บทความ

ยังหวังอยู่


ก็หวังจะให้ยอดการขายปีนี้เพิ่มสูงขึ้น เพราะรายงานจากตัวเลขยอดขาย 10 เดือน เดือนเดียวขายกัน 72,012 คัน เพิ่มขึ้น 35.2 % ทำให้ยอดรวม 10 เดือน เพิ่มขึ้น 49.7 % รวมยอดรถ 628,361 คัน ท่ามกลางภาวะน้ำท่วมเกือบทั่วเมืองไทย

10 เดือนทำได้แค่นี้ คิดบัญญัติไตรยางศ์ง่ายๆ ก็จะได้ตัวเลขยอดการขายประจำปีนี้เกิน 750,000 คัน เป็นตัวเลขที่ทุกคนยังร่วมกันหวังในใจลึกๆ ขอให้ได้เถิดเจ้าประคู้น เพราะ 2 เดือนสุดท้ายเนี่ย เจองานมหกรรมยานยนต์ ที่ อิมแพคท์ เมืองทองธานี เดือนธันวาคม น่าจะเป็นเดือนที่ร้อนแรงที่สุด สำหรับยอดการขายปีนี้

เห็นข่าวที่หลวงท่านเชิญผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ หารือการปรับใช้น้ำมันดีเซล บี 5 เป็นเกรดเดียวทั่วประเทศ จากเดิมที่ภาคบังคับเป็น บี 3 และ บี 5 เป็นทางเลือก โดยจะให้บังคับใช้ภายในเดือนมกราคม 2554 เพราะผลผลิตน้ำมันปาล์ม เพียงพอที่จะนำมาเป็นส่วนผสมแล้ว

ค่ายรถยนต์เองก็สนับสนุน และพร้อมที่จะปรับแต่งเครื่องยนต์ของตน ให้สามารถใช้ดีเซล บี 5 ได้ เพราะส่วนใหญ่แทบจะทุกยี่ห้อ ก็สามารถใช้ได้อยู่แล้ว

แต่จากนั้น หลวงท่านคุยกับ ปตท. และ บางจาก ผู้ค้าทั้งคู่ก็ห่วงว่า ปริมาณน้ำมันปาล์มอาจจะลดลง เพราะเป็นผลกระทบจากน้ำท่วม แถมบางจังหวัดยังเป็นภัยแล้งอีก รวมทั้งช่วงเทศกาลปีใหม่ ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลจะเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้คนเดินทางกันมาก ก็เลยเป็นห่วง ว่าอาจจะกระทบการประกาศใช้น้ำมันดีเซล เป็น บี 5 สูตรเดียว ท่าทางจะต้องเลื่อนประกาศออกไปก่อน

เรื่องของราคา หากบังคับใช้จริง ก็จะอ้างอิงกับสูตรราคาในปัจจุบัน เว้นแต่หากราคาน้ำมันดีเซลลดลง ก็จะปรับสูตรราคากันใหม่ เพื่อเกลี่ยการชดเชยให้ลดลง เพราะปัจจุบัน มีการชดเชยดีเซล บี 5 กันอยู่ลิตรละ 50 สตางค์

จะบังคับใช้อย่างไร ก็ตามแต่ท่านเถิด แต่กรุณาลงจากหอคอยงาช้างมาดูในรายละเอียดกันบ้าง เพราะกระผมเอง คุยกับผู้ประกอบการบางราย ที่กำลังอยู่ในช่วงทดสอบการนำรถใหม่เข้ามาขายในเมืองไทย ต้องเอารถจริงเข้ามาเติมน้ำมันบ้านเรา แล้ววิ่งในภูมิประเทศก่อนล่วงหน้าอย่างน้อยก็ 6 เดือน

พี่เขาว่า ได้ทดลองใช้ บี 5 ของแต่ละยี่ห้อ แล้วก็ทำบันทึกเป็นรายละเอียดเอาไว้ เพราะต้องแจ้งกลับบริษัทแม่ ที่ต่างประเทศ ปรากฏว่า ดีเซล บี 5 ยี่ห้อที่ 1 ทำเอาหัวฉีดพังลงในเวลาอันรวดเร็ว ส่วน ดีเซล บี 5 ยี่ห้อที่ 2 ก็พังช้าหน่อย

ก็คงไม่ต้องบอกว่ายี่ห้อไหนเป็นยี่ห้อที่ 1 ยี่ห้อไหนเป็นยี่ห้อที่ 2 เพราะนี่เป็นการทดลองเติมจริง วิ่งจริง แต่ไม่ได้ทำข่าวออกสื่อ เพราะเป็นขั้นทดสอบเท่านั้น

ก็ฝากถึงผู้มีหน้าที่ควบคุมคุณภาพน้ำมัน ควบคุมการเก็บกักเพื่อจำหน่าย ควบคุมการขนส่งทั่วประเทศ ว่าทำอย่างไร ถึงจะได้น้ำมันที่มีคุณภาพมากที่สุด ทุกยี่ห้อ ในทุกสถานีบริการ เพื่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคที่แท้จริง

ส่วนของผู้สื่อข่าวนะ ท่านไม่ต้องห่วงหรอก เพราะส่วนใหญ่ก็ใช้รถดีเซลกันอยู่แล้ว บังคับใช้ได้ไม่นาน หากน้ำมันของท่านไม่มีคุณภาพที่ดีพอ เดี๋ยวมีข่าวแน่นอน

เรื่องที่ 2 สำหรับหนนี้ เป็นเรื่องของรถตู้โดยสาร ที่ร่วมจดทะเบียนให้ถูกต้อง ที่แต่เดิมบังคับว่า ต้องใช้รถตู้โดยสารที่มีหลังคาสูง และใช้แกสธรรมชาติ ซีเอนจี เป็นเชื้อเพลิง

ก็มีคนไปร้องว่า เดิมมันเป็นรถตู้หลังคาทรงต่ำอยู่ รวมทั้งบางเส้นทางยังไม่มีสถานีบริการ ซีเอนจี ทำให้เป็นปัญหา

หลวงท่านก็เลยแก้ข้อกำหนด ให้สามารถใช้รถหลังคาทรงต่ำ และใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงได้ แต่อนาคต หากมีการก่อสร้างสถานีบริการที่เพียงพอ ผู้ประกอบการก็ต้องปรับเปลี่ยนให้ใช้ได้ก็แล้วกัน

ทางกรมการขนส่งทางบก เอง ก็บอกว่า รถตู้โดยสารที่นำมาให้บริการผู้โดยสารนั้น ยังคงต้องมีอายุไม่เกิน 10 ปี หากคันใดมีอายุเกิน 10 ปี นับแต่วันจดทะเบียนครั้งแรก ก็จดทะเบียนไม่ได้

เอ ผมยังนั่งรถตู้หลังคาทรงต่ำอยู่ทุกวันนี่นา มีข้อกำหนดอย่างนี้ด้วยเหรอเนี่ย

กลับมาที่มาตรวัด ของเรา สิริรวมยอดการจำหน่ายรถยนต์เดือนตุลาคม ที่ผ่านมา เดือนเดียวขายกัน 72,012 คัน เพิ่มขึ้น 35.2 % ทำให้ยอดรวม 10 เดือน เพิ่มขึ้น 49.7 % รวมยอดรถ 628,361 คัน ท่ามกลางภาวะน้ำท่วมเกือบทั่วเมืองไทย

ค่ายรถยนต์ที่ขายได้มากที่สุดเดือนนี้ ก็คือ โตโยตา ขาย 29,595 คัน เพิ่ม 24.5 % ส่วนแบ่ง 41.1 % อันดับสอง ได้แก่ อีซูซุ ขาย 14,261 คัน เพิ่ม 34.4 % ส่วนแบ่ง 19.8 % อันดับสาม ฮอนดา ขาย 9,885 คัน เพิ่ม 9.7 % ส่วนแบ่ง 13.7 %, อันดับสี่ นิสสัน ขาย 5,034 คัน เพิ่ม 92.5 % ส่วนแบ่ง 7.0 % และอันดับห้า มิตซูบิชิ ขาย 3,438 คัน เพิ่ม 55.4 % ส่วนแบ่ง 4.8 %

พอแยกแยะออกเป็นประเภทรถยนต์นั่ง ยอดรวมเดือนเดียวขายได้ 31,386 คัน เพิ่มขึ้น 41.1 % แต่เมื่อรวม 10 เดือนปรากฏว่าเพิ่มถึง 54.0 % ขายกันทั้งหมด 262,969 คัน

แชมพ์ประจำรุ่น ได้แก่ โตโยตา ขาย 13,408 คัน เพิ่ม 25.9 % ส่วนแบ่ง 42.7 % ที่สอง ฮอนดา ขาย 9,098 คัน เพิ่ม 5.7 % ส่วนแบ่ง 29.0 % ที่สาม นิสสัน ขาย 3,030 คัน เพิ่ม 337.2 % ส่วนแบ่ง 9.7 % ที่สี่ มาซดา ขาย 2,043 คัน เพิ่มเยอะกว่าเพื่อน 427.9 % ส่วนแบ่ง 6.5 % และที่ห้า ฟอร์ด ขาย 1,134 คัน เพิ่มมหาศาล 1,925 % ส่วนแบ่ง 3.6 %

 

แต่ก็ยังอยู่ในความหวัง เพราะความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่ภาคเศรษฐกิจ กำลังฟื้นตัว เพราะเงินอัดฉีดของหลวง อีกทั้งเงินช่วยเหลือน้ำท่วมที่กำลังดำเนินการ น่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการซื้อได้เป็นอย่างดี ภาคสถาบันการเงิน ก็ตอบรับด้วยอัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจ สำหรับการตัดสินใจถอยรถคันใหม่ทีเดียว ก็มาช่วยกันหวังว่า ปีนี้ เราจะร่วมกันปิดยอดได้ที่ 750,000 คัน

 



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2554
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/jxVzv

Follow autoinfo.co.th