บทความ

ซื้อประกันแพง เพราะเลือกเบี้ยถูก


หลายคนอาจจะรู้สึกอึดอัดขัดข้องใจกับหัวเรื่อง ซึ่งฟังแล้วผิดธรรมชาติของผู้คนสักเล็กน้อย เพราะคนเราทุกคนไม่มี ใครต้องการซื้อของราคาแพง จึงมักเลือกซื้อของราคาถูกกว่า มันไม่ได้มีอะไรผิดที่จะเลือกอย่างนั้น แต่ถ้าเรารู้ถึงข้อเท็จจริงของส่วนผสมราคา หรือ องค์ประกอบของราคาสินค้าที่เราจะซื้อ เราก็อาจจะไม่เลือกซื้อสินค้ายี่ห้อนั้น และไปเลือกสินค้ายี่ห้ออื่นแทนก็เป็นได้ ยกเว้น เรามีงบประมาณจำกัดเท่านั้นจริง

สินค้าก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม ราคา 25 บาท กับ ราคา 35 บาท ย่อมมีส่วนผสมที่แตกต่างกัน ทั้งชามที่ใส่ ปริมาณ และคุณภาพของที่ใช้ เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว ถั่วงอก เครื่องปรุง นอกจากนั้นก็จะเป็นต้นทุนอื่น ได้แก่ ค่าสถานที่ ค่าแรงงาน รวมถึง ส่วนกำไร ยังไม่รวมสูตรลับ เมื่อเราสามารถแยกแยะได้ เราถึงจะรู้ว่า ราคาก๋วยเตี๋ยวชามนั้นถูกหรือแพง และถ้าร้านที่ขาย สินค้าเดียวกันในสถานที่เดียวกัน หากต้นทุนของสินค้าเท่าๆ กัน ผู้ที่ขายแพงกว่าย่อมขายได้น้อยกว่า และมีกำไรน้อยกว่า

แต่ถ้าเป็นสินค้าบริการ เราจะแยกแยะได้ยากมาก เพราะส่วนผสมของราคาเราอาจจะไม่รู้ทั้งหมด ไม่รู้ถึงกระบวนการ ขั้นตอน และเทคนิคต่างๆ รวมถึงผู้ให้บริการร่วม ซึ่งต้องมาทำงานด้วยกันในบางขั้นตอน หรือเชื่อมต่องานกันเป็นเครือข่าย เราจะมารู้ก็ต่อเมื่อเราได้ใช้บริการแล้ว เราวัดได้จากความสะดวกและพึงพอใจขนาดไหน

สินค้าประกันภัยเป็นสินค้าที่มีส่วนของงานบริการและงานที่วัสดุจับต้องได้ เช่น ผลงานการซ่อม อะไหล่ เป็นต้น การวัดความถูกความแพง ยิ่งวัดได้ยากมากกว่าสินค้าอื่นๆ เพราะเมื่อซื้อสินค้าไปแล้วอาจไม่ได้ใช้บริการอะไรเลย หรือใช้ บริการเพียงเล็กน้อย จนไม่สามารถเห็นความแตกต่าง ในความรู้สึกเบื้องต้นหลายคนจึงคิดว่า มันก็เหมือนๆ กัน

เราลองมาดูโครงสร้างราคาของเบี้ยประกันภัย ซึ่งกำหนดไว้โดย คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) การคำนวณหาอัตราค่าเบี้ยประกันภัย ต้องอาศัยหลักคณิตศาสตร์การประกันภัยโดยเฉพาะ และหลักสถิติโอกาสการเกิดภัยชนิดนั้น

อัตราค่าเบี้ยประกันภัยบางประเภทอาจถูกกำหนดไว้เป็นที่แน่นอน จนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งโดยทั่วไป จะมีการประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ เช่น อัตราเบี้ยประกันภัยอัคคีภัยพื้นฐาน นั่นหมายถึง ทุกบริษัทจะต้องใช้เบี้ยประกันภัย ราคาเดียวกัน จะซื้อที่บริษัท A หรือ บริษัท B หรือ บริษัท C ราคาก็ต้องเท่ากัน อย่างนี้วัดความถูก ความแพง ต้องวัดที่การได้รับบริการที่สะดวก พึงพอใจ ความเป็นมืออาชีพ และค่าความเสี่ยงของบริษัทนั้นๆ ได้แก่ ความมั่นคง ทางฐานะการเงิน

อัตราเบี้ยประกันภัยบางประเภทจะเป็นแบบลอยตัว หมายถึง บริษัทกำหนดเบี้ยประกันได้เองตามความเสี่ยงภัยที่วิเคราะห์ได้ และบริษัทรับประกันภัยต่อสามารถรับเบี้ยประกันภัยนั้นได้ ประกันภัยประเภทนี้ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญหรือประสบการณ์ชั้นสูงของบริษัทรับประกัน เพราะเบี้ยประกันแต่ละบริษัทอาจแตกต่างกันมาก และบริษ้ทที่ไม่มีประสบการณ์ ก็จะไม่ขายภัยประเภทนี้ เช่น ประกันภัยตัวเรือ ประกันภัยเครื่องบิน ประกันภัยเบ็ดเตล็ดบางประเภท การจะวัดความถูก ความแพงของเบี้ยประกันภัยประเภทนี้ค่อนข้างยาก เพราะขึ้นอยู่กับความเสี่ยง และตลาดผู้รับประกันที่มีอยู่อย่างจำกัด

อัตราเบี้ยประกันบางประเภท จะถูกกำหนดพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยเป็นแบบขั้นต่ำและขั้นสูงไว้ คือ ห้ามขายต่ำกว่าเท่าไร และห้ามขายสูงกว่าเท่าไร พร้อมทั้งกำหนดความผิดไว้สำหรับบริษัทที่ละเมิดพิกัดอัตราเบี้ยจะต้องถูกลงโทษ เช่น พิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ พิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) พิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มพิเศษ ของอัคคีภัย อาทิ ภัยแผ่นดินไหว ภัยลมพายุ ภัยระเบิด เป็นต้น

การประกันภัยประเภทเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับผู้คนโดยทั่วไปและมีความหลากหลายของปัจจัยที่แปลงเปลี่ยนค่าเบี้ยประกันภัย เช่น ค่าซ่อมรถ ค่าสี ค่าอะไหล่ ค่าแรง ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น ทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยของแต่ละบริษัทอาจแตกต่างกันได้บ้างตามต้นทุนที่คำนวณได้ ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแหล่งซัพพลายเออร์ทั้งหลาย เช่น ร้านอะไหล่ อู่ซ่อมรถ โรงพยาบาล ซึ่งราคาค่าบริการ และค่าใช้จ่ายบริษัทประกันภัยยากจะเป็นผู้กำหนดได้

อย่างไรก็ตามอัตราเบี้ยประกันภัยประเภทกำหนดแน่นอนและกำหนดเป็นพิกัดแบบขั้นสูงและขั้นต่ำ เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ปัจจัยการคำนวณเบี้ยเปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับค่าสินไหมทดแทน คปภ. ก็จะมีการประกาศพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยประเภทนั้นๆ ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทั้งนี้โดยการศึกษาวิจัยตามหลักการประกันภัยให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ในการจะวัดความถูกความแพงของเบี้ยประกันภัยประเภทนี้ ก็ไม่ง่าย จะวัดเอาที่ตัวเลขค่าเบี้ยประกันภัยเพียงอย่างเดียวไม่ได้แน่นอน เพราะมีหลายปัจจัยที่มาเกี่ยวข้อง หลายคนซื้อเบี้ยประกันแบบเอาตัวเลขจ่ายน้อยเป็นที่ตั้ง ก็จะได้รับบริการแบบถูกๆ ต้องรอนานเพราะพนักงานบริการมีน้อย ค่าสินไหมทดแทนแบบถูกๆ ต้องเจรจาต่อรองหลายรอบกว่าจะได้เงิน อะไหล่ที่ได้ก็เป็นแบบราคาถูกเป็นอะไหลเทียม สีแบบราคาถูกๆ เข้าอู่ซ่อมที่ค่าแรงถูก ราคาค่าซ่อมถูก แบบมาตรฐานต่ำ อันนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะท่านเลือกเบี้ยประกันแบบนั้น บริษัทมีงบประมาณเท่านั้น ก็จัดให้ตามงบประมาณ เป็นการกรองระดับของลูกค้าที่มาใช้บริการไปในตัว

เพื่อความเข้าใจชัดเจนขึ้น อยากให้ทุกคนได้ทราบถึงโครงสร้างในเบี้ยประกันภัย เบี้ยประกันจะถูกกำหนดไว้เป็น 3 ส่วน ในส่วนแรกจะถูกกันไว้เป็นค่าภาษีอากรและเงินกองทุนประมาณ 8-10 % ในส่วนที่ 2 จะถูกกันไว้เป็นค่าสินไหมทดแทนอยู่ที่ 60 % และส่วนที่ 3 จะเป็นค่าใช้จ่ายในบริหารจัดการค่าการตลาดประมาณ 30-32 % ส่วนที่บริษัทจะมีกำไรได้จะมาจาก 2 ส่วน คือ ควบคุมค่าใช้จ่ายในบริหารจัดการได้ และควบคุมค่าสินไหมทดแทนได้ ซึ่งต้องถือว่าทำกำไรได้โดยยากมากในธุรกิจประกันภัย เพราะในค่าบริหารจัดการ 30-32 % ถูกกำหนดให้จ่ายค่าการตลาดอยู่ที่ 15-23 % แล้วแต่ประเภทประกันภัย เหลืออยู่แค่ 10-15 % เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนสำนักงาน ค่าจ้างคน ค่าประสานงาน และค่าบริการต่างๆ หลายบริษัทนำเงินส่วนนี้ไปจ่ายค่าการตลาดมากขึ้น เช่น ทำโฆษณา จัดพโรโมชันให้ตัวแทน เงินส่วนที่จะนำมาใช้ให้บริการก็จะน้อยลง ลูกค้าก็จะได้รับบริการที่แย่ลงไปในตัว

อีกส่วนที่เหลือ คือ ค่าสินไหมทดแทนที่ถูกกันไว้ 60 % เงินส่วนนี้ถือว่าเป็นเงินสำรองไว้จ่ายคืนลูกค้าเวลามีเคลม ซึ่งบริษัทจะต้องจัดสรรเป็นเบี้ยประกันภัยต่อส่วนหนึ่ง เพื่อลดอัตราความเสี่ยงภัยให้กับบริษัทเอง และเพื่อจะทำให้บริษัทมีความสามารถรองรับงานประกันภัยของบริษัทที่จะขยายการรับประกันได้เพิ่มขึ้น ตามสัดส่วนของเงินสำรองการเสี่ยงภัย ซึ่งจำนวนจำกัดนี้ จะเพียงพอสำหรับการจัดการค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ อันนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถทางวิชาชีพ หรือ ที่เราเรียกว่าเป็น นักประกันภัยมืออาชีพแค่ไหน

การจัดการค่าสินไหมมีปัจจัยสำคัญอยู่ที่ 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ตัวลูกค้าเพราะลูกค้านำมาซึ่งความเสี่ยงภัย ถ้าคัดเลือกลูกค้าดีความเสี่ยงภัยก็น้อย ค่าใช้จ่ายในส่วนของสินไหมก็จะน้อยลงไปด้วย ส่วนที่ 2 คือ คู่ค้าที่จะมาร่วมในการบริการลูกค้า ได้แก่ อู่ซ่อม ร้านอะไหล่ โรงพยาบาล เป็นต้น ในส่วนที่ 2 นี้ถ้าคัดเลือกคู่ค้าดีมีมาตรฐาน ทั้งราคา ทั้งคุณภาพ และจรรยาบรรณ หรือจริยธรรม ก็จะไม่เกิดปัญหาการทุจริตคิดราคาเกินจริง หรือเอาของไม่มีคุณภาพมาให้แก่ลูกค้า

สิ่งที่ยากมากที่สุดเห็นจะเป็นการคัดเลือกลูกค้าที่ดีมาเป็นลูกค้าของบริษัท เพราะลูกค้าโดยทั่วไปล้วนแล้วแต่มีมุมมองต่อการซื้อประกันภัยเหมือนการไปกินบุฟเฟท์ คือ เมื่อเสียเงินไปแล้ว ต้องเอาคืนให้คุ้ม เคลมได้ต้องเคลม แผลเล็ก แผลน้อยบางคนต้องใช้แว่นขยายไปส่องถึงจะเห็นแผล ก็ยังจะขอเคลม ถ้าได้ลูกค้าประเภทนี้เข้ามามากๆ บริษัทก็จะอยู่ไม่ได้ แน่นอน ต้องขึ้นค่าเบี้ยประกัน ซึ่งก็จะไปกระทบลูกค้ารายอื่นๆ ที่เป็นลูกค้าที่ดี ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้หนีไปประกันภัยกับบริษัทอื่นที่เบี้ยประกันภัยถูกกว่า

แน่นอนว่าทุกคนต้องการซื้อเบี้ยประกันที่ถูก ไม่มีใครอยากจ่ายเบี้ยประกันภัยที่แพง โดยเฉพาะจ่ายแพงกว่าแบบไม่จำเป็น แต่หากเราได้รู้ส่วนผสมอยู่ในตัวเบี้ยแล้ว เราสามารถจะเลือกได้ว่าเราต้องการบริการระดับไหน ค่าสินไหมที่จะได้รับ มีมากน้อยเพียงใดจากเบี้ยประกันที่เราจ่ายไป

ตัวอย่าง จ่ายเบี้ยประกันรถประเภท 1 ไป 10,000 บาท ท่านจงเข้าใจไว้เบื้องต้นว่าบริษัทสำรองงบประมาณจ่ายค่าสินไหมทดแทนไว้ 6,000 บาท สำหรับซ่อมรถของท่าน รถคู่กรณี และชีวิตทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ซึ่งบริษัทจะต้องพยายาม บริหารจัดการให้อยู่ภายใต้งบประมาณนี้ ถ้าท่านยอมรับได้เบื้องต้น ก็ถือว่าเบี้ยประกันภัยนี้ไม่แพง

แต่ถ้าในความเป็นจริงท่านเห็นว่าเงินจำนวน 6,000 บาท ที่บริษัทจัดสำรองไว้จ่ายค่าสินไหมมันน้อยไป มันไม่เพียงพอ แน่นอน นั่นแสดงว่าท่านกำลังรู้ว่าท่านกำลังซื้อประกันภัยที่แพง แพงตรงไหน แพงตรงที่ท่านรู้ว่ามันไม่เพียงพอ ในส่วนนั้น บริษัทก็จะต้องลดคุณภาพและลดปริมาณของค่าสินไหมและบริการลง สิ่งที่คุณได้รับก็จะมีคุณภาพและปริมาณที่น้อยลง ผลที่ตามมา คือ คุณอาจต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อให้ได้รับบริการและคุณภาพตรงตามที่คุณต้องการ

เช่น อะไหล่ที่บริษัทจัดให้เป็นของเทียม คุณต้องการเป็นของแท้ ก็ต้องเพิ่มเงิน สีที่อู่ใช้เป็นสีเกรดต่ำ ต้องการสีเกรดดี ก็ต้องเพิ่มเงิน ที่เห็นชัดเจน คือ ค่าสินไหมที่คู่กรณีเรียกร้อง เช่น ค่าชดเชยที่บริษัทประกันภัยขายเบี้ยประกันแบบราคาถูกจะต้องให้ลูกค้ามีส่วนร่วมจ่ายให้คู่กรณีด้วยเสมอ เงินส่วนที่ต้องจ่ายเพิ่มนี้เมื่อนำไปรวมกับค่าเบี้ยประกันภัย ที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ ต้องถือว่าจ่ายเบี้ยประกันภัยแพงกว่ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับเบี้ยประกันภัยที่บริษัทอื่นที่ขายแพงกว่าเล็กน้อย

ดังนั้นยิ่งเราเลือกทำประกันภัยที่ขายเบี้ยแบบราคาถูกเท่าไร ก็เท่ากับเราซื้อประกันภัยราคาแพงมากขึ้นเท่านั้น นี่เป็นสัจจธรรม เพราะบริษัทก็มีงบสำหรับส่วนที่จะจ่ายจำกัดเท่านั้น อยากได้ส่วนเพิ่ม ก็ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเบี้ยแพงจะได้ดีกว่าเสมอไป ต้องดูชื่อเสียงฐานะความมั่นคง มาตรฐานบริการ และตัวแทนของบริษัทอยู่ในระดับที่น่าชื่อถือ และพึ่งพา ได้เพียงใดรถที่ยี่ห้อดีราคาแพงกว่า เพราะมาตรฐานส่วนประกอบที่ดีกว่า ประกันภัยก็เช่นเดียวกันเลือกอย่างไรก็ได้อย่างนั้น



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2555
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/wU5Hn
อัพเดทล่าสุด
25 Jul 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
1,749,000
2.
1,699,000
4.
3,299,000
5.
5,399,000
6.
6,799,000
7.
3,249,000
9.
53,500,000
11.
3,600,000
12.
4,539,000
13.
13,339,000
14.
2,999,000
15.
1,749,000
16.
1,800,000
18.
499,000
19.
979,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th