บทความ

ยึดเลนขวาตะพึด


ขอยกเอา พรบ. จราจรทางบก ซึ่งเกี่ยวข้องกับเราๆ ท่านๆ โดยตรง มาโชว์นิดหนึ่ง

 

มาตรา 35 รถที่มีความเร็วช้า หรือรถที่มีความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถคันอื่นที่ขับในทิศทางเดียวกัน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่จะกระทำได้ ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร รถจักรยานยนต์ในทางเดินรถ ซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่ 2 ช่องขึ้นไป หรือได้จัดช่องทางเดินรถประจำทางด้านซ้ายไว้โดยเฉพาะ ต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุด หรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทาง แล้วแต่กรณี

 

ความในวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 1,600 กก. และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

 

ความหมายก็คือ ถนนที่มีตั้งแต่ 2 ช่องจราจร ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ถนนซึ่งมีแค่ 2 ช่อง หรือ 2 เลน สวนทางปืนกัน หากเป็นรถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร รถจักรยานยนต์ ต้อง (คือบังคับ) ขับรถในช่องเดินรถซ้ายสุด หรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทาง หรือชิดซ้ายไว้เสมอ

 

ที่ว่ามานี้อย่าเหมารวมไปถึงรถบรรทุกส่วนบุคคล น้ำหนักไม่เกิน 1,600 กก. คือ รถกระบะ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน คือ รถเก๋ง และรถตู้

 

ชาวบ้านและตำรวจอีกเยอะแยะ ยังเข้าใจผิดมาโดยตลอด รถกระบะ และรถเก๋ง รถตู้ ต้องชิดซ้ายเสมอ แถมตำรวจยังดักจับ ปรับ และรีดอีกต่างหากตานี้ถามว่า การขับช้าแล้วยึดขวาตลอดศก แม้จะเป็นรถที่มีข้อยกเว้นในมาตรา 35 มันสมควรไหม

 

แน่นอน ยิ่งขับคลานเป็นเต่าหมดแรงข้าวต้ม แล้วไม่ยอมลงซ้าย จะอยู่เลนขวา ใครจะทำไม คนที่เขาขับรถเร็วพอสมควร มุ่งหน้าจะไปให้ถึงที่หมาย ไม่คิดจะลงหลักปักฐานอยู่บนถนนข้ามวันข้ามคืน มันก็เซ็งวันยังค่ำ ทนไม่ไหว อาจบีบแตร หรือกะพริบไฟขอทาง รายที่มีน้ำใจก็หลีกให้ รายที่ไม่มีน้ำใจก็เฉย หรือออกอาการต่างๆ จนกระทั่งเกิดเหตุกระทบกระทั่งฆ่าแกงกันก็มี

 

ถามว่ากฎหมายทำไมเขียนไว้พรรค์อย่างนั้น ตอบแบบกำปั้นทุบดิน คือ ไม่รู้เหมือนกัน งงสิทีนี้ บางท่านอาจร้องว่า

 

“เฮ้ย เป็นไปได้ยังไง อ้าว แล้วทำไมตำรวจเล่นงานข้าตะพึด แสดงว่าอำชาวบ้าน กินดิบนี่หว่า”

 

ถ้าให้เดาสุ่ม คนเขียนกฎหมายคงให้เกียรติ รถกระบะ รถเก๋ง รถตู้ ซึ่งเป็นรถที่คนออกกฎหมายใช้เป็นประจำ และมีความเชื่อด้วยว่า คนขับรถเหล่านี้มีวัฒนธรรมเหมือนประเทศที่เขาเจริญแล้วทั้งหลาย คือ ไม่พยายามขับรถขวางทางคนอื่น รู้ตัวว่ามีรถเร็วกว่าตามหลัง ก็จะหลีกทางให้ทันที

 

นั่นคือความเข้าใจ ซึ่งมันสวนทางกับความเป็นจริง ชนิดฟ้ากับเหว นรกกับสวรรค์ ช้าแค่ไหน แคะเล็บ ทาปาก ใช้บีบี ใช้ไอแพด ปล่อยให้รถคลานกระดืบๆ ก็จะยึดเลนขวายันป้าย ใครเดือดร้อนช่างหัวมันปะไร

 

คนไทยส่วนใหญ่ที่ขับรถบนท้องถนน จึงได้รับความทุกข์ทรมานในเรื่องนี้มาโดยตลอด กลายเป็นคนปาก จัด ด่าพ่อล่อแม่คนขับรถช้าแล้วไม่ยอมลงซ้าย ด่าอยู่ในรถของตัวเองจนปากเปียกปากแฉะ เผลอด่าให้อีกฝ่ายได้ยิน หมายถึง มีเรื่อง ถึงตายถึงเจ็บกันไปข้าง หรือทั้ง 2 ข้าง นี่คือ สภาพสังคมไทยที่ทุเรศทุรังอย่างหนึ่ง ซึ่งดำรงอยู่ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไรจะพ้นความป่าเถื่อน….เอ๊ย ! ล้าหลังเสียที

 

แหงอยู่แล้วต้องมีคดีตบท้ายจึงจะเป็นของแท้

 

งานนี้น่าสนใจอีกตามเคย เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ “นายถูกหวย” ชื่อน่าจะรวยแต่คงไม่ถูกหวยเหมือนชื่อ จึงเป็นหนี้แล้วโดนไล่บี้โดนฟ้อง ศาลตัดสินให้ใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ พร้อมดอกเบี้ย เมื่อไม่มีไม่หนีไม่จ่าย เจ้าหนี้ คือ “นางพอไหว” จึงลงดาบสอง ร้องขอให้เจ้าพนักงานยึดทรัพย์ของ นายถูกหวย เอามาขายทอดตลาด รถยนต์คันหนึ่งที่ นายถูกหวย ขาดส่งงวดมาหลายงวดแล้ว โดนยึดและโดนขายทอดตลาดเป็นที่เรียบร้อย ได้เงินมาจำนวนหนึ่ง คนที่เดือดร้อนไปด้วยในงานนี้ คือ “หจก. ใจเย็น” ซึ่งได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และติดตามรถคืนอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งมารู้ว่า ศาลยึดขายทอดตลาดไปแล้ว พับเป็นเงินไปแล้ว จึงจับเข่าปรึกษาทนายของตน

 

ทนายบอกว่าไม่เป็นไร สบายใจได้ เราไปขอกันเงินค่ารถที่ นายถูกหวย ต้องชำระ จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดได้แหงๆ รถที่ขายเราเป็นเจ้าของชัดๆ ว่าแล้วก็ไปยื่นคำร้องตามที่บอก

 

เจ้าหนี้ คือ นางพอไหว เก่งเหมือนกัน รีบคัดค้าน ต้องใช้หนี้อะฮั้นก่อน จะมาตัดหน้าไม่ได้หรอก

 

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเอาด้วยกับ นางพอไหว สั่งยกคำร้องของ หจก. ใจเย็น

 

ใจเย็นไม่ไหวสิทีนี้ แต่ หจก. ใจเย็น เลือกเล่นเกมสั้น ขออุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายตรงไปยังศาลฎีกา จะได้รู้ผลรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องรอหลายปีดีดัก

 

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ชี้ขาดออกมาว่า

 

รถที่โดนยึดมาขายทอดตลาดเป็นกรรมสิทธิ์ของ หจก. ใจเย็น ข้อนี้ศาลยอมรับ เมื่อเป็นยังงั้น ตามกฎหมายแพ่ง มาตรา 1366 หจก. ใจเย็น มีสิทธิ์ติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิ์ยึดไว้ และขัดขวางผู้อื่นไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยไม่ชอบ การยึดทรัพย์ก็ไม่กระทบสิทธิ์ดังว่าของ หจก. ใจเย็น แต่การที่ หจก. ใจเย็น ไม่ได้ใช้สิทธิ์ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถ ก่อนมีการขายทอดตลาด ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 287, 288 สิทธิ์ของ หจก. ใจเย็น ในฐานะเจ้าของก็หมดไป เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็ไม่ใช่ทรัพย์เข้าแทนที่รถยนต์ หจก. ใจเย็น จึงไม่มีสิทธิ์กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาใช้หนี้ หจก. ใจเย็น ก่อน

 

ศาลชั้นต้นยกคำร้องแม่นแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน

 

จุดที่ หจก. ใจเย็น พลาดอย่างแรง คือ เผลอเรอ ปล่อยให้รถของตนโดนยึดไปขายทอดตลาดเสียก่อน โดยไม่รู้ หรือรู้แล้วใจเย็น ไม่ไปร้องขอให้ปล่อยรถ ในเมื่อรถที่ให้เขาเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ยังเป็นของ หจก. ใจเย็น ไม่ว่าห้างร้านหรือชาวบ้าน ถ้าให้เขาเช่าซื้อรถแล้วเจอแบบนี้ เสร็จทั้งนั้น ครับ เวลาขับรถช้า ได้โปรดเห็นใจรถที่เขาตามหลังบ้างก็จะดีนะครับ

 

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2891/2552



------------------------------
เรื่องโดย : ณรงค์ นิติจันทร์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน เมษายน ปี 2554
คอลัมน์ : รู้ไว้ใช่ว่า
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/YQn43
อัพเดทล่าสุด
26 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th