บทความ

พิษภัยธรรมชาติทำประกันภัยอ่วม


เห็นภาพข่าวแผ่นดินไหว และสึนามิ ที่ประเทศญี่ปุ่น อาคารบ้านเรือน รถยนต์ และทรัพย์สิน ถูกกระแสน้ำพัดพาลอยหายไปราบเรียบเป็นหน้ากอง มีการประเมินความเสียหายของเหตุการณ์ จาก เอไออาร์ เวิร์ลด์ไวด์ ซึ่งเป็นบริษัทประเมินความเสี่ยงชั้นนำระดับโลก คาดว่ามีมูลค่าอย่างต่ำ 1.4 หมื่นล้าน เหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 4.2 แสนล้านบาท ส่วนความเสียหายขั้นสูงสุดน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.46 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท

 

ธุรกิจประกันภัยระหว่างประเทศ อ่วมอรทัย มาตั้งแต่ 1 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา โดยมีผลขาดทุนอย่างน้อย 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 3.5 แสนล้านบาท จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศนิวซีแลนด์ และน้ำท่วมใหญ่ในออสเตรเลีย

 

ขณะที่เหตุการณ์ในญี่ปุ่นรุนแรงกว่านั้นนับ 10 เท่า เพราะว่าญี่ปุ่น คือ หนึ่งในประเทศที่ตื่นตัวต่อการประกันภัยสูงมาก อาจมีรถยนต์ที่ต้องเคลมความเสียหายทั้งคันหลายหมื่นคัน ยังไม่นับบ้านเรือนประชาชนและอาคารสูงที่เสียหายมหาศาล คนที่เสียชีวิตน่าจะทะลุหมื่นคน และยังต้องมีการรักษาพยาบาลต่อเนื่องอีกนับไม่ถ้วน คาดว่าการเคลมประกันจะต้องเป็นเรื่องที่วุ่นวายตามมาในญี่ปุ่น หลังเหตุการณ์ความเสียหายยุติลงแน่นอน

 

พิษจากภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรง และมีความถี่ขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุมรสุม น้ำท่วม ทุกครั้งที่เกิดเราจะเห็นภาพความเสียหายที่รุนแรงขยายเป็นวงกว้าง ทำลายทั้งชีวิตผู้คน และทรัพย์สินเสียหายจนยากเกินกว่าประเมินได้ และผู้ที่ต้องรับไปเต็มๆ คือ เจ้าของทรัพย์สินนั้น เว้นแต่จะได้มีการทำประกันภัยไว้ บริษัทประกันภัยก็จะช่วยแบ่งเบาบรรเทาความเสียหายไปได้บ้าง แต่เนื่องจากธุรกิจประกันภัย เป็นธุรกิจที่บริษัทประกันภัยต้องทำประกันภัยตัวเองด้วย เพื่อลดความเสี่ยงที่ตนเองรับไว้ (หรือภาษาประกันภัยจะเรียกว่า ประกันภัยต่อ) เมื่อเกิดความเสียหายกระจายไปทุกภูมิภาคของโลก บริษัทประกันภัยก็จะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพิ่ม ดังนี้ก็จะมีผลกระทบต่อเบี้ยประกันภัย จึงมีแนวโน้มว่าเบี้ยประกันภัยจะถูกปรับเพิ่มแน่นอน

 

มาดูว่าถ้าเป็นรถยนต์จะได้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติแค่ไหน สำหรับกรมธรรม์รถยนต์ที่คุ้มครองตัวรถแบบภัยทุกชนิด (ALL RISK) หรือที่เราเรียกว่า ประกันประเภท 1 จะรวมคุ้มครองภัยจากน้ำท่วม และภัยธรรมชาติอื่นๆ ไว้ด้วย ดังนั้นหากเกิดความเสียหายจากภัยแผ่นดินไหว ภัยสึนามิ ภัยน้ำท่วมขึ้นก็สามารถเคลมค่าสินไหมทดแทนได้ตามความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินจากทุนประกันภัยที่แจ้งทำเอาไว้ หากความเสียหายนั้นไม่ถึงกับเสียหายทั้งคัน กล่าวคือ เสียหายบางส่วนที่เป็นตัวรถ เช่น เครื่องยนต์ เบาะ และภายในตัวรถยนต์ เมื่อแจ้งทำเคลม บริษัทประกันภัยก็จะจ่ายค่าล้างทำความสะอาด และซ่อมแซมให้กลับคืนสภาพเดิม แต่ถ้าเป็นส่วนที่ตกแต่งเพิ่มเติม เช่น เครื่องเสียง หรือส่วนตกแต่งอื่นๆ ก็จะต้องไปดูในตัวกรมธรรม์ว่าได้แจ้งซื้อเพิ่มความคุ้มครองไว้หรือไม่ และจำนวนเท่าไร ถ้าซื้อไว้ก็จะได้รับการคุ้มครองตามจำนวนที่ซื้อ ถ้าไม่ได้ซื้อ หรือซื้อไว้น้อยกว่าจำนวนที่เสียหายจริง ก็ต้องรับผิดชอบเองตามส่วนต่างความเสียหายนั้น

 

การเคลมค่าเสียหายในกรณีนี้ ผู้ประกันภัย หรือเจ้าของรถ จะต้องมีส่วนร่วมในความเสียหายส่วนแรก 1,000 บาท อันเนื่องจากภัยน้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นความเสียหายที่เกิดจากการชนหรือคว่ำ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

 

ส่วนการประกันภัยรถยนต์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเภท 1 และไม่ได้มีการซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติไว้ ก็ไม่สามารถจะมาทำเคลมความเสียหายจากภัยน้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติอื่นๆได้นะครับ

 

อย่างไรก็ดี มีหลายบริษัทกำลังเล็งหาช่วงทางทำธุรกิจเพิ่ม โดยจะขยายเพิ่มความคุ้มครองภัยธรรมชาติ เข้าไปในกรมธรรม์ประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากประเภท 1 ที่คุ้มครองอยู่แล้ว โดยการที่ผู้เอาประกัน ต้องแจ้งความประสงค์ซื้อกรมธรรม์แบบคุ้มครองภัยธรรมชาติ ซึ่งหมายถึง ต้องเพิ่มเบี้ยประกันภัย
เข้าไปในส่วนนี้

 

ทั้งนี้มีข่าวจาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด เล็งเพิ่มทุนประกันเป็น 2 พันล้านบาท โดย ประสาน นิลมานัตต์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และเกิดคลื่นยักษ์สึนามิในญี่ปุ่น รวมไปถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่มีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงมากขึ้น จะทำให้บริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ต้องหันมาซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติ อาทิ น้ำท่วม แผ่นดินไหว กับบริษัทรับประกันภัยต่อ (REINSURER) มากขึ้นจากเดิมที่จะรับความเสี่ยงเองไว้เกือบทั้งหมด

 

ปัจจุบันวิริยะประกันภัย ฯ ซื้อประกันภัยคุ้มครองภัยธรรมชาติทุนประกัน 1,000 ล้านบาท กับบริษัทรับประกันภัยต่อ ต่างประเทศ จ่ายเบี้ยปีละ 6 ล้านบาท คุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติต่างๆ อาทิ เกิดแผ่นดินไหวส่งผลให้เขื่อนแตก และน้ำทะลักออกจากเขื่อน ไหลท่วมรถยนต์ของลูกค้า ได้รับความเสียหาย ซึ่งพื้นที่เสี่ยง คือ เขื่อนศรีนครินทร์ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งจากการศึกษาของบริษัทรับประกันภัยต่อ ระบุว่าความเสี่ยงของไทยในการเกิดภัยธรรมชาติ จะมีมากขึ้นในแถบภาคตะวันตกของประเทศ โดยเฉพาะที่กาญจนบุรี

 

วงเงิน 1,000 ล้านบาทข้างต้น วิริยะประกันภัย ฯ รับประกันเอง 200 ล้านบาท อีก 800 ล้านบาท ทางบริษัทประกันภัยต่อ (REINSURER) รับคุ้มครองเฉพาะรถยนต์อย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินประเภทอื่นของลูกค้า ซึ่งเราจะมีสัญญาประกันภัยต่อรองรับอยู่อีกส่วนหนึ่ง ทุนประกัน 1,000 ล้านบาท ถือได้ว่าวิริยะประกันภัย ฯ ซื้อไว้มากที่สุดในอุตสาหกรรม ที่ต้องซื้อไว้เพราะกลัวแผ่นดินไหว

 

คาดการณ์อนาคตหากเบี้ยประกันภัยรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 30,000-40,000 ล้านบาท จากปัจจุบัน 20,000 กว่าล้านบาท วิริยะประกันภัย ฯ คงต้องซื้อทุนประกันภัยธรรมชาติคุ้มครองรถยนต์เพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดรับกับความเสี่ยงที่มีมากขึ้น

 

ด้านบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) พนัส ธีรวณิชย์กุล ผู้อำนวยการใหญ่ ให้ข่าวว่า ในการรับประกันภัยรถยนต์ บริษัท ฯ ซื้อประกันภัยต่อคุ้มครองภัยธรรมชาติไว้เช่นกัน เป็นประกันต่อความเสียหายส่วนเกิน (EXCESS OF LOSS) แยกเป็น 2 แบบ คือ หากเป็นความเสียหายที่เกิดกับชีวิตและร่างกายบริษัท ฯ รับความเสี่ยงเอง 6 ล้านบาท ที่เหลือไม่ว่าจะเสียหาย หรือบาดเจ็บเท่าไร บริษัทรับประกันภัยต่อจ่ายให้หมดในวงเงินไม่จำกัด

 

อีกส่วน คือ ความคุ้มครองทรัพย์สินตัวรถทุนประกัน 50 ล้านบาท โดยบริษัท ฯ รับความเสี่ยงเอง 6 ล้านบาทเช่นกัน ส่วนที่เกินไปจนถึง 50 ล้านบาท บริษัทรับประกันภัยต่อรับผิดชอบ

 

แนวโน้มการซื้อประกันภัยต่อคุ้มครองภัยธรรมชาติสำหรับประกันรถยนต์จะมากขึ้น เนื่องจากมีความเสี่ยงเกิดขึ้นมาก ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายบริษัทเริ่มซื้อประกันภัยต่อมากขึ้น อย่างของ กรุงเทพประกันภัย ฯ เองปรับมา 3 ครั้งแล้ว ตัวเลข 50 ล้านบาท ที่เพิ่งต่อสัญญาไปคิดว่าเอาอยู่ เหตุการณ์ในญี่ปุ่นที่อาจจะทำให้ความเสี่ยงแผ่นดินไหว หรือน้ำท่วมมีมากขึ้น เราอาจจะต้องมารีวิวตัวเลขใหม่ รอไตรมาส 3 พอมีข้อมูลจะมาทบทวนภายในดูความเสี่ยงอีกที

 

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 บริษัทนี้เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับผู้นำของธุรกิจประกันภัย ได้มีการปรับตัว ปรับกลยุทธ์เตรียมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นแนวโน้มให้ทุกบริษัทประกันต้องปรับตัวตามทั้งระบบดังนั้น เราท่านทั้งหลายในฐานะผู้ต้องเผชิญกับชะตากรรมกับภัยธรรมชาติเช่นกัน ก็คงต้องเตรียมตัว
รับกับเบี้ยประกันภัยใหม่ที่ต้องจ่ายแพงขึ้นแน่นอน

 

ถึงกระนั้นก็ยังจะขอฝากเตือนทุกท่านว่า ทำประกันภัยไว้ดีกว่า เพราะยังสามารถช่วยบรรเทาความเสียหายได้บ้าง ถ้าไม่ทำประกันเลย ก็รับเคราะห์กรรมแต่เพียงผู้เดียวเต็มๆ มันน่าเศร้าและโหดร้ายมากนะครับ



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2554
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/wXL2m
อัพเดทล่าสุด
25 Feb 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
668,000
2.
1,094,000
4.
499,000
5.
979,000
6.
2,990,000
7.
990,000
8.
1,397,000
9.
4,090,000
10.
16,950,000
11.
3,500,000
12.
3,065,000
13.
11,530,000
14.
24,500,000
15.
17,440,000
16.
14,900,000
17.
679,000
18.
21,900,000
19.
14,900,000
20.
3,699,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New