อาจมีแถมเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เรียกว่า เพิ่มน้ำจิ้มว่างั้นเถอะ

 

แต่อย่างไรก็ต้องจับตาค่ายจากแดนอาทิตย์อุทัย ที่จะต้องปิดปีงบประมาณกัน วันที่ 31 มีนาคม ปีหน้า และเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ ว่าภาพรวมของการดำเนินงานในปีนี้ จะเป็นอย่างไร นั่นแหละถึงจะเป็นจุดเปลี่ยนของแคมเปญในปัจจุบัน

 

หันมามองอีกทาง ว่าปีนี้ยอดการขายจะไปถึงฝั่งฝันหรือไม่ ค่ายยักษ์ใหญ่ก็บอกว่า น่าจะเป็นไปได้ที่ 1.3 ล้านคัน ต่ำกว่าปี 2555 ซึ่งทำได้ 1.4 ล้านคัน เพราะเนื่องจากปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจของไทยไม่ดีนัก และยังมีปัญหาความผันผวนของตลาด ที่กำลังซื้อถูกดึงไปใช้ล่วงหน้า ทำให้คาดว่ารถใหม่จะผลักดันตลาดได้ไม่มากนัก

 

แถมด้วยการเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ ทำให้ต้องชะลอการส่งมอบกันพอสมควร ส่งผลกระทบต่อตลาดโดยรวม

 

มาคุยเรื่องทั่วไปที่ผู้ใช้รถใช้ถนนจะต้องประสบกันดีกว่า เริ่มกันด้วยความกลัวที่ว่า การหยุดซ่อมท่อแกสธรรมชาติแหล่งเยตากุน ในสหภาพเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม ปีนี้ จนถึงวันที่ 8 มกราคม ปีหน้า เพราะเป็นช่วงที่ทะเลคลื่นลมสงบที่สุด อันจะทำให้การซ่อมเป็นไปได้เร็วที่สุด แต่ก็จะทำให้เกิดปัญหากับการผลิตไฟฟ้าของบ้านเรา

 

ด้านพลังงานก็แจ้งว่า ได้มีการหารือเพื่อเตรียมการเอาไว้แล้ว เชื่อมั่นได้ว่า จะไม่มากระทบกับความต้องการใช้แกสธรรมชาติของยานยนต์แน่นอน เพราะเป็นคนละส่วนกัน

 

ก็ขอให้จริงอย่างพูดเถอะ เพราะเดี๋ยวพี่ก็จะมาอ้างเอาใหม่ก็ได้

 

อีกเรื่องหนึ่ง ขอบันทึกโครงการประชานิยมของรัฐบาลเอาไว้ตรงนี้ นับเป็นการดำเนินโครงการมาแล้ว ครั้งละ 6 เดือน 12 ครั้ง และจะเริ่มครั้งที่ 13 อีก 6 เดือน โดยหลวงจะต้องควักกระเป๋า วงเงินชดเชยรวมทั้งสิ้น 2,085 ล้านบาท สำหรับรถเมล์ฟรี หรือรถประจำทางธรรมดา 800 คัน/วัน 73 เส้นทาง เป็นเงิน 1,553 ล้านบาท

 

และสำหรับรถไฟฟรี 164 ขบวน/วัน และระยะไกล 8 ขบวน/วัน จำนวน 532 ล้านบาท เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านการเดินทาง

 

อย่าลืมว่ายอดเงินทั้งหมด มาจากเงินภาษีของเราทุกคนนะขอรับ

 

ส่วนด้านราคาพลังงาน หลวงท่านตรึงระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล ไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร โดยราคา ณ วันที่ 31 มีนาคม 2556 อยู่ที่ 29.99 บาท/ลิตร และฐานะกองทุนน้ำมัน ฯ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2556 อยู่ที่ -13,098 ล้านบาท หลวงท่านประมาณการว่าสามารถช่วยเหลือประชาชน/ภาคธุรกิจ ประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นเงินประมาณ 171,000 ล้านบาท

 

บันทึกอีกเรื่อง ก็เรื่องทอพฮิทนั่นแหละ เงินคืน “รถคันแรก” ไงล่ะ

 

ข่าวว่า กรมสรรพสามิตได้ทยอยคืนเงินให้แก่ผู้ขอใช้สิทธิ์ในโครงการรถยนต์คันแรกแล้ว 466,153 คัน เป็นเงิน 32,579.47 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.45 ส่วนที่เหลือคาดว่า จะทยอยคืนได้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในปีงบประมาณ 2557-2558

 

โดยมียอดผู้ขอใช้สิทธิ์รถยนต์คันแรกกว่า 1 ล้านราย ปัจจุบันได้มีการส่งมอบรถไปจำนวนมาก แต่ยังเหลือยอดใบจอง ที่รอการแสดงขอใช้สิทธิ์หรือรอรับรถอีกจำนวน 1.3 แสนราย

 

ยอดใบจองที่ยังค้างอยู่ 1.3 แสนรายนี้ มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะกำลังรอรับรถ หรือ ทิ้งใบจอง เพราะบางรายอาจจองรถไว้หลายแห่ง เมื่อรับรถจากค่ายใดไปแล้ว ก็ไม่ได้แจ้งยกเลิก ซึ่งในส่วนนี้ กรมสรรพสามิตจะเข้าไปตรวจสอบจำนวนความต้องการขอใช้สิทธิ์ที่แท้จริงว่า มีเหลืออยู่เท่าใด โดยจะใช้วิธีการส่งเอสเอมเอสเพื่อยืนยันสิทธิ์ไปทางโทรศัพท์ เพื่อกรม ฯ จะได้ตั้งงบประมาณในการจ่ายคืนก่อนปิดโครงการ

 

ทั้งนี้ ในเงื่อนไขของโครงการเกี่ยวกับการขอใช้สิทธิ์ คือ เมื่อผู้ใช้สิทธิ์รับรถเรียบร้อยแล้ว จะต้องยื่นเอกสารขอใช้สิทธิ์ภายใน 90 วัน ซึ่งเชื่อแน่ว่า ค่ายรถที่ยังค้างส่งอยู่น่ะ มีตัวเลขน้อยกว่าที่หลวงท่านมี อย่างน้อยก็เกือบครึ่งเชียว ที่เหลือมันโผล่มาจากไหนหว่า

 

และเหตุเพราะโครงการนี้ ทำให้ในเวลานี้ ตัวเลขยอดเงินดาวน์ของสถาบันการเงิน ตั้งกันเอาไว้ตั้งแต่ 20 % ขึ้นไป และผ่อนชำระประมาณ 60 งวด เพราะตัวเลขเอนพีแอลของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ขยับจาก 1.4 % มาเป็น 1.78 % แล้ว

 

อันจะทำให้ แนวโน้มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ช่วงครึ่งปีหลัง ชะลอลงมากพอควร หลังเริ่มเห็นสัญญาณว่าสินเชื่อในกลุ่มรถคันแรกและรถมือสองที่ปล่อยไปก่อนหน้าเริ่มมีปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้น และราคาขายต่อตกลงมาก จนทำให้การยึดรถมา จะยิ่งขายขาดทุน 20-25 %

 

ตอนนี้บางค่ายก็หมุนทีมมาร์เกทิงมาช่วยติดตามหนี้แทน รวมทั้งเข้มลูกค้าใหม่ ประเมินว่า ลูกค้าต้องไม่แบกหนี้เกิน 40-50 % ของรายได้ ยังต้องมีเงินออมไว้ระดับหนึ่ง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

 

ก็ต้องดูกันต่อไปว่า สภาวะเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับทรงตัว จะช่วยให้ยอดการขายรถยนต์ในปีนี้ ไปถึงฝั่งฝันของค่ายรถยนต์กันได้หรือเปล่า

 

ที่จริงก็น่าจะไม่ยากเท่าใดนัก กับอีก 3 เดือนที่เหลือ ที่ยังเป็นฤดูที่ขายรถกันมากมายมานานแล้ว

 

แถมยังมีรถใหม่ๆ สวยๆ มาให้ดูในงาน “มหกรรมยานยนต์” อีกด้วย

 

อย่างนี้พลาดได้อย่างไร ใช่ไหมครับ แค่พริททีอย่างเดียว ก็คุ้มค่าผ่านประตูแล้ว



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2556
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/wuyX5

Follow autoinfo.co.th