บทความ

ข้อสรุปเหตุก่อการร้าย


ย้อนความไปเมื่อหลายเดือนก่อน หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง เราได้พูดคุยกันเรื่องภัยก่อการร้ายต่อเนื่องกันถึง 3 ฉบับ แต่ก็ยังหาข้อสรุปอะไรไม่ได้ว่า บริษัทประกันความคุ้มครอง จ่ายค่าสินไหมทดแทนแค่ไหน เพียงใด เนื่องจากฟากฝั่งรัฐบาลประกาศชัดแจ้งว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้าย ซึ่งแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้บริษัทประกันภัย ตีความรวมว่า ภัยที่เกิดขึ้นเป็นภัยก่อการร้าย ดังนั้นจึงไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เพราะเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น ไม่คุ้มครองภัยก่อการร้าย เว้นแต่จะได้ซื้อความคุ้มครองภัยก่อการร้ายไว้ด้วย

เวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง กระแสสังคมก็เฝ้าจับตามองว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้อย่างไร มีหลายฝ่าย ก็แนะนำให้ฟ้องคดีไปยังศาล บังคับให้บริษัทประกันภัยรับผิดชอบเพื่อเป็นบรรทัดฐาน รวมถึงให้ฟ้องรัฐบาลที่ประกาศว่าเป็นภัยก่อการร้าย ซึ่งเป็นเหตุให้บริษัทประกันภัยถือเอามาเป็นข้ออ้างปฏิเสธความรับผิดชอบ

ผลความคืบหน้ามีเพียง คปภ. ออกมาให้ข่าวว่า บริษัทประกันภัยจะให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยสรุปความจาก จันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่า คปภ. และภาคธุรกิจจะเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจาก กรณีเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมบริเวณพื้นที่ราชประสงค์ และบริเวณใกล้เคียงในช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานประกอบการ อาคาร ศูนย์การค้า และธนาคาร ฯลฯ ในกรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหาย จำนวนทั้งสิ้น 35 แห่ง

ถึงวันนี้ คปภ. ได้มีการประชุมหารือร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัย เพื่อวางกรอบและหาแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยในเบื้องต้นพอสรุปได้ดังนี้

1. คปภ. ได้มีการกำหนดเขตการรับประกันภัยในกรุงเทพมหานคร โดยจัดเป็นบลอคประกันภัย จำนวนทั้งสิ้น 1,610 บลอค ซึ่งแต่ละบลอคจะมีข้อมูล และรายละเอียดเกี่ยวกับการประกันภัย สามารถสืบค้นได้โดยระบบอีเลคทรอนิคส์ จากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว ที่มีผลกระทบต่อพื้นที่รับประกันภัยแยกออกเป็นรายใหญ่และรายย่อยรวม 7 บลอคหลัก และสามารถระบุการเอาประกันภัยของทรัพย์สิน หรืออาคารที่ได้รับความเสียหายได้ นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้บริษัทประกันภัยสำรวจผลกระทบทั้งหมด จากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง

2. ทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้ ที่ได้รับรายงาน มีการทำประกันภัยคุ้มครองทรัพย์สินไว้กับบริษัทประกันภัย จำนวน 30 บริษัท แต่มีผู้ประกอบการรายใหญ่ซื้อประกันภัยคุ้มครองภัยก่อการร้ายไว้เพียง 6 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินความเสียหาย โดยบริษัทผู้สำรวจภัยรายใหญ่จากต่างประเทศร่วมกับผู้สำรวจภัยในประเทศของบริษัท ทั้งนี้สำหรับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)/ห้างสรรพสินค้าเซนทรัลเวิร์ลด์ ได้ทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักไว้ด้วย

3. ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ได้รับความเสียหาย ได้มีการทำประกันอัคคีภัย และประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR) ไว้ แต่ไม่ซื้อความคุ้มครองสำหรับภัยก่อการร้าย ดังนั้น คปภ. จึงได้ขอความร่วมมือกับสมาคมประกันวินาศภัย และบริษัทประกันวินาศภัย ให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยโดยพิจารณาเป็นรายๆ ไป โดยสรุปการดำเนินการ ดังนี้

3.1 สำรวจความเสียหาย โดยเน้นกลุ่มรายย่อย (ทุนประกันภัยไม่เกิน 5 ล้านบาท) และสรุปรวบรวมความเสียหายทั้งหมดแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2553 เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือ

3.2 ความช่วยเหลือจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป โดยมีหลักเกณฑ์ให้บริษัทพิจารณาจำนวนผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหายของแต่ละบริษัท ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความสามารถ และฐานะการเงินของบริษัทประกันภัยด้วย

3.3 บริษัทจะเจรจากับบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ เพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีที่มิได้ซื้อความคุ้มครองภัยก่อการร้าย

3.4 ขอให้รัฐบาลใช้มาตรการทางภาษี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับบริษัทประกันภัยในการให้ความช่วยเหลือ โดยสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณเงินได้ เพื่อเสียภาษีประจำปี

4. ในกรณีของการประกันชีวิต จากการสำรวจพบว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีการทำประกันภัยไว้กับบริษัทประกันชีวิต จำนวน 9 บริษัท รวมทั้งสิ้น 17 กรมธรรม์ มูลค่าผลประโยชน์มรณกรรมรวม 2.3 ล้านบาท

ข้อสรุปตามที่ คปภ. หารือกับภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อหาแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเดือดร้อน และผู้เอาประกันภัยรายใดที่ไม่ได้ซื้อความคุ้มครองสำหรับภัยก่อการร้าย บริษัทประกันภัยจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ตามภาวะความเดือดร้อน ตามสถานภาพของผู้เอาประกันภัยเป็นรายๆ ไป โดย คปภ. เปิดให้บริการสายด่วนพิเศษ 1186 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ล่าสุด คปภ. ได้ประสานโดยตรงกับบริษัทประกันภัยที่รับประกันภัย ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ จำนวนทั้งสิ้น 33 บริษัท ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2553 ทุกบริษัทยินดีให้ความช่วยเหลือ โดยจะให้ความช่วยเหลือตามภาวะความเดือดร้อนและสถานภาพของผู้เอาประกันภัย ถึงแม้กรมธรรม์ประกันภัยจะไม่มีความคุ้มครอง ได้แก่
1. บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
2. บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
3. บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
4. บริษัท สยามซิตี้ประกันภัย จำกัด
5. บริษัท ไทยไพบูลย์ประกันภัย จำกัด
6. บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
7. บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
8. บริษัท โตเกียวมารีนศรีเมืองประกันภัย จำกัด
9. บริษัท นิวอินเดีย แอสชัวรันส์ จำกัด สาขาประเทศไทย
10. บริษัท อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันภัย จำกัด
11. บริษัท นำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
12. บริษัท เจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
13. บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
14. บริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด
15. บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด
16. บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
17. บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันส์ จำกัด สาขาประเทศไทย
18. บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด
19. บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด
20. บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
21. บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
22. บริษัท สหมงคลประกันภัย จำกัด
23. บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด
24. บริษัท จรัญประกันภัย จำกัด (มหาชน)
25. บริษัท ศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
26. บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
27. บริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด
28. บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
29. บริษัท นิวแฮมเชอร์อินชัวรันส์ จำกัด สาขาประเทศไทย
30. บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
31. บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
32. บริษัท สินทรัพย์ประกันภัย จำกัด
33. บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน)

ส่วนกรณีที่เป็นผู้เสียหายรายใหญ่ เช่น กลุ่มธนาคาร ห้างสรรพสินค้า ที่ได้ซื้อความคุ้มครองจากภัยก่อการร้ายไว้ ขณะนี้บริษัทประกันภัยได้เข้าไปประเมินความเสียหาย พร้อมกับผู้สำรวจภัยจากต่างประเทศ เพื่อสรุปความเสียหายโดยบริษัทประกันภัยอยู่ระหว่างการดำเนินการ เรื่องการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ประกอบด้วย
1. บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
2. บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
3. บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
4. บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
5. บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
6. บริษัท สยามซิตี้ประกันภัย จำกัด
7. บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด
8. บริษัท ไทยไพบูลย์ประกันภัย จำกัด
9. บริษัท ชาร์ทิส ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
10. บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ คปภ. ได้สรุปข้อมูลการประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าวเบื้องต้น ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2553 จากบริษัทประกันภัยจำนวน 43 บริษัท รวมกรมธรรม์ประกันภัย 751 กรมธรรม์ แบ่งออกเป็น
1. กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย 288 กรมธรรม์ คิดเป็นร้อยละ 38.34 ของจำนวนกรมธรรม์ทั้งหมด
2. กรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน 259 กรมธรรม์ คิดเป็นร้อยละ 34.49 ของจำนวนกรมธรรม์ทั้งหมด
3. กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก 15 กรมธรรม์ คิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนกรมธรรม์ทั้งหมด
4. กรมธรรม์ประกันภัยก่อการร้าย 21 กรมธรรม์ คิดเป็นร้อยละ 2.80 ของจำนวนกรมธรรม์ทั้งหมด
5. กรมธรรม์ประกันภัยอื่นๆ เช่น กรมธรรม์คุ้มครองสิทธิการเช่า กรมธรรม์ระหว่างก่อสร้างเป็นต้น 168 กรมธรรม์ คิดเป็นร้อยละ 22.37 ของจำนวนกรมธรรม์ทั้งหมด

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนประกันภัย 1186 หรือ ฝ่ายสื่อสารองค์กร โทร. 0-2513-1680 ก็ฝากบอกให้รีบไปรับความช่วยเหลือกันให้เรียบร้อย ก่อนจะถึงฤดูการประท้วงรอบใหม่ ซึ่งคาดว่าอีกไม่ช้านานนี้แน่ เพราะเริ่มจะก่อเค้าให้เห็นเป็นหย่อมๆ ไม่สามารถประเมินความรุนแรงได้



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2554
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/kzB9Q

Follow autoinfo.co.th