บทความ

คลัทช์ไม่ดี ก็ไปไม่ถึง


รถยนต์รุ่นใหม่ในยุคนี้ ไม่ว่ารุ่นไหนก็มีเกียร์อัตโนมัติให้ใช้กัน จนบางคนลืมไปเลยว่าเคยมีคลัทช์ เด็กรุ่นใหม่บางคนถึงกับคิดไปเองว่า รถเกียร์อัตโนมัตินั้น ไม่มีคลัทช์ ! ซึ่งความจริงแล้ว รถทุกคันล้วนมีคลัทช์ เพื่อตัดต่อกำลังจากเครื่องยนต์ให้กับระบบส่งกำลัง 4 WHEELS ฉบับนี้ จึงขอพูดถึงเรื่องของคลัทช์ และวิธีตรวจเชคคลัทช์เบี้องต้นด้วยตัวเอง

คลัทช์ คืออะไร ?

คลัทช์ (CLUTCH) เป็นอุปกรณ์ส่วนควบอย่างหนึ่ง ที่รถทุกคันจะขาดไม่ได้ ติดตั้งอยู่ระหว่างเครื่องยนต์กับระบบเกียร์ ทำหน้าที่ในการตัดต่อการถ่ายทอดกำลังงาน จากเครื่องยนต์ไปยังระบบเกียร์ ทำให้เราสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ ในความเร็วต่างๆ ถ้าไม่มีคลัทช์ เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ ดังนั้นรถก็วิ่งไม่ได้

เราสามารถเข้าเกียร์ได้ด้วยการเหยียบคลัทช์ แล้วปล่อยคลัทช์ เพื่อส่งกำลังงานให้รถเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวก โดยที่ไม่เสียกำลังงานของเครื่องยนต์มากเกินไป และเมื่อรถวิ่งไปแล้วความเร็วก็จะแปรเปลี่ยนไปตามสภาพถนน ซึ่งเราต้องอาศัยคลัทช์ในการตัดและต่อกำลังของเครื่องยนต์

ในรถเกียร์อัตโนมัติก็ต้องอาศัยคลัทช์เช่นกัน เราเรียกว่า คลัทช์แบบอัตโนมัติ (AUTOMATIC CLUTCHES) ทำงานโดยอาศัยความเร็วรอบเครื่องยนต์เป็นหลัก เมื่อความเร็วรอบของเครื่องยนต์อยู่ในขณะเดินเบา แผ่นคลัทช์จะถูกเลื่อนออก และเมื่อความเร็วรอบของเครื่องยนต์สูงขึ้น แรงกดของคลัทช์จะกระทำกับแผ่นคลัทช์ ทำให้เกียร์เข้าได้โดยอัตโนมัติ

ส่วนประกอบของคลัทช์

– ฝาครอบคลัทช์ (CLUTCH COVER) เป็นชิ้นส่วนที่หุ้มแผ่นคลัทช์ แผ่นกดคลัทช์ และชิ้นส่วนอื่นๆ ของคลัทช์ ซึ่งจะถูกยึดติดด้วยโบลท์เข้ากับล้อช่วยแรง ฝาครอบคลัทช์ทำจากโลหะเหล็กหล่อ หรือเหล็กกล้าขึ้นรูป ประกอบด้วยแขนกดคลัทช์ และจานกดคลัทช์

– ล้อช่วยแรง (FLYWHEEL) มีหน้าที่เป็นตัวสะสมแรงเฉื่อย และจะถ่ายเทกำลังงานที่สะสมไว้ ไปหมุนเพลาข้อเหวี่ยงต่อไป ถ้าไม่มีล้อช่วยแรง เครื่องยนต์ก็จะไม่มีกำลัง และเกิดอาการสั่น นอกจากนี้ยังช่วยในการสตาร์ทเครื่องยนต์อีกด้วย

– แผ่นคลัทช์ (CLUTCH DISC) มีลักษณะเป็นจานกลม ทำด้วยเหล็กกล้าแผ่นบางๆ ยึดติดกับเพลาที่เข้าสู่ห้องเกียร์ แผ่นคลัทช์จะมีผ้าคลัทช์ยึดติดอยู่ อาศัยความฝืดบนผ้าคลัทช์นี้ในการถ่ายทอดกำลังจากล้อช่วยแรงไปยังห้องเกียร์

– ผ้าคลัทช์ (CLUTCH LINING) เป็นวัสดุที่ยึดอยู่บนแผ่นคลัทช์ ทำมาจากสารสังเคราะห์ผสมกับใยโลหะ ผ้าคลัทช์นี้จะยึดติดกับแผ่นคลัทช์ทั้ง 2 ด้านด้วยหมุดย้ำผ้าคลัทช์ ต้องแข็งแรง ทนต่อแรงกระตุก กระแทก จากการถ่ายกำลัง และทนต่อความร้อนสูง

– ลูกปืนกดคลัทช์ (RELEASE BEARING) ติดอยู่กับตัวก้ามปูคลัทช์ ทำหน้าที่กดหวีคลัทช์ให้เคลื่อนที่ไปในแนวทิศทางเดียวกับล้อช่วยแรง เพื่อดึงแผ่นกดคลัทช์ให้เคลื่อนที่ถอยออกมา

– เพลาคลัทช์ (CLUTCH SHAFT) ทำจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรง ทนต่อการสึกหรอสูง เพลาคลัทช์ทำหน้าที่เป็นตัวถ่ายทอดกำลังที่ได้จากแผ่นคลัทช์ไปยังกระปุกเกียร์

– ชุดกดแผ่นคลัทช์ (PRESSURE PLATE) จะทำหน้าที่ยึดกดแผ่นคลัทช์ให้แนบสนิทกับล้อช่วยแรง โดยมีสปริงกดอยู่ที่ด้านหลังของแผ่นกดคลัทช์ หน้าสัมผัสของแผ่นกดคลัทช์จะต้องเรียบสม่ำเสมอกัน ถ้าแผ่นกดมีแรงกดไม่สม่ำเสมอ ก็จะทำให้แรงกดที่แผ่นคลัทช์เอียงและเกิดการเสียดสี เกิดความร้อน เกิดการสึกหรอ และทำให้คลัทช์ลื่นได้

– ปั๊มคลัทช์ตัวบน ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของปั๊มคลัทช์น้ำมัน หรือคลัทช์ไฮดรอลิค มักจะใช้กับรถที่มีกำลังสูง ซึ่งต้องใช้สปริงกดดันแผ่นคลัทช์ที่แข็งมากขึ้น เพื่อจะให้แรงดันแผ่นกดคลัทช์ติดกับแผ่นคลัทช์แน่นและมีแรงพอ

– ปั๊มคลัทช์ตัวล่าง จะติดอยู่กับชุดคลัทช์ มีหน้าที่รับแรงดันน้ำจากปั๊มตัวบนเมื่อเหยียบคันคลัทช์ แรงดันน้ำมันจะถูกส่งไปตามท่อน้ำมันที่ต่อร่วมกัน โดยการเปลี่ยนแรงดันน้ำมันให้เป็นกำลังกลไกไปควบคุมบังคับให้คลัทช์ทำงาน

 

วิธีใช้คลัทช์ที่ถูกต้อง
อายุการใช้งานของคลัทช์ เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 150,000-200,000 กม. ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับ วิธีใช้คลัทช์อย่างถูกต้อง มีดังนี้

– อย่าแช่คลัทช์ เวลาที่เหยียบคลัทช์ ไม่ควรเหยียบแช่ค้างไว้แบบครึ่งๆ กลางๆ หรือที่เรียกกันว่า “เลียคลัทช์” ควรถอนเท้าออกให้สุดทุกครั้ง พฤติกรรมแบบนี้มักเกิดขึ้นในเมือง หรือในที่มีการจราจรแออัด

– อย่าออกรถกระชากคลัทช์ การออกรถรุนแรง (ปล่อยคลัทช์เร็วเกินไป) นอกจากจะส่งผลให้คลัทช์สึกหรอเร็วแล้ว ยังทำให้ระบบเกียร์เกิดปัญหาตามไปด้วย ควรปล่อยคลัทช์ให้ถูกจังหวะ และสัมพันธ์กับคันเร่งทุกครั้งจะดีที่สุด

– อย่าเหยียบคลัทช์โดยเปล่าประโยชน์ เราใช้คลัทช์ก็ต่อเมื่อ ต้องการที่จะเปลี่ยนตำแหน่งของเกียร์ต่างๆ เท่านั้น ดังนั้นใครที่ใช้คลัทช์บ่อยๆ โดยเกินความจำเป็น เช่น เวลาเบรค ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ก็ต้องเหยียบคลัทช์ไว้ก่อน พฤติกรรมแบบนี้ก็ควรเปลี่ยนเสีย

– อย่าพักเท้าไว้ที่คลัทช์ ในรถรุ่นใหม่ๆ มักมีที่พักเท้ามาให้ หลายคนมักชอบพักเท้าไว้ที่คลัทช์ เพื่อจะเปลี่ยนเกียร์ได้สะดวก แต่พฤติกรรมแบบนี้ ผิด ! เพราะน้ำหนักเพียงน้อยนิดอาจทำให้จานกดคลัทช์หนีห่างจากฟลายวีล ทำให้คลัทช์สึกหรอเร็วกว่าปกติ

 

อุปกรณ์
– ถุงมือ

ขั้นตอนการตรวจเชคคลัทช์เบื้องต้น

1. ดึงตัวลอคฝากระโปรงภายในรถออกก่อนเป็นอันดับแรก

2. เปิดฝากระโปรงหน้าขึ้น แล้วตั้งไม้ค้ำฝากระโปรงให้แข็งแรง

3. หากระปุกน้ำมันคลัทช์ โดยสังเกตจากกระปุกจะมีขนาดเล็กกว่าน้ำมันเบรค

4. ตรวจเชคน้ำมันคลัทช์ ต้องให้อยู่ในระดับ FULL เสมอ

5. ถ้าน้ำมันคลัทช์อยู่ในระดับปกติแล้ว ให้สตาร์ทเครื่องยนต์

6. เหยียบคันเร่งให้รอบเครื่องสูงประมาณ 4,000 รตน.

7. ใส่เกียร์สูงที่สุดของรถ เช่น เกียร์ 5

8. ถอดคลัทช์พร้อมกับเหยียบคันเร่งให้สุด โดยต้องทำให้สัมพันธ์กัน

9. ดูที่รอบเครื่องยนต์ของรถ ถ้าเครื่องดับทันที แสดงว่าคลัทช์ยังดีอยู่

10. ถ้าเครื่องยนต์ยังติดอยู่ แสดงว่าคลัทช์ไม่ดีแล้ว ควรเปลี่ยนใหม่

11. ปลดเกียร์ 5 แล้ว ให้อยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง แล้วดับเครื่องยนต์

12. ปิดฝากระโปรงหน้า ด้วยวิธียกแล้วปล่อยให้สนิท เป็นอันเสร็จ



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
ภาพโดย : เกรียงศักดิ์ ปันสม
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มกราคม ปี 2556
คอลัมน์ : DIY…คุณทำเองได้
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/hKu1O
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th