บทความ

ระเบียงรถใหม่


หวือหวาทั้งรูปโฉมและระบบขับ
VOLKSWAGEN XL1

อ่านพบในนิตยสารรถยนต์ชั้นนำฉบับหนึ่งของยุโรป เขาบอกว่า ในช่วงปลายของทศวรรษแห่งปี 1990 ตอนที่ยักษ์ใหญ่และยักษ์รองของเมืองยุ่นนำรถไฮบริดติดป้ายชื่อ โตโยตา ปรีอุส (TOYOTA PRIUS) และ ฮอนดา อินไซจ์ท์ (HONDA INSIGHT) ออกขายในตลาด บริษัทรถยนต์รายอื่นๆ ไม่ได้รู้สึกสะดุ้งสะเทือนสักเท่าไร เพราะยังมองไม่เห็นว่ารถไฮบริดจะมีฤทธิ์มีเดชขนาดไหน ? แต่ที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ ผู้ผลิตรถยนต์แทบทุกรายล้วนเห็นเป็นเรื่องจำเป็นและคุ้มค่าที่ต้องมีรถประเภทนี้อยู่ในบัญชีรายชื่อสินค้า รายที่ยังไม่มีก็กำลังขวนขวายเพื่อให้มี

 

ถึงไม่อยากยอมรับ ก็ต้องยอมรับว่าบริษัทรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดกับรถไฮบริด จะเป็นใครไปไม่ได้หากไม่ใช่ โตโยตา จากรถแบบแรก คือ โตโยตา ปรีอุส ซึ่งออกตลาดเมื่อปี 1997 ปัจจุบันกองทัพรถไฮบริดของผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ที่ขายอยู่ทั่วโลกเพิ่มจำนวนเป็น 23 แบบ ไปแล้ว เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมายักษ์ใหญ่ของเมืองยุ่นนำรถเหล่านี้ออกแสดงพร้อมๆ กันในงาน TOYOTA HYBRID WORLD TOUR ซึ่งจัดขึ้นในรัฐมิชิแกนของสหรัฐอเมริกา และทำให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ รู้สึกระคายเคืองเล็กๆ โดยประกาศว่า ยอดขายรถไฮบริดของค่าย โตโยตา ในตลาดทั่วโลก ผ่านหลัก 5,000,000 คัน ไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เดือนมีนาคมของปีงูใหญ่

 

เพื่อให้สอดรับกับงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 30 ของค่าย “สื่อสากล” ที่เปิดฉากตอนปลายเดือนพฤศจิกายน และตั้งคำขวัญไว้ว่า “พลังงานสร้างสรรค์ ยานยนต์เปลี่ยนโลก” เดือนนี้รถใหม่ที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง จึงมีอยู่เพียง 2 ประเภท คือ รถไฮบริดกับรถไฟฟ้า และทั้งหมดเป็นผลงานของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน เริ่มกันที่รถติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน เอกซ์แอล 1 (VOLKSWAGEN XL1) ผลงานชิ้นโบว์แดงของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ที่ประกาศอยู่บ่อยๆ ว่า ภายในปี 2018 จะเป็นผู้นำตลาดในด้าน E-MOBILITY

 

อวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2013 และผู้คนมุงดูกันแน่นขนัดยิ่งกว่ายืนมุงดูพริททีทำนมหก เป็นรถไฮบริดอย่างที่เรียกกันในภาษารถยนต์ว่า PLUG-IN HYBRID คือ ไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟเข้าแบทเตอรี โดยใช้เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 2 สูบเรียง 800 ซีซี 35 กิโลวัตต์/48 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 20 กิโลวัตต์/27 แรงม้า ที่ได้พลังไฟจากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขนาด 5.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง และถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์คลัทช์คู่ 7 จังหวะ

 

ระบบขับไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟดังที่กล่าวข้างต้น ติดตั้งอยู่ในตัวถังซึ่งยาวแค่ 3.888 ม. กว้าง 1.665 ม. และสูง 1.153 ม. ที่ออกแบบให้นั่งกันเพียง 2 คน โดยนั่งคู่กันแต่ผู้โดยสารต้องนั่งเยื้องไปข้างหลังนิดหน่อยดังที่เห็นในภาพ เป็นตัวถังประตูปีกนกที่เบาเป็นพิเศษ คือ มีน้ำหนักตัวเปล่าแค่ 795 กก. เพราะโครงตัวถัง เปลือกตัวถัง และส่วนแต่งเติมทุกชิ้นล้วนทำจาก CFRP หรือ CARBON FIBRE REINFORCED POLYMER ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์มวลเบาแต่แข็งแรง ที่ยอดเยี่ยมกระเทียมโทน และไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้พบได้เห็นในรถที่ทำขาย ไม่ใช่รถแนวคิด คือ ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำเพียง 0.189

 

ผลลัพธ์ของการนำระบบขับไฮบริดมาทำงาน ในตัวถังน้ำหนักเบาและลื่นลมนี้ คือ รถไฮบริดซึ่งสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 12.7 วินาที มีความเร็วสูงสุดซึ่งจำกัดไว้ที่ระดับ 160 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่เห็นตัวเลขแล้วต้องขยี้ตา คือ แค่ 0.9 ลิตร/100 กม. หรือ 111 กม./ลิตร ดังนั้นเมื่อเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถังซึ่งจุเพียง 10 ลิตร จะไปได้ไกลกว่า 500 กม. และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 21 กรัม/กม. อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจมากก็คือ เมื่อวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว จะวิ่งได้ไกลถึง 50 กม. โดยสิ้นเปลืองพลังไฟน้อยกว่า 0.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง/กม. หรือแค่ 0.1 หน่วย ซึ่งเมื่อคิดตามราคาค่าไฟฟ้าในบ้านเรา ก็ไม่ถึงสองสลึง ที่น่าสนใจเช่นกันก็คือ เมื่อไรจะมีขายในบ้านเรา ?

 

รถไฟฟ้าหน้าตาคิกขุ !
VOLKSWAGEN E-UP!

เมื่อกลางเดือนกันยายนของปี 2011 คณะของเราเดินทางไปเยือนเมืองเบียร์เพื่อทำข่าวงานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งที่ 64 ในงานที่ว่านี้มีสายตาของพวกเราได้สัมผัสรถแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนนับ 100 คัน แต่มีอยู่คันหนึ่งที่พวกเราเห็นพ้องต้องกันว่า “โดนใจมาก” คือ รถขนาดเล็กติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน อัพ ! (VOLKSWAGEN UP!) ซึ่งไม่กี่วันหลังจากเปิดตัวในงานที่ว่า ก็เริ่มออกโชว์รูม เป็นรถค่าตัวหน่อมแน้ม คือ มีเงินแค่ 9,900 ยูโร ก็ซื้อได้แล้ว

 

โฟล์คสวาเกน อัพ ! ที่พวกเราถูกอกถูกใจกันมากนี้ เป็นรถ 3 หรือ 5 ประตูแฮทช์แบค ในตัวถังยาว 3.540 ม. กว้าง 1.641 ม. และสูง 1.478-1.489 ม. ซึ่งหน้าตาดูดีกว่ารถขนาดเดียวกันแบบอื่นๆ ที่เคยเห็นกันมาก่อน โดยเฉพาะเมื่อเป็นตัวถังสีอ่อน อย่างสีขาว หรือสีเงิน ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้ขับล้อคู่หน้า มีเพียงขนาดเดียว คือ เครื่องเบนซิน DOHC 3 สูบเรียง ความจุ 998 ซีซี แต่ปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือแบบให้กำลังสูงสุด 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า กับแบบให้กำลังสูงสุด 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า

 

เดือนกันยายนของปีงูเล็กนี้ คณะของเราเดินทางไปทำข่าวงานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทอีกครั้งหนึ่งและนับนิ้วได้ว่าเป็นครั้งที่ 11 ในบูธของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ สองตาซึ่งมีเลนส์แก้วใสแจ๋วครอบอยู่ก็ได้สัมผัสรถจิ๋วที่เคยพึงพอใจอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ป้ายชื่อรุ่นที่ติดอยู่ใต้แผงกระจังหน้า เปลี่ยนจาก UP! เป็น E-UP! ไปแล้ว ที่ต้องเปลี่ยนก็เนื่องจากนี่คือรถไฟฟ้า ไม่ใช่รถเครื่องเบนซินอย่างที่เคยเห็นเมื่อ 2 ปีก่อน

 

เป็นรถไฟฟ้าที่พัฒนาจากรถ โฟล์คสวาเกน อัพ ! ในตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค ซึ่งยาว 3.540 ม. กว้าง 1.645 ม. สูง 1.477 ม.และมีค่าสัมผัสแรงต้านอากาศ 0.308 หน้าตารวมทั้งรายละเอียดของตัวถังภายนอกแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยกเว้นจุดเดียว คือ เปลี่ยนจากฝาปิดถังน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นฝาปิดเต้าเสียบปลั๊กไฟ

 

ที่เปลี่ยนไปแต่จะมองไม่เห็นหากไม่เปิดฝากระโปรงหน้า คือ เปลี่ยนจากการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินเป็นติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 60 กิโลวัตต์/82 แรงม้า ที่ให้แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร (21.4 กก.-ม.) ตั้งแต่รอบแรกของการหมุน มอเตอร์ดังกล่าวนี้ได้พลังไฟฟ้าจากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขนาด 18.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมีน้ำหนักตัว 230 กก. และสามารถประจุไฟได้หลายวิธี รวมทั้งด้วยไฟบ้าน 230 โวลท์ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง และด้วยวิธีประจุด่วนซึ่งเสียเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงแต่จะได้ปริมาณไฟเพียงร้อยละ 80

 

เมื่อประจุไฟเต็มร้อย รถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 160 กม. สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 12.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองพลังไฟ 11.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือหน่วย/100 กม. เมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าในเมืองเบียร์ซึ่งมีราคาสูงถึง 0.258 ยูโร หรือประมาณ 11 บาท/หน่วย ก็ได้ผลลัพธ์ว่าอัตราสิ้นเปลืองในการใช้รถไฟฟ้าแบบนี้ คือ 1.29 บาท/กม. หากเทียบจากค่าไฟฟ้าในบ้านเรา ซึ่งเมื่อรวมค่าบริการและค่าเอฟทีแล้ว ก็ยังไม่เกิน 5 บาท/หน่วย ตัวเลขก็จะเปลี่ยนเป็นประมาณ 60 สตางค์/กม.

 

เริ่มจำหน่ายแล้วในเมืองแม่เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ค่าตัวเริ่มต้นที่ 26,900 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 1,156,000 บาทไทย

 

น่าจะดีหากขับรถคันนี้ไปตีกอล์ฟ
VOLKSWAGEN E-GOLF

ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ มาร์ทิน วินเทร์คอร์น (PROF. DR. MARTIN WINTERKORN) ซีอีโอของค่าย โฟล์คสวาเกน ยืนยันอีกครั้งหนึ่งในการแถลงข่าวที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในเจตนารมณ์ที่จะเป็นผู้นำตลาดทางด้าน E-MOBILITY ซึ่งน่าแปลเป็นภาษาไทยอย่างตรงตัวได้ว่า “การเคลื่อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า”

 

เขาประกาศอย่างเปิดเผยว่า ในเบื้องต้น คือ ภายในปี 2014 นี้ โฟล์คสวาเกน และผู้ผลิตรถยนต์ในเครือข่ายจะมีรถรวม 14 โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า หรือด้วยระบบไฮบริด และหากมีความเพียงพอ ตัวเลขนี้ก็สามารถเพิ่มเป็น 40 เขากล่าวย้ำด้วยว่า ขณะนี้โฟล์คสวาเกน ได้วาง E-MOBILITY ไว้ตรงจุดศูนย์กลางของกลุ่ม มีการว่าจ้างผู้ชำนาญการด้านนี้ถึง 400 คน รวมทั้งให้การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรเกือบ 70,000 คน เพื่อรับมือกับเทคโนโลยีใหม่นี้

 

ตัวเลขดังกล่าวข้างต้นน่าจะสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจน ในความเอาจริงเอาจังของผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ ที่ในแต่ละปีจะใช้เงินก้อนโตในงานวิจัยและพัฒนา คือ มากกว่า 7,000 ล้านยูโร หรือมากกว่า 300,000 ล้านบาทไทย ส่วนหนึ่งของเงินจำนวนนี้และเป็นเงินก้อนใหญ่กว่าส่วนอื่นๆ เป็นเงินที่ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยี และชิ้นส่วนสำหรับ E-MOBILITY ยานพาหนะที่น่าจะมีส่วนอย่างสำคัญในการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยสร้างโลกสีเขียว

 

ในตลาดยุโรปขณะนี้ กลุ่ม โฟล์คสวาเกน มีรถอยู่ 420 โมเดล ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากปลายท่อไอเสียสูงสุดไม่เกิน 130 กรัม/กม. มี 302 โมเดล ที่ปล่อยสูงสุดไม่เกิน 120 กรัม/กม. มี 50 โมเดลที่ปล่อยไม่เกิน 100 กรัม/กม. และมีอยู่รวม 23 โมเดลที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 95 กรัม/กม. หรือน้อยกว่า หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือรถไฮบริด โฟล์คสวาเกน เอกซ์แอล 1 (VOLKSWAGEN XL1) ที่เพิ่งผ่านตาไป

นอกจาก โฟล์คสวาเกน อี-อัพ ! (VOLKSWAGEN E-UP!) ที่กล่าวไปแล้ว รถไฟฟ้าอีกแบบหนึ่งที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์นำออกอวดตัวแบบ WELTPREMIER หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งล่าสุด คือ รถเก๋งแฮทช์แบคติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน อี-กอล์ฟ (VOLKSWAGEN E-GOLF) ที่กำลังอวดโฉมอยู่นี้

 

เช่นเดียวกับรถไฟฟ้า โฟล์คสวาเกน อี-อัพ ! รถไฟฟ้าแบบที่ 2 นี้ไม่ใช่รถที่ออกแบบและทำขึ้นใหม่ทั้งคัน หากเป็นรถที่พัฒนาจากรถ โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ (VOLKSWAGEN GOLF) ซึ่งมีอยู่แล้วในสายการผลิต และการเปลี่ยนแปลงประการสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวถังหรืออุปกรณ์ประกอบอื่นใด หากเป็นการเปลี่ยนระบบขับ จากขับด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งมีทั้งเครื่องเบนซินและเครื่องดีเซล เป็นขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ

 

ระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าใน โฟล์คสวาเกน อี-กอล์ฟ ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.281 ไม่มีอะไรวิจิตรพิสดารกว่าระบบที่ใช้ในรถ โฟล์คสวาเกน อี-อัพ ! ที่ต่างกันก็คืออุปกรณ์ต่างๆ มีขนาดโตกว่าให้พลังงานสูงกว่า กล่าวคือ มอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่หน้ารถ เป็นมอเตอร์ขนาด 85 กิโลวัตต์/115 แรงม้า ที่ค่ายนี้ออกแบบ/พัฒนาขึ้นเอง มีรอบสูงถึง 12,000 รตน. และให้แรงบิด 270 นิวตัน-เมตร (27.6 กก.-ม.) ตั้งแต่รอบแรกของการหมุน ส่วนแบทเตอรีเพื่อป้อนพลังไฟ เป็นแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 24.2 กิโลวัตต์ชั่วโมงที่มีน้ำหนักตัว 318 กก. และใช้เวลาค่อนข้างยาว คือ ประมาณ 13 ชั่วโมง เมื่อประจุไฟด้วยไฟบ้าน 230 โวลท์

 

ภายหลังการประจุไฟเต็มร้อย รถจะวิ่งได้ไกล 130-190 กม. สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 10.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 140 กม./ชม. (จำกัดด้วยระบบอีเลคทรอนิค) มีอัตราสิ้นเปลืองพลังไฟโดยเฉลี่ย 12.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือหน่วย/100 กม. เมื่อคำนวณจากค่าไฟฟ้าของเมืองเบียร์ซึ่งมีราคาแพงกว่าไฟฟ้าในบ้านเรา คือ 0.258 ยูโร หรือประมาณ 11 บาท/หน่วย ดังที่กล่าวไปแล้ว ก็จะได้อัตราสิ้นเปลืองเท่ากับประมาณ 1.40 บาท/กม.
มีกำหนดออกโชว์รูมในฤดูใบไม้ผลิของปี 2014 ส่วนค่าตัว ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันตัวเลข

 

ไฮบริดสุดหรูดูได้ที่โลโก
MERCEDES-BENZ S 500 PLUG-IN HYBRID

เมื่อตอนหัวค่ำของวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2013 เจ้าของเครื่องหมายการค้า “ดาวสามแฉก” สร้างข่าวใหญ่ โดยการนำรถสุดหรู เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ S-CLASS) รุ่นใหม่ล่าสุดออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนแบบ “ครั้งแรกในโลก” เป็นงานเปิดตัวที่ดูฟู่ฟ่าอลังการ และเรียกความสนใจจากผู้คนได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการเปิดตัวเคียงคู่กับแอร์บัส เอ 380 (AIRBUS A380) เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และสถานที่คือโรงงานของแอร์บัสซึ่งตั้งอยู่ในเมืองฮัมบวร์ก

 

นอกจากเทคโนโลยีก้าวล้ำนำยุคสารพัดรายการ ที่ค่าย “ดาวสามแฉก” บรรจุไว้อย่างเต็มพิกัดแล้ว จุดดึงดูดความสนใจของรถสุดหรูค่าตัวแพงรุ่นใหม่นี้อยู่ที่ว่า ในวันแรกที่ออกจำหน่ายก็มีรถไฮบริดให้ลูกค้าเงินถุงเงินถังสตางค์แยะเลือกใช้แล้วถึง 2 โมเดล คือ MERCEDES-BENZ S 400 HYBRID ในตัวถังฐานล้อสั้นซึ่งติดป้ายค่าตัว 85,204 ยูโร หรือประมาณ 3.66 ล้านบาทไทย และรถชื่อเดียวกันในตัวถังฐานล้อยาวซึ่งติดป้ายค่าตัว 91,095 ยูโร หรือประมาณ 3.92 ล้านบาทไทย รถไฮบริดคู่นี้ติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดไม่ต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินฉีดตรง DOHC วี 6 สูบ 3,498 ซีซี 225 กิโลวัตต์/306 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 20 กิโลวัตต์/27 แรงม้า และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIM-ION) ได้กำลังสุทธิสูงสุด 245 กิโลวัตต์/333 แรงม้า และถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ 7G-TRONIC PLUS

 

เท่านั้นยังไม่หนำใจยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ ที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งล่าสุดซึ่งมีขึ้นเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมานี่เอง คนรักรถเงินถุงเงินถังสตางค์แยะและคนรักสีเขียวก็ได้ชื่นอกชื่นใจกันอีกครั้ง เมื่อค่าย “ดาวสามแฉก” นำรถติดป้ายชื่อ MERCEDES-BENZ S 500 PLUG-IN HYBRID ออกอวดตัวแบบ WELTPREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” พร้อมประกาศว่า หากอยากได้ไว้เป็นเจ้าของก็ขอให้รอปีหน้า แต่ไม่ยอมบอกว่าเดือนอะไรของปีหน้า ?

 

เป็นรถไฮบริดซึ่งแตกต่างจากรถไฮบริดทุกรุ่นทุกแบบที่ค่ายนี้เคยทำขายมาก่อน เนื่องจากติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟแบทเตอรี อย่างที่เรียกกันในภาษารถยนต์และเป็นที่มาของชื่อรถรุ่นนี้ว่า PLUG-IN HYBRID เป็นระบบที่ค่าย “ดาวสามแฉก” ออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ โดยใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC วี 6 สูบ 3.0 ลิตร 245 กิโลวัตต์/333 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 80 กิโลวัตต์/109 แรงม้า ซึ่งได้พลังไฟจากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) มีเต้าเสียบปลั๊กไฟติดตั้งอยู่ตรงมุมขวาของกันชนท้าย เป็นระบบขับที่มีโหมดการทำงานให้เลือกใช้ถึง 4 แบบ คือ HYBRID ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้าจะร่วมกันทำงานกับเครื่องยนต์ E-MODE ซึ่งจะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว E-SAVE ซึ่งไม่ใช้พลังไฟของแบทเตอรีที่ประจุไว้เต็มร้อย เพื่อสงวนไว้ใช้ในภายหลังกับการขับขี่โดยไม่ใช้เครื่องยนต์ และ CHARGE ซึ่งรถจะวิ่งไปด้วยและประจุไฟเข้าแบทเตอรีไปด้วย

 

ที่เหนือชั้นกว่ารถไฮบริดแบบอื่นๆ ของค่ายนี้ก็คือ มีการติดตั้งระบบบริหารจัดการพลังงานซึ่งเรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า ANTICIPATORY ENERGY MANAGEMENT SYSTEM ไว้ด้วย ระบบนี้จะใช้ข้อมูลจากระบบนำทางด้วยดาวเทียมตรวจวัดสภาพถนนไว้ล่วงหน้าถึง 8 กม. แล้วปรับการทำงานของระบบขับไฮบริดเพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด ตัวอย่างเช่น เมื่อพบว่าเบื้องหน้าเป็นทางลงเขา ก็จะใช้พลังไฟของแบทเตอรีอย่างเต็มที่ไว้ก่อน แล้วค่อยประจุไฟกลับคืนด้วยวิธี RECUPERATION เมื่อขับรถลงเขา

 

ตามตัวเลขของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ รถไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟรุ่นนี้ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.5 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 3.0 ลิตร/100 กม. หรือ 33.3 กม./ลิตร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แค่ 69 กรัม/กม. และเมื่อวิ่งด้วยพลังไฟเพียงอย่างเดียวจะไปได้ไกลประมาณ 30 กม. ส่วนสนนราคาค่าตัว คงต้องรอปีหน้า

 

รถพันธุ์ใหม่ของค่ายใบพัด
BMW I3

เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันด้วยกันแล้ว ก็น่าจะฟันธงได้เลยว่า เจ้าของเครื่องหมายการค้า “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” ไม่น้อยหน้าใครเลย เมื่อพูดคุยกันในเรื่องรถพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นรถไฮบริดหรือรถที่ขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ยังจำกันได้ไหม ? เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เคยมีรถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-7 อยู่รุ่นหนึ่ง ที่สามารถใช้แกสไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง เป็นรถติดป้ายชื่อ BMW HYDROGEN 7 ซึ่งผลิตขายในจำนวนจำกัดเพียง 100 คัน เพื่อทดสอบเทคโนโลยีใหม่ ที่น่าเสียดายก็คือ ดูจะเป็นการทดสอบที่ไม่ให้ผลลัพธ์ในทางบวกอย่างที่หวัง เพราะระยะหลังๆ นี่ ไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับรถพลังไฮโดรเจนจากค่ายนี้อีกเลย

 

นอกจากรถไฮโดรเจนรุ่นที่ว่านี่แล้ว ย่างก้าวหนึ่งที่ค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” เดินนำหน้าผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันรายอื่นๆ เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมานี้ มีการสร้าง SUB-BRAND หรือยี่ห้อรอง บีเอมดับเบิลยู ไอ (BMW I) ที่ค่ายนี้จะใช้กับรถพลังงานทดแทนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฮบริดที่ยังจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงจากซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ หรือรถไฟฟ้าที่ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันเบนซินหรือดีเซลอีกแล้ว และรถติดป้ายชื่อ BMW I3 ซึ่งกำลังอวดตัวอยู่ในขณะนี้ ก็คือรถพลังงานทดแทนแบบแรก ที่เพิ่งออกตลาดพร้อมกับ SUB-BRAND หรือยี่ห้อรองดังกล่าว

 

ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์เปิดตัวรถแบบนี้เป็นการภายในเมื่อตอนปลายเดือนกรกฎาคม 2013 โดยจัดงานพร้อมๆ กันใน 3 เมืองสำคัญ คือ กรุงลอนดอนของอังกฤษ มหานครนิวยอร์คของสหรัฐอเมริกา กรุงปักกิ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน และต้องรอจนถึงกลางเดือนกันยายนนั่นแหละ ผู้คนทั่วไปจึงมีโอกาสสัมผัสรถแบบนี้ เมื่อยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองเบียร์นำออกอวดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ท

 

เป็นรถไฟฟ้าที่เริ่มต้นการออกแบบด้วยกระดาษเปล่าและหน้าจอเปล่า ไม่ใช่นำรถเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลมาดัดแปลงเป็นรถไฟฟ้าเหมือนรถไฟฟ้าบางแบบ ตัวถังยาว 3.999 ม. กว้าง 1.775 ม. และสูง 1.578 ม. ซึ่งออกแบบให้นั่งได้รวม 4 คน มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.28-0.29 และมีโครงสร้างส่วนที่เป็นห้องโดยสารทำจาก CFRP หรือ CARBON FIBRE REINFORCED PLASTIC ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์มวลเบาแต่แข็งแรง คือ แข็งแรงเพียงพอที่จะออกแบบประตูข้างอย่างที่เห็นในภาพ คือ เป็นประตูที่เปิดแยกจากกันโดยไม่มีเสาค้ำยันกลาง การเข้าออกรถของผู้โดยสารบนเบาะหลังจึงทำได้สะดวก แม้ว่าพื้นที่ดูจะคับและแคบไปหน่อย ทดลองนั่งดูแล้วปรากฏว่าเข่าเบียดพนักพิงของเบาะหน้า ทั้งๆ ที่ตัวก็ไม่ได้สูงเหมือนฝรั่ง

 

ระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 125 กิโลวัตต์/170 แรงม้า ที่ค่ายนี้ผลิตเอง มีน้ำหนักตัวแค่ 50 กก. และติดตั้งอยู่บนโครงอลูมิเนียมเหนือเพลาหลัง อุปกรณ์ป้อนพลังไฟเป็นแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขนาด 360 โวลท์ 22 กิโลวัตต์ชั่วโมงของ SAMSUNG ซึ่งมีน้ำหนักตัว 230 กก. และวางราบอยู่กับพื้นรถ การประจุไฟแต่ละครั้งด้วยไฟบ้านจะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง แต่จะลดเหลือเพียง 30 นาที เมื่อใช้วิธีประจุด่วนซึ่งได้ปริมาณไฟร้อยละ 80 ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังเป็นเกียร์อัตโนมัติจังหวะเดียว ระบบขับดังกล่าวนี้ มีโหมดการขับให้เลือกได้ 3 แบบ คือ COMFORT-ECO PRO-ECO PRO PLUS

 

ตามตัวเลขของผู้ผลิต รถไฟฟ้าค่าตัว 34,950 ยูโรแบบนี้ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.2 วินาที และความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. ส่วนพิสัยการเดินทาง เมื่อเลือกใช้โหมดการขับ ECO PRO PLUS ซึ่งจำกัดความเร็วไว้ที่ 80 กม./ชม. รถจะวิ่งได้ไกลที่สุด คือประมาณ 200 กม. ถ้ายังไม่พอใจเพราะขี้เกียจประจุไฟบ่อยๆ ก็มีทางเลือกแต่ต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มอีก 4,500 ยูโร โดยเลือกใช้รถโมเดลพิเศษที่ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน DOHC 2 สูบเรียง 647 ซีซี 25 กิโลวัตต์/34 แรงม้า และถังเชื้อเพลิงจุ 9 ลิตรไว้ด้วย เครื่องยนต์นี้ไม่ได้ขับล้อ แต่ทำหน้าที่เป็น RANGE EXTENDER หรือ “ตัวยืดระยะทาง” คือ ปั่นไฟเข้าแบทเตอรี ช่วยยืดพิสัยการเดินทางเป็นประมาณ 340 กม.

 

รถสปอร์ทยุคลมหายใจไร้มลทิน
BMW I8

ในอดีตเมื่อคนรักรถเงินถุงเงินถังสตางค์แยะสักคน ตั้งใจจะซื้อรถสปอร์ทสักคัน นอกจากยี่ห้อรถแล้ว ปัจจัยสำคัญอีก 2 ปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในการตัดสินใจก็คือ หน้าตา/รูปทรงองค์เอวของตัวรถและสมรรถนะการขับขี่ สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ชักชวนให้ซื้อรถประเภทนี้จึงเน้นหนักในเรื่องตัวเลขของความเร็ว ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ เช่น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และคุณภาพของไอเสียดูจะเป็นเรื่องรอง เพราะไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความสนใจผู้มีเงินมากพอจะซื้อรถระดับนี้

 

แต่ยุคนี้นอกจาก 2 ปัจจัยที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ผลิตรถสปอร์ททุกๆ ราย จำเป็นต้องเอาชนะให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่แพ้ นั่นคือสารพัดสิ่งสารพัดอย่างที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลมหายใจของมนุษย์ รถสปอร์ท บีเอมดับเบิลยู ไอ 8 (BMW I8) ที่เลือกมาให้ชื่นชมกันในเดือนนี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดว่า หากพยายามกันอย่างจริงๆ จังๆ ไม่ใช่พยายามแต่ปากเหมือนผู้นำรัฐบาลในประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศที่ประกาศปาวๆ ว่าจะลดปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้ว การลดผลกระทบในทางลบต่อสิ่งแวดล้อมก็ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงของผู้ผลิตรถสปอร์ท

 

เป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่กำลังจะออกสู่โชว์รูมพร้อมกับ SUB-BRAND หรือยี่ห้อรอง BMW I อวดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อ 3-4 ปีก่อนในฐานะรถแนวคิด และปรากฏตัวครั้งล่าสุดที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่าน คราวนี้เป็นรถตลาดสมบูรณ์แบบ หน้าตาและรูปทรงองค์เอวอย่างนี้ หากไม่อธิบายละเอียดใดๆ บอกแต่เพียงว่า มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 40 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แค่ 25 กรัม/กม. จะมีคนเชื่อไหม ?

 

เป็นรถสปอร์ทขับเคลื่อนทุกล้อด้วยระบบ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ตัวถังยาว 4.689 ม. กว้าง 1.942 ม. และสูง 1.293 ม. ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.26 และนั่งได้ 2+2 คน ก็เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้ระบบขับ เป็นตัวถังน้ำหนัก คือ มี UNLADEN WEIGHT หรือน้ำหนักรถเปล่าซึ่งยังไม่ได้เติมเชื้อเพลิงต่ำกว่า 1,490 กก. ทั้งนี้ และทั้งนั้น ก็เนื่องจากชิ้นส่วนตัวถังมากมายโดยเฉพาะส่วนที่เป็นห้องโดยสารล้วนทำจาก CFRP หรือ CARBON FIBRE REINFORCED PALASTIC วัสดุสังเคราะห์มวลเบาและแข็งแรง ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่า ช่วยลดน้ำหนักได้ถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับชิ้นส่วนเหล็กกล้า และร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับชิ้นส่วนอลูมิเนียม ที่น่าสังเกตและไม่เล่าสู่กันฟังไม่ได้ก็คือ เป็นตัวถังที่บรรจุสิ่งที่เป็น WORLD’S FIRST หรือ “สิ่งแรกในโลก” ไว้หลายรายการ ตัวอย่าง คือ เป็นรถตลาดแบบแรกของโลกที่ติดตั้งกระจกซึ่งเพิ่มความแข็งแรง ด้วยกระบวนการทางเคมีอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า CHEMICALLY HARDENED GLASS และนิยมใช้กันอยู่ในขณะนี้กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน กับเป็นรถตลาดแบบแรกของโลกที่มีไฟหน้าแบบไฟเลเซอร์เป็นออพชันพิเศษให้เลือกใช้ด้วย

 

ระบบขับทุกล้อแบบไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟที่กล่าวข้างต้น ซึ่งมีลักษณะการขับให้กดปุ่มเลือกใช้ได้ 3 โหมด คือ COMFORT-ECO PRO-S{ORT ใช้เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 3 สูบเรียง 1499 ซีซี 170 กิโลวัตต์//231 แรงม้า ขับล้อคู่หลัง โดยส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 96 กิโลวัตต์/131 แรงม้า ซึ่งได้พลังไฟจากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขับล้อคู่หน้า เป็นแบทเตอรีขนาด 5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ติดตั้งอยู่ตรงกลางใต้พื้นรถ สามารถประจุไฟด้วยไฟบ้านโดยใช้เวลาเพียงประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

 

ตามตัวเลขของผู้ผลิต รถสปอร์ทไฮบริดติดประตูปีกนกแบบนี้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.4 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. เมื่อเติมเชื้อเพลิงเต็มถังแบทเตอรีไฟเต็มและเลือกลักษณะการทำงานแบบ COMFORT จะไปได้ไกลกว่า 500 กม. ถ้าไม่อยากเปลืองเชื้อเพลิง ให้รถวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ก็จะไปได้ไกลประมาณ 35 กม. แต่ความเร็วสูงสุดจะเหลือแค่ 120 กม./ชม.

 

รถไฮบริดติดตราสี่ห่วง
AUDI A3 SPORTBACK E-TRON

แม้ว่าผู้ใช้รถเริ่มรู้จักรถไฮบริดกันมากขึ้น มีรถไฮบริดให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อหลายแบบหลายรุ่นและหลากหลายระดับราคา รวมทั้งมีรถไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟซึ่งสามารถวิ่งด้วยพลังไฟล้วนๆ แต่ก็ยังมีผู้ชำนาญการบางคนที่ไม่อาจเชื่อได้อย่างสนิทใจ ว่าส่วนแบ่งของรถประเภทนี้จะเพิ่มขึ้นรวดเร็วราวจรวดอย่างที่ผู้ชำนาญการอีกบางคนเชื่อมั่นกัน

 

อ่านพบในนิตยสารรถยนต์ฉบับที่กล่าวในตอนต้นเช่นกัน รายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคผู้หนึ่งที่มีบทบาทอย่างสำคัญในการผลิตและจำหน่ายรถไฮบริดในตลาดอเมริกาเหนือ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมรถที่ว่านี้ก็คือ โตโยตา ปรีอุส (TOYOTA HYBRID) เขายกกรณีของรัฐแคลิฟอร์เนียขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา รัฐนี้ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2025 ร้อยละ 15 ของรถที่ขายจะเป็นรถไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ หรือรถแบบใดๆ ที่มีค่าไอพิษเป็น 0 “นั่นคือ 13 ปีนับจากนี้” เขาว่า “เมื่อเทียบกับรถไฮบริดยุคแรกๆ ภายใน 13 ปี ในแคลิฟอร์เนียเราทำได้ร้อยละ 6 และทั่วทั้งสหรัฐ ฯ เราทำได้เพียงร้อยละ 3.5″ เขาให้ความเห็นว่า ความพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้เป็นงานที่น่ากังวลมาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความเป็นจริงที่ว่ารถเทคโนโลยีสูงประเภทนี้ยังมีราคาแพง ผู้ใช้รถต้องเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งต้องใช้เวลานานมากในการเติมพลังไฟเมื่อเทียบกับเวลาที่ใช้ในการเติมเชื้อเพลิงแบบเดิม

 

รถพลังงานทดแทนอีกแบบหนึ่งที่เลือกมาให้ชื่นชมกันในเดือนนี้ ก็เป็นรถใหม่ที่เพิ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ในงานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งล่าสุดเช่นเดียวกัน เป็นงานของค่าย “สี่ห่วง” ผู้ผลิตรถยนต์รายหนึ่งในจำนวนหลายรายที่อยู่ในเครือข่ายของยักษ์ใหญ่ VOLKSWAGEN GROUP เป็นรถที่ปรากฏตัวพร้อมกับป้ายชื่อ เอาดี เอ 3 สปอร์ทแบค อี-ทรอน (AUDI A3 SPORTBACK E-TRON) เมื่อเห็นเป็นครั้งแรกในงานที่ว่า จึงเข้าใจว่าเป็นรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เมื่อศึกษาอย่างละเอียดจากข้อมูลจำเพาะ จึงทราบว่าไม่ใช่รถไฟฟ้า แต่เป็นรถไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ

 

เช่นเดียวกับรถไฮบริดอีกหลายคันที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้ เอาดี เอ 3 สปอร์ทแบค อี-ทรอน ไม่ใช่รถไฮบริดที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาจากรถติดป้ายชื่อ เอาดี เอ 3 สปอร์ทแบค (AUDI A3 SPORTBACK) รุ่นปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งออกจำหน่ายในเมืองเบียร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ของปีงูเล็กนี้ รถแบบดังกล่าวมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ถึง 7 ขนาด มีทั้งเครื่องเบนซินและเครื่องเบนซิน ส่วนระบบเกียร์เลือกได้ระหว่างเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ S TRONIC

 

ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค 5 ที่นั่ง ยาว 4.310 ม. กว้าง 1.785 ม. และสูง 1.424 ม. ของ เอาดี เอ 3 สปอร์ทแบค อี-ทรอน ติดตั้งระบบ PLUG-IN HYBRID หรือระบบไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อใช้ ที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแค่ 1.5 ลิตร/100 กม. หรือ 66.7 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 35 กรัม/กม. เป็นระบบไฮบริดขับล้อหน้าซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,395 ซีซี 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 75 กิโลวัตต์/102 แรงม้า ที่ได้พลังไฟจากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขนาด 8.8 กิโลวัตต์ ซึ่งมีน้ำหนักตัว 125 กก. และยึดติดอยู่กับพื้นรถ มีกำลังสุทธิสูงสุด 150 กิโลวัตต์/204 แรงม้า และถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 จังหวะ E-S TRONIC

 

สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของค่าย “สี่ห่วง” อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 7.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 222 กม./ชม. เมื่อแบทเตอรีไฟเต็มและเติมเชื้อเพลิงเต็มถังซึ่งจุ 40 ลิตร จะวิ่งได้ไกลประมาณ 940 กม. ถ้าขาดเงินเติมน้ำมันเชื้อเพลิงและวิ่งด้วยพลังไฟล้วนๆ จะไปได้ไกลประมาณ 50 กม. และจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 130 กม./ชม. เพราะเปลืองไฟเกินไปหากวิ่งเร็วกว่านี้ จะออกขายในปี 2014 โดยติดป้ายค่าตัวเริ่มต้นที่ 37,000 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 1,591,000 บาทไทย

 

สปอร์ทไฮบริดพิชิตความเร็ว
PORSCHE 918 SPYDER

เมื่อ 5-6 ปีก่อน หากมีใครสักคนหล่นคำพูดจากริมฝีปากติดหนวดว่า “อีกไม่นานเราจะมีโอกาสได้นั่งรถสปอร์ทระดับซูเพอร์คาร์ที่เติมน้ำมันแค่ 3 ลิตรก็ยังวิ่งได้ไกลถึง 100 กิโล แถมยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แค่กิโลละ 70 กรัม” ก็คงต้องรีบหันไปดูว่ากำลังลืมตาหรือหลับตาพูด ? แต่วันนี้รถซึ่งมีคุณสมบัติอย่างที่เขาว่ามีแล้วจริงๆ

 

เป็นรถค่าตัวโคตระโหด คือ เอาค่าตัวของรถแบบอื่นอีก 7 คันที่ปรากฏตัวใน “ระเบียงรถใหม่” เดือนนี้มารวมกันแล้วเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งเท่าตัว ก็ยังซื้อรถคันนี้คันเดียวไม่ได้ อวดตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2010 แต่ยังอยู่ในฐานะรถแนวคิด ส่วนตัวจริงเสียงจริงของรถที่กำลังจะเข้าสู่สายการผลิต เพิ่งได้เห็นกันเป็นครั้งแรก ก็ที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทในเยอรมนี เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมานี่เอง

 

เป็นรถสปอร์ทระดับ “ซูเพอร์คาร์” ติดตั้งระบบขับทุกล้อแบบไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยีก้าวล้ำนำสมัย และไม่เคยพบเคยเห็นกัมาก่อนในรถตลาดแบบใดๆ ตัวถังยาว 4.643 ม. กว้าง 1.940 ม. และสูง 1.167 ม. ที่ออกแบบให้นั่งกันเพียง 2 คน และติดตั้งหลังคาแบบแข็งที่สามารถถอดเก็บไว้ใต้ฝากระโปรงหน้า มีน้ำหนักตัวรถเปล่า หรือ UNLADEN WEIGHT เพียง 1,634 กก. ซึ่งถือว่าเบามากสำหรับรถระดับนี้ ที่ทำได้ขนาดนี้ก็เนื่องจากชิ้นส่วนตัวถังทุกชิ้นล้วนผลิตจากวัสดุมวลเบา กล่าวคือ โมโนคอคและเปลือกตัวถังทำจากพลาสติคเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งเรียกในภาษาอังกฤษว่า CFRP หรือ CARBON-FIBRE REINFORCED PLASTIC ส่วนแชสซีส์ทำจากอลูมิเนียมแมกนีเซียมและไททาเนียม

 

ถ้าเห็นว่า 1,634 กก. ยังเบาไม่พอก็มีทางเลือก แต่ต้องยอมให้เพิ่มค่าตัวรถจาก 768,026 เป็น 839,426 ยูโร คือ จากประมาณ 33.0 เป็น 36.1 ล้านบาทไทย คือ ติดตั้งชุดแต่งจากโรงงานซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า WEISSACH PERFORMANCE PACKAGE ชุดแต่งนี้จะมีการเปลี่ยนอุปกรณ์บางชิ้นเป็นวัสดุมวลเบา เช่น กระทะล้อแมกนีเซียม ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้ลดน้ำหนักตัวได้ถึง 35 กก. จากรถมาตรฐาน

 

ส่วนระบบไฮบริดขับทุกล้อสุดไฮเทคที่กล่าวข้างต้น ใช้เครื่องเบนซิน DOHC วี 8 สูบ 4,593 ซีซี 447 กิโลวัตต์/608 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด ซึ่งให้กำลังรวม 210 กิโลวัตต์/286 แรงม้า แบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 6.8 กิโลวัตต์ชั่วโมงซึ่งรับประกันอายุการใช้งานนาน 7 ปี และระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ เป็นระบบไฮบริดที่ให้กำลังสุทธิสูงสุด 652 กิโลวัตต์/887 แรงม้า (ตัวเลขที่ทำให้กล่าวได้ว่า นี่คือรถถนนที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของ โพร์เช) และมีโหมดการขับให้เลือกถึง 5 แบบ คือ E POWER-HYBRID-SPORT HYBRID-RACE HYBRID-HOT LAP

 

สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขผู้ผลิต เมื่อกดปุ่มเลือกการขับแบบ E POWER ซึ่งรถจะวิ่งล้อหน้าด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. จะใช้เวลาต่ำกว่า 7.0 วินาที นิดหน่อย ทำความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. และวิ่งได้ไกล 16-31 กม. หากเปลี่ยนโหมดการขับเป็น RACE HYBRID คือ ใส่กันสุดๆ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. จะทำได้ใน 2.8 วินาที อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ทำได้ใน 7.7 วินาที และความเร็วสูงสุด คือ 345 กม./ชม. เป็นตัวเลขที่ทำให้กล่าวได้ด้วยเช่นกันว่า รถซึ่งจะผลิตเพียง 918 คันและมีแต่รถพวงมาลัยซ้ายแบบนี้ นอกจากทรงพลังที่สุดแล้ว ยังเป็นรถถนนที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของค่าย โพร์เช อีกต่างหาก

 

ที่จำเป็นต้องบอกกล่าวกันไว้ด้วยก็คือ พร้อมๆ กับการเปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทดังที่กล่าวข้างต้น ก็มีการประกาศข่าวว่า โพร์เช 918 สไปเดอร์ ที่ขับโดยนักขับของโรงงาน เพิ่งสร้างสถิติขึ้นใหม่ คือ เป็นรถตลาดแบบแรกของโลกที่สามารถวิ่งครบรอบ NORDSCHLEIFE ซึ่งเป็นวงจรส่วนเหนือของสนามแข่งรถ นืร์บวร์กริง (NURBURGRING) อันโด่งดัง ในเวลาต่ำกว่า 7 นาที คือ ใช้เวลา 6 นาที 57 วินาที เป็นการทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้โดยรถ DODGE VIPER SRT-10 ACR ถึง 15 วินาที



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2556
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/DZNNk

บทความที่เกี่ยวข้อง

LEXUS LC 500H
TOYOTA VITZ HYBRID
TOYOTA PRIUS PHV
CADILLAC CT6 PLUG-IN
PORSCHE PANAMERA 4 E-HYBRID SPORT TURISMO
BMW 530E IPERFORMANCE
อัพเดทล่าสุด
26 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th