บทความ

คุณเป็น “โรคกลัวแรงเหวี่ยง” หรือเปล่า ?


ผมหมายถึงแรงที่เกิดกับตัวรถ และตัวเราที่นั่งอยู่ในรถขณะแล่นอยู่ในโค้งครับ แรงนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า แรงหนีจุดศูนย์กลาง ซื่อภาษาอังกฤษคือ CENTRIFUGAL FORCE เป็นแรงที่วัตถุทุกชนิดต่อต้าน เมื่อใดก็ตามที่ถูกบังคับให้เปลี่ยนทิศทาง เบี่ยงเบนจากการเคลื่อนที่ในแนวตรง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าเราจะบังคับให้วัตถุใดเปลี่ยนแนวที่เคลื่อนที่ จากเส้นตรงเป็นเส้นโค้ง ก็ต้องใช้แรงเท่ากับที่วัตถุนี้ต่อต้านนี่แหละครับ บังคับมัน

 

เพราะฉะนั้น เมื่อใดก็ตามที่รถของเราเลี้ยวโค้ง เพราะล้อหน้าเปลี่ยนทิศจากแนวตรง ก็จะเกิดแรงต้านที่ว่านี้ และตัวการที่บังคับให้มันเลี้ยวโค้ง ก็คือล้อยางของรถครับ โดยอาศัยแรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับผิวถนน โดยแก้มยางจะลู่มากหรือน้อย ตามภาระที่ต้องรับ โดยที่หน้ายางยังไม่ไถลเสียดสีกับผิวถนน เพียงแค่กลิ้งไปเท่านั้น แต่เมื่อใดที่แรงหนีจุดศูนย์กลาง มากกว่าแรงเสียดทาน หรือแรงยึดเกาะระหว่างหน้ายางกับผิวถนน หน้ายางก็จะไถลไปกับผิวถนน ที่ผมยกตัวอย่างมา 2 แบบ ก็เพื่อให้เข้าใจง่ายครับ ในสภาพจริงจะมีการไถลของหน้ายางอยู่บ้างเสมอ มากบ้าง น้อยบ้าง

 

แรงเสียดทาน หรือแรงยึดเกาะระหว่างหน้ายางกับผิวถนนนี้ มีค่าสูงมากครับ เพราะเนื้อยางยืดหยุ่นได้ และผิวถนนก็ขรุขระพอสมควร หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง น้ำหนักของรถที่กดหน้ายางให้อัดกับผิวถนนก็มากเอาการ สมมติว่าน้ำหนักรถทั้งคันประมาณ 1,600 กก.

 

และผู้สร้างกระจายน้ำหนักที่ลงสู่ล้อหน้า และหลังได้เท่าๆ กัน ก็จะเป็นแรงกดระหว่างหน้ายางกับผิวถนนล้อละ 400 กก. บนพื้นที่ของหน้ายางซึ่งสัมผัสกับผิวถนนที่ใหญ่กว่าฝ่ามือของเราไม่มาก แต่ไม่ได้หมายความว่า ยิ่งน้ำหนักรถมาก จะยิ่งเกาะถนนได้ดีขึ้นนะครับ เพราะแรงเหวี่ยงหรือแรงหนีจุดศูนย์กลางก็จะเพิ่มขึ้นตามส่วนของ “น้ำหนัก” หรือมวลของรถไปด้วย ผมเพียงต้องการให้เห็นภาพ ว่าการที่หน้ายาง ซึ่งยืดหยุ่นได้ ถูกอัดกับผิวถนนด้วยแรงระดับนี้ เนื้อยางจะโอบไปตามผิวที่ขรุขระของผิวถนนทุกส่วน เพราะผิวถนนที่เราเห็นว่าเรียบนั้น ถ้ามองใกล้ๆ หรือถ่ายภาพแล้วนำมาขยาย จะเห็นว่ามันไม่ได้เรียบจริง ไม่ว่าจะเป็นถนนราดยางมะตอย หรือถนนคอนกรีท ยกเว้นประเภทที่สร้างไม่เป็นเทยางมะตอยหนาทับหินจนหมด แบบนี้ค่อนข้างเรียบจริง และลื่นจริงด้วยครับ เพราะไม่มีส่วนที่เป็น “ยอดเขา” และ “เหว” ให้เนื้อยางโอบเกาะ ผิวถนนแบบนี้เขาห้ามสร้างครับ เพราะแม้แต่ตอนแห้ง และมีฝุ่นทรายอยู่ ก็จะลื่นเกินไป ไม่ต้องพูดถึงตอนเปียกและมีโคลนฉาบอยู่ จากดินที่หล่นจากรถบรรทุก

 

เหตุที่ผมบรรยายเรื่องนี้อย่างละเอียด ก็เพราะต้องการให้พวกเรามั่นใจว่า ยางของเราเกาะถนนได้ดีกว่าที่พวกเราคาดหวังหลายเท่าตัวครับ อย่าไปกลัวว่าถ้าขับเร็วกว่านี้ แล้วรถของเราจะไถล เสียการทรงตัวหรือ “แหกโค้ง” ถ้าเปรียบเทียบเป็นร้อยละ โดยให้แรงหนีจุดศูนย์กลางที่รถของเราต้านทานได้เป็น 100 % แรงที่เกิดขึ้นขณะที่พวกเราขับกันในโค้งนั้น ยังไม่ถึง 5 % เลยครับ คราวนี้ก็คงมีคนอยากถามหรือแย้งว่า แล้วมันเสียหายตรงไหน ที่พวกเราขับรถในโค้งกันช้าขนาดนี้ คำตอบคือความสูญเสียนั้น อยู่ในระดับสูงครับ เพราะทำให้การจราจรติดขัดโดยไม่จำเป็น ถนนที่ลงทุนสร้างกันเป็นหมื่นล้านบาท เพื่อให้การจราจรคล่องตัว ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ต้องถูกลดประสิทธิภาพลงไป เพราะพวกเราลดความเร็วจนต่ำเกินไป ทั้งก่อนเข้าโค้ง และขณะขับในโค้งครับ ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงก็เพิ่มขึ้นด้วย เพราะรถเป็นแสนคันเบรคลดความเร็วกันเกินจำเป็น แล้วก็ต้องสูญเชื้อเพลิงตอนเร่งเพิ่มความเร็วเมื่อออกจากโค้ง พวกเราที่ใช้รถเข้าใจเรื่องพวกนี้ยากมากครับ คนที่เข้าใจดี คือ ผู้ที่เรียนเรื่องการจราจรทางบกมา ถ้าแม้ไม่ต้องเล่าเรียนมา แต่ถ้ามีไหวพริบ และช่างสังเกต ก็จะมองเห็นปัญหาทันทีขณะปฏิบัติงาน บางคนอาจสงสัยว่า ตำรวจจราจรเขาโบกมือเร่งให้เข้าโค้งทำไม ไม่โบกก็อยากไปกันอยู่แล้ว ก็เพราะเขาเข้าใจดีครับว่าการที่พวกเราพากัน “คลาน” เข้าโค้งนั้นมันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “รถติด” ได้

 

ถ้ามีผล ก็ต้องมีเหตุครับ แล้วความผิดพลาดหรือบกพร่องนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ? ถ้ายังนึกไม่ออก เราก็ลองหาคำตอบโดยการตั้งคำถามอื่นเสริมขึ้นมาอีก ก็อาจจะได้คำตอบครับ เช่น แล้วในประเทศที่พัฒนาแล้วจริง เขามีปัญหานี้หรือเปล่า ? ถ้าไม่มี เขาทำอย่างไร ? คำตอบ คือ โรงเรียนสอนขับรถยนต์มาตรฐานครับ ครูสอนขับรถยนต์ที่มีวุฒิ และความรู้ความสามารถได้มาตรฐาน จะเป็นผู้สอนว่าควรใช้ความเร็วระดับไหนในโค้ง จึงจะไม่กีดขวางการจราจร ประหยัดเชื้อเพลิง และขณะเดียวกันก็ปลอดภัยด้วย

 

แรงเหวี่ยงในโค้ง หรือแรงหนีจุดศูนย์กลางนี้ แปรตามมวล หรือ “น้ำหนัก” ของรถครับ และแปรตามความเร็วของรถ แต่ยกกำลังสองด้วยครับ คือ เอาค่าความเร็วคูณด้วยตัวมันเอง เพราะฉะนั้นเราจะสังเกตได้ว่าแรงเหวี่ยงในโค้งนี้ มันไม่เพิ่มในสัดส่วนเดียวกับความเร็วที่เราเพิ่ม แต่มากกว่านั้น เช่น เพิ่มความเร็วขึ้น 20 % แรงเหวี่ยงจะเพิ่มขึ้น 44 % (1.2×1.2 = 1.44) นอกจากนี้ยังแปรผกผันกับรัศมีของวงกลมที่รถเคลื่อนที่ยิ่งรัศมีน้อย (วงเล็ก) แรงหนีจุดศูนย์กลาง หรือแรงเหวี่ยงจะยิ่งมากขึ้น ทดลองง่ายๆ ครับ โดยขับด้วยความเร็วคงที่หาลานกว้างๆ ลองหมุนพวกมาลัยให้วงเลี้ยวแคบลง แรงเหวี่ยงจะเพิ่มขึ้นทันที

 

แรงเหวี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นที่ตัวรถเท่านั้นนะครับ แต่กับทุกส่วนของรถรวมทั้งตัวเรา และสัมภาระในรถด้วย

 

ถ้าหน้ายางรับแรงเหวี่ยงเท่าใดด้วยแรงเกาะยึด หรือแรงเสียดทาน สัมภาระที่อยู่บนเบาะนั่งก็ถูกยึดให้อยู่นิ่งด้วยแรงเดียงกัน ขนาดเบาะเรียบลื่นพอสมควร ยังไม่ลื่นไถลเลยครับ เวลาเราเข้าโค้ง เพราะฉะนั้นเก็บสัมภาระที่จะลื่นไถลได้ แล้วเข้าโค้งกันให้เร็วกว่าเดิมมากๆ การจราจรจะคล่องตัวกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มากมายเลยครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2554
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/YfKEa
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

น้ำแข็งแห้ง ไม่ใช่สารพิษ แต่ใช้ผิดอาจถึงตาย
เคล็ดลับขับเร็ว แต่ตายช้า
เมืองทันสมัยที่ยังป่าเถื่อน (จบ)
สื่อสิ่งพิมพ์ไม่มีวันตาย
มีรถดี...ต้องใช้
ทดลองขับ ก่อนเลือกซื้อรถ
ทดลองขับ ก่อนเลือกซื้อรถ