บทความ

อยากใช้ไฮบริดบอกให้ชัดๆ จะเอารุ่นไหน !?!


หลายคนชอบทึกทักเอาว่า รถไฮบริดมันก็เหมือนๆ กัน แต่จริงๆ แล้วมันมีความแตกต่างในหลักการและรายละเอียดไม่น้อย ซึ่งต่อไปนี้ถ้าไม่ระบุให้ชัดๆ อาจจะเลือกไม่ถูก เพราะระยะหลังเราได้เห็นการกำเนิดของรถไฮบริดพลังสูงที่ร้อนแรงหลายๆ รุ่น อาทิ รถในตระกูล แอคทีฟ ไฮบริด จากค่าย บีเอมดับเบิลยู ที่ให้สมรรถนะการขับเคลื่อนที่น่าทึ่ง และรถบางรุ่นก็มีระบบไฮบริดให้เลือกหลายแบบเสียด้วย อย่างรุ่นใหญ่จากค่ายดาวสามแฉก เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ ก็มีระบบไฮบริด 3 รูปแบบให้เลือก เริ่มตั้งแต่คุณชายเล็ก เอส 300 บลูเทค ไฮบริด คุณชายกลาง เอส 400 ไฮบริด ปิดท้ายด้วย คุณชายใหญ่สุดไฮเทค เอส 500 พลัก-อิน ไฮบริด ที่เพิ่งเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ ในงาน “มหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ท” เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา แน่นอนว่า 3 พี่น้องจากวังดาวสามแฉก แต่ละท่านมีบุคลิกภาพต่างกัน แต่จะมีดีที่ตรงไหน และเก่งเรื่องอะไรบ้าง ต้องมาดูกัน

 

“คุณชายเล็ก” เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส 300 บลูเทค ไฮบริด มาพร้อมขุมกำลังแบบ 4 สูบ ดีเซล ไฮบริด ใช่แล้วอ่านไม่ผิด เอส-คลาสส์ รุ่นใหม่นี้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ แบบ 4 สูบ ตามกระแสการลดขนาดเครื่องยนต์ แถมมีขนาดความจุกระจุ๋มกระจิ๋มมาก เพียง 2.2 ลิตร เท่านั้น แต่ให้พละกำลังถึง 204 แรงม้า และมีแรงบิดถึง 51 กก.-ม. ทำงานร่วมกันและจับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานแบบขนาน (PARALLEL) ที่มีพละกำลัง 27 แรงม้า กับแรงบิด 25.5 กก.-ม. แต่เมื่อรวมกันแล้วได้กำลังเท่าไร ทาง เมร์เซเดส-เบนซ์ ยังไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลแน่ชัด แต่ที่แน่ๆ คือ เพียงพอที่จะพารถคันโตไปไหนมาไหนได้อย่างรวดเร็ว และประหยัด ด้วยอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงระดับ 22 กม./ลิตร (ถ้าขับดีๆ) แต่เท่าที่ได้ทราบจากการทดสอบในต่างประเทศพบว่า เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ บลอคนี้ มีความสั่นสะเทือนมากพอสมควร แม้จะอยู่กับรถรุ่นใหญ่ที่มีระบบการซับเสียงกับแรงสั่นสะเทือนดีเป็นพิเศษ ก็ยังคงรู้สึกถึงการทำงานของเครื่องยนต์ เรียกว่าถ้าจะเอามาเพื่อความสุนทรีย์ในการขับขี่ “ชายเล็ก” อาจจะยังไม่เพียบพร้อมด้านนี้มากนัก แต่หากเลือกมาใช้เพื่อเป็นรถลีมูซีนของโรงแรม หรือรถของผู้บริหารในองค์กร ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย

 

“คุณชายกลาง” เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส 400 ไฮบริด ตามตำราท่านว่าไว้ รถรุ่นกลางๆ น่าจะมีความลงตัวในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องราคาและสมรรถนะ ซึ่งก็ไม่ผิดเลย เพราะนี่เป็นหนึ่งในรถสายพันธุ์ เอส-คลาสส์ ที่มีความทะมัดทะแมง ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน แบบ วี 6 สูบ ขนาด 3.5 ลิตร ให้กำลัง 302 แรงม้า และแรงบิด 38 กก.-ม. และทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า รุ่นเดียวกับของ “ชายเล็ก” ที่ให้กำลัง 27 แรงม้า กับแรงบิด 25.5 กก.-ม. ส่วนผลลัพธ์ที่ได้แน่นอนว่า ไม่อาจสู้กับชายเล็กในเรื่องความประหยัดได้ (แต่ก็นับว่าประหยัด และปล่อยมลภาวะต่ำกว่ารุ่นธรรมดามาก) แต่สิ่งที่ได้มา คือ ความเรียบลื่นและความสงบเงียบของเครื่องยนต์เบนซิน ซึ่งเป็นเสมือนหัวใจของรถยนต์ระดับหรูนั่นเอง ทำให้เชื่อได้ว่ารถรุ่นนี้จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้มองหารถหรูที่ประหยัด และปล่อยมลพิษต่ำอย่างแน่นอน

 

สำหรับพระเอกของเราในครั้งนี้หนีไม่พ้น “คุณชายใหญ่” เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส 500 พลัก-อิน ไฮบริด ที่มาพร้อมกับแนวคิดที่ไม่เคยมีรถหรูคันใดในเซกเมนท์นี้ทำมาก่อน ด้วยระบบไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก ! (แต่จะไปเสียบที่ไหน ต้องมาว่ากันอีกที) แน่นอนว่า ในยุคสมัยที่ตัวเลขท้ายรถ ไม่ได้บอกถึงความจุกระบอกสูบอีกแล้ว เอส 500 พลัก-อิน ไฮบริด ก็เช่นกัน เพราะครั้งนี้ไม่ได้มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน แบบ วี 8 สูบ เหมือนที่คุ้นเคย แต่เลือกที่จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน แบบ 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร เท่านั้น

 

เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ให้กำลังมากถึง 328 แรงม้า กับแรงบิด 49 กก.-ม. ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 107 แรงม้า กับแรงบิด 35 กก.-ม. คิดเอาเองแบบง่ายๆ คือ รถคันนี้น่าจะมีพละกำลังระดับ 400 แรงม้า กับแรงบิดไม่น้อย 81.6 กก.-ม. ซึ่งทาง เมร์เซเดส-เบนซ์ ยังไม่ยืนยันตัวเลขชัดเจนออกมา แต่ที่แน่ๆ คือ รถคันนี้มีสมรรถนะสมกับรหัส 500 ได้อย่างไม่เคอะเขิน โดยในการทำงานของ “คุณชายใหญ่” จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นพระเอกในการขับเคลื่อน คือ ระบบต่างๆ ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนที่ด้วยไฟฟ้าเป็นหลัก ต่างจาก “คุณชายเล็ก” และ “คุณชายกลาง” ที่ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า จะทำหน้าที่เป็นเหมือน “เพื่อนพระเอก” ที่คอยสนับสนุนอยู่ใกล้ๆ

 

สิ่งที่ทำให้รถคันนี้น่าสนใจ คือ มันเป็นรถหรูหรา ขนาดใหญ่ ที่สามารถเดินทางได้อย่างประหยัดเหลือเชื่อ ด้วยการเน้นการทำงานด้วยระบบไฟฟ้าเป็นหลัก ทำให้มันมีอัตราบริโภคเชื้อเพลิง (ใช้งานแบบในโลกความจริง) ในระดับ 30 กม./ลิตร และสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 5.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. (ถูกจำกัด)

 

การที่มันเป็นรถที่เรียกว่า พลัก-อิน ไฮบริด ควรจะมีอะไรที่แตกต่างไปจากรถไฮบริดแบบทั่วไป ที่เรา (เริ่ม) คุ้นเคย จากขนาดของแบทเตอรีแบบลิเธียม-ไอออน ที่มีความจุมากกว่ารถไฮบริดแบบทั่วไป เพราะปกติรถไฮบริดจะใช้ไฟฟ้าเสริมการทำงานของเครื่องยนต์เป็นหลัก ตัวอย่าง เช่น โตโยตา ปรีอุส ก็วิ่งด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ไม่นานไฟก็หมดแล้ว ซึ่งมันถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 107 แรงม้า ขนาดของแบทเตอรีก็ต้องใหญ่ตาม จนกินพื้นที่ท้ายรถไปพอสมควร แต่ข้อดี คือ พลังงานไฟฟ้า สามารถได้มาจากโครงข่ายการจ่ายกระแสไฟฟ้าสำหรับรถพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ หรือจะมาจากบ้านของเจ้าของรถก็ย่อมได้ (เทียบกันแล้ว ยังไงค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่าน้ำมัน) โดยการประจุไฟฟ้าที่มีอยู่นั้น สามารถทำให้รถคันนี้เดินทางด้วยไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกลถึง 28 กม. นั่นหมายความว่า การใช้งานเดินทางในเขตเมือง “คุณชายใหญ่” สามารถวิ่งโดยไม่ต้องใช้เครื่องยนต์เลยได้อย่างสบาย เพราะส่วนใหญ่การเดินทางในเขตเมืองนั้นเราใช้ระยะทางไม่เกิน 20 กม. อยู่แล้ว

 

แต่ถึงอย่างไรก็ตามวิศวกรของค่ายดาวสามแฉก ได้เตรียมพร้อมเรื่องสำหรับการปั่นไฟด้วยตัวเองอยู่แล้ว โดยมีรูปแบบของการจัดการพลังงาน 4 รูปแบบ ดังนี้

1. ไฮบริด โหมด (HYBRID MODE) ระบบนี้จะจัดการพลังงานด้วยการวางแผนการใช้พลังงานอย่างรัดกุม และมีประสิทธิภาพที่สุด โดยเครื่องยนต์จะทำงานน้อยครั้งมาก และส่วนใหญ่เครื่องยนต์จะทำงานเพื่อปั่นไฟเข้าไปเก็บในแบทเตอรี

2. อี-โหมด (E-MODE) ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนๆ โดยสามารถวิ่งไปได้ไกลถึง 28 กม.

3. เซฟ-โหมด (SAFE MODE) จะพยายามสะสมไฟให้เต็มเสมอ เพื่อเตรียมเอาไว้ใช้สำหรับการเข้า “เขตปลอดมลพิษ” ในเมืองที่มีการจำกัดไอเสียของยานพาหนะ

4. ชาร์จ โหมด (CHARGE MODE) เครื่องยนต์จะพยายามปั่นไฟเข้าแบทเตอรีให้มากที่สุด ซึ่งจะสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย แต่ก็ช่วยยืดโอกาสที่จะต้องจอดชาร์จไฟริมทางได้

 

ระบบทั้งหมดนี้เมื่อทำงานร่วมกับอุปกรณ์อัจฉริยะนานาชนิดที่ช่วยในการคาดเดาเส้นทางข้างหน้าของรถแล้ว อาทิ ระบบนำทางด้วยดาวเทียม ที่คาดคะเนความชันของถนน หรือเห็นทางโค้งข้างหน้าไว้ก่อนแล้ว จะช่วยให้สามารถจัดการปรับความเร็วและปรับตัวให้เหมาะว่า ทางข้างหน้านั้นต้องการเอาพลังงานออกมาใช้ หรือสามารถป้อนพลังงานกลับเข้าสู่ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้เทคนิคการขับขี่ของผู้ขับแต่เพียงอย่างเดียว เรียกได้ว่า เหมือนมีเนวิเกเตอร์แรลลีโลกมาเป็นผู้ช่วยขับยังไงยังงั้น (ต่างกับการใช้ภรรยาช่วยบอกทางลิบลับ)

 

รถยนต์ที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส 500 พลัก-อิน ไฮบริด นี้ มีราคาไม่ถูกอย่างแน่นอน แต่พาหนะที่ไม่ก่อมลภาวะ หรือสร้างมลภาวะต่ำ และมีอัตราบริโภคเชื้อเพลิงน้อย หากได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง เราก็จะสามารถใช้รถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในราคาสบายกระเป๋ามากขึ้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์พร้อมที่จะต่อรองกับภาครัฐอย่างไร (ได้แต่หวังว่าจะมีผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเห็นอกเห็นใจคนใช้รถที่ต้องแบกภาระจากราคาน้ำมันกันบ้าง) และนอกจากนั้นยังต้องการการสนับสนุนจากผู้ให้บริการพลังงาน ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ฝ่ายภูมิภาค นครหลวง ฯลฯ ในการเปิดสถานีชาร์จไฟ ให้กับรถไฟฟ้าพันธุ์ใหม่เหล่านี้ (ขืนต้องใช้เครื่องยนต์ปั่นไฟบ่อยๆ ก็ไม่สามารถเป็นรถยนต์พลังสะอาดได้อย่างที่คิด)

 

นี่เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะทำโดยเอาระบบไฮบริดรูปแบบต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการให้พลังงานขับเคลื่อนกับรถยนต์ในปัจจุบัน และแน่ใจได้ว่าอีกไม่นานเกินรอ รถส่วนใหญ่จะใช้ระบบไฮบริด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างแน่นอน คอนเฟิร์ม !



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2556
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Z6Cfs

Follow autoinfo.co.th