บทความ

การเมืองอเมริกัน


บารัค โอบามา จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการสมัยที่ 2 นับแต่พิธีสาบานตนเดือนมกราคม 2556 เป็นต้นไป ด้วยระยะเวลาการบริหาร 4 ปี สิ้นสุดลงในปี 2560 และการเมืองอเมริกันอนุญาตให้เป็นได้คนละไม่เกิน 2 สมัย คือ 8 ปี

จอร์จ วอชิงทัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐ ฯ เป็นคนแรกที่นั่งบริหาร 8 ปี ตั้งแต่ปี 2332 ถึงปี 2340 แล้วก็เจริญรอยตามอีกหลายคน หลังสุดก่อนถึง บารัค โอบามา คือ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีคนที่ 43 สังกัดพรรครีพับลีคัน เข้าบริหารงานตั้งแต่ปี 2544 ถึงปี 2552

 

บัญญัติกรอบกฏหมายอเมริกันที่ให้อยู่ได้ไม่เกิน 2 สมัย นั้น เริ่มมีผลบังคับตั้งแต่ปี 2332 ซึ่งเป็นปีที่ จอร์จ วอชิงทัน ได้เป็นประธานาธิบดีคนแรก โดยเป็นประธานาธิบดีที่ไม่มีพรรคการเมืองเป็นเจ้าสังกัด

 

บารัค โอบามา เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ ลำดับที่ 44 สังกัดพรรคเดโมแครทค์ เริ่มเข้าทำงานตั้งแต่ 20 มกราคม 2552 ต่อจากท่านประธานาธิบดีบุช

 

บารัค โอบามา เข้าสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี ตามเส้นทางการเลือกตั้งของอเมริกา เริ่มผ่านทางการคัดเลือกตัวแทนพรรคเพื่อเข้าชิงตำแหน่ง ซึ่งโอบามาเป็นผู้ท้าชิง 1 ใน 3 คนของพรรคเดโมแครทค์

 

สองคนที่เป็นผู้ท้าชิงร่วม คือ ฮิลลารี คลินทัน ซึ่งขณะนั้นเป็นวุฒิสมาชิก (ซีเนเตอร์) มลรัฐนิวยอร์ค อดีตสตรีหมายเลข 1 ของอดีตประธานาธิบดี บิลล์ คลินทัน และ จอห์น เอดเวิร์ด อดีตวุฒิสมาชิกมลรัฐนอร์ธ แคโรไลนา

 

พรรครีพับลิคัน เป็นพรรคการเมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับพรรคเดโมแครทค์ การคัดกรองผู้เข้าชิงตำแหน่งในปี 2552 มีหลายคนรวมทั้ง มิทท์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการมลรัฐแมสซาชูเซทท์ส์ นักธุรกิจ มหาเศรษฐี, จอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกมลรัฐแอริโซนา, ไมค์ ฮัคคาบี อดีตผู้ว่าการมลรัฐอาร์คันซอร์

 

ในที่สุดผลการแข่งขัน ตัวแทนพรรคเดโมแครทค์ คือ บารัค โอบามา และตัวแทนพรรครีพับลิคัน คือ จอห์น แมคเคน

 

เปรียบเทียบตารางอายุกันระหว่าง 2 คน นี้ โอบามา วัย 47 ปี หนุ่มฟ้อ และ แมคเคน วัย 71 ปี แก่กว่าคู่ต่อสู้ถึง 24 ปี แต่ยังสมาร์ท เพราะเป็นอดีตนายทหาร

 

คนเหล่านี้เริ่มการรณรงค์หาเสียง ด้วยการประกาศตัวตั้งแต่ต้นปี 2551 นั่นก็แปลว่า เริ่มทำงานล่วงหน้าเป็นปี การลงคะแนนเพื่อหาตัวแทนพรรคจะมาจากทุกมลรัฐ ซึ่งการวิ่งเต้นหาเสียงนี้ จะทวีความเข้มข้นขึ้นในต้นปี 2552 อันเป็นปีเลือกตั้ง

 

ตารางเวลาการคัดกรองผู้แทนพรรค จะเริ่มอย่างเป็นทางการสนามแรกที่ มลรัฐไอโอวา ในวันที่ 3 มกราคม 2552 เป็นหลักไมล์แรกของถนนสู่ทำเนียบขาว

 

นี่ก็พอจะเริ่มมองเห็นว่า การเมืองอเมริกันนั้น เริ่มมาจากสมาชิกพรรคการเมืองทั้งประเทศ มีส่วนร่วม

 

การเมืองของพวกเขาไม่มี เจ๊ ไม่มีนายใหญ่ ไม่มีมือที่มองไม่เห็น ไม่มีผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

 

ใครที่ต้องการเป็นตัวแทนพรรค เพื่อลงไปสู้ศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งในทำเนียบขาว จะต้องมาหาเสียงแข่งกันภายในพรรค ด้วยระบบเลือกตั้งที่จัดขึ้นครบ 50 มลรัฐ (รวมทั้ง วอชิงทัน ดีซี)

 

การเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนนั้น เป็นการเลือกตั้ง ผู้แทนตามรูปแบบ ELECTORALl COLLEGE เพื่อเป็น “ผู้แทนของมลรัฐ” ไปเลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และ รองประธานาธิบดี อีกทอดหนึ่งตามความประสงค์ของพลเมืองประจำมลรัฐนั้น

 

ยุ่งตายห่… ถ้าไม่คิดเสียว่า นี่คือ ระบบการคัดกรองอีกขั้นตอนหนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบเป็นลายมือ ก็เป็นลายมือตัวบรรจง ไม่ใช่หวัดแกมบรรจง…

 

ผ่านการคัดกรองจากสมาชิกพรรคทั้งประเทศมาแล้ว ยังต้องผ่าน “ผู้แทน EC” อีก 1 ขั้นตอน

 

ซึ่ง 50 มลรัฐของสหรัฐอเมริกา ก็เหมือนแต่ละจังหวัดของเมืองไทย มีประชากรจำนวนไม่เท่ากัน ผลของจำนวนพลเมืองไม่เท่ากัน ทำให้จำนวน ผู้แทน EC ไม่เท่ากันตามไปด้วย มลรัฐไหนใหญ่โตก็มี “ผู้แทน EC” มาก เช่น มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา มี “ผู้แทน EC” ถึง 55 เสียง
มลรัฐที่มีพลเมืองน้อยสุดมี “ผู้แทน EC” ได้ต่ำสุด 3 เสียง มี วอชิงทัน ดีซี และอีก 7 มลรัฐ คือ อแลสกา, เดลาแวร์, มอนทานา, นอร์ธ ดาโกตา, เซาธ์ ดาโกตา, เวอร์มอนท์ และ ไวโอมิง

 

ผู้แทน EC ทั้งประเทศของสหรัฐอเมริกามีทั้งหมด 538 เสียง มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 435 เสียง วุฒิสมาชิก 100 เสียง และอีก 3 เสียง ที่เพิ่มเข้ามาเป็นเสียงที่มาจาก กรุงวอชิงทัน ดีซี

 

นี่คือที่มาของคะแนนเสียงจำนวน 270 เสียง ซึ่งผลการเลือกตั้งเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ผู้สมัครคนใดมีคะแนนถึง 270 ก่อนก็คือ ผู้ชนะ
270 เสียง คือ เกินกึ่งหนึ่งของ 538 เสียงทั้งประเทศ หรือเท่ากับ 50+1 นั่นก็คือ 269+1

 

ข้อต่างในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ อีกข้อหนึ่งก็คือ รัฐบาลกลางไม่มีสิทธิ์เข้ามาเป็นผู้จัดการการเลือกตั้ง ไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง หน้าที่จัดการเลือกตั้งเป็นของรัฐบาลมลรัฐ ซึ่งมีกฏหมายเฉพาะของแต่ละมลรัฐที่ไม่เหมือนกัน

 

ข้อดีของเรื่องนี้ นอกจากอะไรทั้งสิ้นแล้ว ผมเข้าใจว่าการมอบหมายให้แต่มลรัฐเป็นผู้จัดการ ก็เป็นเพราะมลรัฐนั้นเป็นผู้ที่เข้าใจชนชั้น และความเป็นพลเมืองในพื้นที่ของตนดีกว่ารัฐบาลกลาง ทำนองเดียวกับ คนที่ได้รับเลือกเป็นผู้แทนของราษฎร ย่อมเป็นคนในสนามพื้นที่ เข้าใจคนในพื้นที่ ความต้องการของคนในสนามพื้นที่เป็นฉันใด ก็ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งผู้แทนของพื้นที่สนามนั้น

 

รัฐธรรมนูญของสหรัฐ ฯ จึงมอบอำนาจให้แต่ละมลรัฐเป็นผู้กำหนด หลักเกณฑ์และการได้มาซึ่ง “ผู้แทน EC”

 

มองอย่างผิวเผิน สหรัฐอเมริกาจะมี 11 สนามสำคัญของผู้เลือกตั้ง อันประกอบด้วย แคลิฟอร์เนีย 55 เสียง เทกซัส 34 เสียง นิวยอร์ค 31 เสียง, ฟลอริดา 27 เสียง, อิลลินอยส์ 21 เสียง, เพนซิลเวเนีย 21 เสียง, โอไฮโอ 20 เสียง, มิชิแกน 17 เสียง, จอร์เจีย 15 เสียง, นิว เจอร์ซีย์ 15 เสียง และนอร์ธ แคโรไลนา 15 เสียง

 

ด้วยมุมมองดังกล่าว เป็นผลเสียที่ทำให้ ผู้สมัครชิงทำเนียบขาว มุ่งเน้นความสำคัญของการหาเสียงไปตามมลรัฐขนาดใหญ่ ไม่ไยดีมลรัฐขนาดเล็ก

 

สหรัฐอเมริกามี 51 มลรัฐ แพ้เสีย 40 มลรัฐ แต่ชนะใน 11 มลรัฐใหญ่ ก็ได้คะแนนตามที่ต้องการ คือ 271 เสียง

 

40 ต่อ 11 ยากที่จะเข้าใจเหมือนกันนะ ถ้าเราคิดว่า 40 มลรัฐ คือ ตัวเลขที่มีจำนวนมากกว่า 11 มลรัฐของประเทศ พลเมืองใน 40 มลรัฐ ไม่เอาคุณ แต่ 11 มลรัฐเอาคุณ และคุณกลับได้เป็นผู้นำของประเทศ มันยังไงกันล่ะเนี่ย ?

 

ผลการเลือกตั้งต้นเดือนพฤศจิกายน ทำให้ผู้เลือกตั้งที่ชนะเข้าสวมบทบาท “ว่าที่ประธานาธิบดี” ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า “PRESIDENT-ELECT” ได้เลย แต่ถ้าว่ากันตามกติกาอย่างเคร่งครัด ยังต้องผ่านอีกหนึ่งกระบวนการ นั่นก็คือ

 

รอให้เหล่าผู้แทน EC ของแต่ละมลรัฐ จัดการประชุมเพื่อลงคะแนนผู้สมัครอย่างเป็นทางการ

 

ซึ่งกำหนดวันประชุมลงคะแนนดังกล่าวของปีนี้จะตรงกับวันพุธที่ 12 ธันวาคม 2555 อันเป็นวันพุธที่ 2 ของเดือนธันวาคม ถือเป็นการประชุมที่แยกประชุมกันแต่ละมลรัฐ ไม่ใช่เป็นการประชุมร่วมกันในระดับชาติ

 

กระบวนขั้นตอนนี้ เป็นเรื่องของพิธีกรรมมากกว่า เหมือนเล่นฟุตบอลในทัวร์นาเมนท์ใหญ่ รอบแบ่งกลุ่ม เพื่อจะผ่านเข้ารอบนอคเอาท์ เล่นไม่กี่นัดก็ตกรอบแหง แต่ก็ต้องเล่นต่อไปให้ครบนัดที่กำหนด เหมือนกำหนดว่าจะต้องลงเล่น 6 นัด 4 นัดก็เจ๊งแล้ว อีก 2 นัดที่เหลือก็เตะบอลกันแบบไม่เครียด แต่ยังไงๆ ต้องลงไปเตะ

 

พ้นจากขั้นตอนนี้ ก็ถึงกระบวนการสุดท้าย คือ พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ในเวลาเที่ยงวันของ วันที่ 20 มกราคม เรียกว่า INAUGURATION DAY หลังจากนาฬิกาผ่านเวลาไฮ-นูนไปแล้ว แปลว่า วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเริ่มต้น

 

จากนี้ ก็นับชั่วโมงไปจนกว่าจะถึงวันที่ 20 มกราคมของอีก 4 ปีข้างหน้าเวลาเที่ยงวัน เป็นการครบวาระของท่านประธานาธิบดีขอรับพระคุณท่าน…!!



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2556
คอลัมน์ : ระหว่างเพื่อน
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/SKYwV
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th