บทความ

โล่งอก


โล่งอกจริงๆ ว่าผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ ในประเทศญี่ปุ่น เริ่มจางหายไปกับสายลมแล้ว ทำให้บรรดาผู้ผลิต ค่ายรถยนต์ในประเทศไทย สามารถกลับมาเริ่มทำการผลิตได้เป็นปกติ แม้ว่าจะยังมีบางรุ่นที่ล่าช้า หรือดีเลย์ไปบ้าง ก็ไม่ว่ากัน เพราะโดยรวมแล้ว อุตสาหกรรมการผลิต ก็กลับมาเกือบจะอยู่ในสภาพปกติแล้ว

เห็นได้จากยอดการขายรถยนต์ในเดือนพฤษภาคม มีปริมาณลดลง ร้อยละ 10.2 ขายกันได้ 55,851 คัน ซึ่งตอบได้เลยว่า ยอดการขายรถยนต์ในเดือนมิถุนายน จะเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะรถรุ่นที่กำลังดังๆ จะสามารถกลับมาผลิตได้ตามปกติ แต่อานิสงส์สำหรับค่ายที่ไม่ค่อยดัง ก็ขายกันด้วยรอยยิ้ม เพราะมีรถพร้อมส่งมอบได้เลย ลูกค้าก็เลยเดินเข้าโชว์รูมไปเลือกใช้เจ้าผลกระทบจากภาคการผลิต ที่ทำเอาค่ายรถยนต์ต้องหยุดการผลิตบ้าง ชะลอการผลิตบ้าง ผู้รู้ท่านว่า ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ เป็นเงินราว 150,000 ล้านบาท แต่เสียงจาก นักวิเคราะห์นโยบาย สภาพัฒน์ ท่านว่า กระทบต่อรายได้ประชาชาติโดยรวมเพียง ร้อยละ 0.4 เท่านั้นเอง

แต่บรรดาป้ายหาเสียง และค่าใช้จ่ายของท่านที่ต้องการเข้าเป็น ผู้ทรงเกียรติในสภาผู้แทนราษฎรนี่สิ ต้นไม้ และเสาไฟฟ้าริมถนนด้านซ้าย ทุกพื้นที่ใน กทม. แทบจะไม่เหลือต้นไหนว่าง ที่ไม่มีป้ายหาเสียงติดเลย แต่ก็ทำให้งบประมาณที่ใช้ ทั้งของบรรดาผู้สมัครเอง ภาครัฐเอง สามารถช่วยเสริมเศรษฐกิจให้กับภาครัฐ แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ช่วยให้เกิดความหมุนเวียนได้อยู่กลับมาฟังเสียงจากสภาพัฒน์บ้าง นี่ก็พ้นหกเดือนแรกมาแล้ว ท่านว่า ในไตรมาสแรก ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ทำให้ จีดีพี หรือรายได้ประชาชาติโดยรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ไตรมาสสองก็ใกล้ๆ กัน ร้อยละ 2-3 และคาดว่า ในไตรมาสท้ายสุดของปี น่าจะเป็นราวร้อยละ 5

สิทธิการะยะ ท่านว่า ท่านมีมุมมองหลากหลาย เริ่มจากเศรษฐกิจโลก แยกเป็นรายภูมิภาค สหรัฐ ฯ ครึ่งปีแรก มีปัญหาเรื่องสภาวะอากาศ ที่แปรปรวนทั่วประเทศ ทั้งหิมะถล่ม น้ำท่วม ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวน ผลกระทบจากภาคการผลิต ที่เกี่ยวเนื่องกับภัยพิบัติจากประเทศญี่ปุ่น แต่หากในครึ่งปีหลัง มองโลกในแง่ดี ก็ต้องบอกว่า น่าจะพอฟื้นตัวขึ้นมาได้ ไม่มากก็น้อย

ญี่ปุ่น อันนี้แน่นอนว่า การฟื้นตัว จะเป็นไปได้ค่อนข้างช้า เพราะผลกระทบมันกินเป็นวงกว้าง จากเหตุการณ์สึนามิ แล้วลามถึงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ที่ยังไม่จบไม่สิ้น แต่จะเป็นผลดีกับภาคการส่งออกของบ้านเรา เริ่มต้นด้วยเรื่องอาหารการกิน และต่อเนื่องมาถึงเรื่องของวัสดุการก่อสร้าง รวมไปถึงระดับภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างด้วย ผลกระทบที่มีกับบ้านเรา ก็มีเพียงเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์เท่านั้น ส่วนด้านอื่น จะเป็นผลดีกับบ้านเราเป็นส่วนใหญ่

ยุโรป ผลกระทบจากวิกฤตทางการเงินของ กรีก ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน อิตาลี บ้านเราก็กระทบไม่มากนัก เพราะไม่ใช่ประเทศคู่ค้าใหญ่เท่าใดนัก แต่ ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินยูโร เราค้ากับเขามากกว่า สิ่งที่จะกระทบ กลับอ้อมไปเป็นค่าเงินยูโร ที่มีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ฯ มาผูกอยู่ แล้วเงินบาทของเรา ก็ดันไปผูกกับดอลลาร์สหรัฐ ฯ เสียอีก มันก็เลยทำให้เงินบาท เดี๋ยวแข็งค่า เดี๋ยวอ่อนค่า แต่ท่านก็มองว่า ตลอดทั้งปี ก็จะอยู่ในช่วงเพียง 1 บาทเท่านั้น

เมืองจีน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็อยู่ในช่วงชะลอตัว ที่เรากระทบไม่มากนักโดยภาพรวมทั้งหมดแล้ว ท่านว่า สภาพเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ในครึ่งหลังของปี ซึ่งจะทำให้ จีดีพี โตขึ้นราวร้อยละ 3.5-4.5

แต่ข้อติติงท้ายสุดนี่สิ ท่านว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบรรยากาศทางการเมือง หลังจากการเลือกตั้ง ที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้นอีกหรือเปล่า เพราะมันไปกระทบกับสภาวะทางการท่องเที่ยว และการลงทุน ซึ่งเป็นตัวชักนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในบ้านเรา หากไม่มีวิกฤตทางการเมือง ก็ไม่มีนัยยะสำคัญทางด้านเศรษฐกิจแต่อย่างใด

ไอ้ข้อหลังนี่ก็ได้แต่ภาวนาก็แล้วกัน ไม่ขอออกความเห็นใดๆ ทั้งสิ้นเพราะเรื่องมันน่าเบื่อ จริงไหม

เรื่องน่ารู้ถัดไป แต่เผลอๆ ผู้ใช้รถอาจจะไม่รู้ก็ได้ คือ การบังคับโรงกลั่น ให้ผสมเอธานอล ในน้ำมันดีเซล ซึ่งตอนนี้เป็น บี 3 อยู่ แล้วจะบังคับให้เป็น บี 4 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม จนถึงสิ้นเดือนกันยายน ก่อนจะบังคับอีกที ให้เป็น บี 5

ที่ว่าอาจจะไม่รู้ ก็เพราะเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมัน ยังไงก็ต้องเติม คนใช้รถเครื่องยนต์ดีเซล ไม่มีทางเลือกใดๆ ทั้งสิ้น เอาเป็นว่า รู้ไว้ใช่ว่าแล้วกัน

อีกเรื่อง อันนี้ดีกับผู้ใช้แน่นอน เพราะภาครัฐ กำหนดการจำหน่ายน้ำมันคุณภาพมาตรฐาน ยูโร 4 ทั้งเบนซิน และดีเซล โดยต้องเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 แต่ที่ระยอง เริ่มกันไปแล้ว

สิ่งที่ได้ ก็คือ คุณภาพของน้ำมันที่ดีขึ้น เครื่องยนต์ลดมลภาวะได้มากขึ้น ปล่อยไอเสียน้อยลง เขม่าน้อยลง เรื่องดีสำหรับเครื่องยนต์ของเราทุกคน

อันนี้ไม่อยากจะบอกว่า น่าจะทำตั้งนานแล้วนะ แต่มาช้าก็ยังดีกว่าไม่มานะจ๊ะ

ขอจบด้วยข่าวฝาก แจ้งข่าวมาจาก กรมการขนส่งทางบก เชิญชวนให้ผู้ประกอบการขนส่งรายใหม่ ยื่นคำขออนุญาตเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทาง สายที่ 556 มุกดาหาร-นาแก หลังผู้ประกอบการเดิมแจ้งยกเลิกประกอบการขนส่ง เส้นทางสายนี้ เริ่มจากมุกดาหาร ไปสุดเส้นทาง อำเภอนาแก รวมระยะทาง 65 กิโลเมตร ถนนลาดยางตลอดสาย

ใกล้ตัวเข้ามาหน่อย ก็คือ เปิดให้ผู้ประกอบการขนส่งที่สนใจ ยื่นคำขออนุญาตประกอบการขนส่งรถโดยสารประจำทาง 789 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-หัวหิน รวมระยะทาง 227 กิโลเมตร ใช้รถโดยสารปรับอากาศ ชั้น 1 ชนิดพิเศษ อัตราค่าโดยสาร 277 บาทตลอดสาย

และท้ายสุด เชิญชวนผู้ประกอบการขนส่งที่สนใจ ยื่นคำขออนุญาตประกอบการเดินรถโดยสารประจำทาง สายที่ 301 จันทบุรี-ตราด หลังผู้ประกอบการเดิมสละสิทธิ์ ไม่ขอรับใบอนุญาตประกอบการก็ต้องเรียนว่า เดือนหน้านี่ จะเป็นเดือนที่ร่าเริงที่สุดของค่ายรถยนต์ เพราะต้องสรุปรวมตัวเลขครึ่งปี ที่แม้จะไม่เลิศหรูอะไรนัก แต่ช่วงครึ่งหลังที่เหลือของปี ทุกค่าย ทุกสำนักพยากรณ์ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยอดการประกอบรถยนต์ในบ้านเราปีนี้ ไม่หนี 1,800,000 คัน แน่นอน ยอดการขายในบ้านเรา ก็เกิน 800,000 คัน แน่นอนเช่นกัน

ขอดีใจล่วงหน้าก่อนได้ไหมครับ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2554
คอลัมน์ : เครื่องใหม่เมืองนอก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/AxdJo
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th