บทความ

เหตุการณ์ยังดีอยู่


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ เดือน กันยายน ปี ’53 กับ ’52
ตลาดโดยรวม เพิ่ม 40.3 %
รถยนต์นั่ง เพิ่ม 44.5 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ เพิ่ม 34.2 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ เพิ่ม 59.1 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) เพิ่ม 31.5 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) เพิ่ม 144.5 %
อื่นๆ เพิ่ม 39.8 %

เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ เดือน มกราคม-กันยายน ปี ’53 กับ ’52
ตลาดโดยรวม เพิ่ม 57.8 %
รถยนต์นั่ง เพิ่ม 55.9 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ เพิ่ม 45.2 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ เพิ่ม 36.7 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) เพิ่ม 62.3 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) เพิ่ม 136.5 %
อื่นๆ เพิ่ม 51.0 %

จบจากเดือนกันยายน สถานการณ์ของการขายรถยนต์บ้านเรา ยังอยู่ในลักษณะที่ยังคงเจริญเติบโตอยู่ ส่วนเดือนตุลาคม สถานการณ์น้ำป่า น้ำบ่า ท่วมกระจายไปในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย ก็ต้องกระทบกับตัวเลขเดือนถัดไปแน่นอน

ยอดขายของเดือนกันยายน เดือนเดียว ขายกันเพิ่มขึ้นถึง 40.3 % ขายได้ 68,261 คัน รวมทั้งสิ้น 9 เดือน เพิ่มขึ้น 51.8 % ขาย 556,349 คัน

มาดูกันเรื่องทั่วไปดีกว่า

เรื่องแรก กรมการขนส่งทางบก สรุปได้แล้วว่า ปัจจุบัน มีการเชื่อมโยงข้อมูลตัวบุคคลกับสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ทำให้สามารถตรวจสอบชื่อและที่อยู่ของผู้ขอรับ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถได้ สมควรยกเลิกการใช้สำเนาทะเบียนบ้านเป็นเอกสารประกอบคำขอ เพื่อลดภาระให้กับประชาชนในการเตรียมหลักฐานมาติดต่อกับราชการ

ก็คงมีเพียงภาพถ่าย และใบรับรองแพทย์แสดงว่าไม่มีโรคประจำตัว อันอาจเกิดอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริต เท่านั้น ที่จะต้องติดตัวไป

เรื่องที่ 2 ที่อยากเล่าวันนี้ เห็นจะเป็นเรื่องการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน ไทย-พม่า ที่อำเภอแม่สอด ตาก โดยหลังจากมีการลงพื้นที่คุยกับประชาชนแล้ว ได้รับคำขอ 2 เรื่อง คือ เรื่องแรกขอให้เร่งรัดให้มีการก่อสร้างสะพานมิตรภาพ ไทย-พม่า แห่งที่ 2 เพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจ ตะวันออก-ตะวันตก (EAST-WEST ECONOMIC CORRIDOR) เนื่องจากสะพานมิตรภาพ ไทย-พม่า ในปัจจุบันมีสภาพชำรุด ไม่สามารถรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินกว่า 25 ตัน และปริมาณการขนส่งสินค้าที่มากขึ้น

เรื่องที่ 2 ขอให้จัดหาพื้นที่ตามแนวเส้นทางก่อสร้างสะพานมิตรภาพ ไทย-พม่า แห่งที่ 2 เพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์บริการนำข้า-ส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ (ONE STOP SERVICE) และศูนย์ลอจิสติคส์รวมทั้ง คลังสินค้า (LOGISTICS PARK)

ทั้งนี้ เพราะการค้าระหว่างไทยกับพม่า ปี 2551 มีมูลค่าสูงถึง 156,300 ล้านบาท คิดเป็น 1.3 % ของมูลค่าการค้ารวมทั้งหมดของไทย โดยสหภาพพม่าเป็นคู่ค้าอันดับที่ 20 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าของไทยอันดับที่ 6 ในกลุ่มอาเซียน รองจาก มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 1 ของสหภาพพม่า

การค้าชายแดนไทย-พม่า ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยด่านแม่สอดมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมในการทำการค้า อยู่ตรงข้ามกับเมืองเมียวดี จังหวัดเมียวดี สหภาพพม่า ซึ่งทั้ง 2 เมืองมีการติดต่อค้าขายกันมานาน ในปี 2551 ด่านแม่สอดมีมูลค่าการค้าชายแดนไทย-พม่า รวม 19,614 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 13 ของมูลค่า รวมการค้าชายแดนไทย-พม่า และมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นแม้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน

ตอนนี้รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 872 ล้านบาท สร้างถนนจากอำเภอแม่สอด- เมียวดี-เชิงเขาตะนาวศรีไปยังเมืองกุกกิก (กอกาเรก) ระยะทาง 27.8 กิโลเมตร เป็นเส้นทางตัดตรง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการค้าชายแดนกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

โครงการก่อสร้างถนนดังกล่าว เมื่อมีการสร้างเส้นทางไปถึงเมืองกุกกิกแล้ว เส้นทางจากกุกกิกไปยังเมืองอื่นๆ เช่น มะละแหม่ง เมืองไอดู ผาอัน จะเป็นเส้นทางที่ต่อเนื่องระหว่างประเทศที่ทำให้ด่านชายแดนแม่สอด เป็นด่านที่มีศักยภาพมากที่สุด ในการสร้างมูลค่าการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

หอการค้าจังหวัดตากยังเห็นว่า ด่านชายแดน แม่สอด-เมียวดี เป็นจุดการค้าชายแดนกับพม่าไปกรุงย่างกุ้งที่ใกล้ที่สุดระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตรเท่านั้น ควรเปิดจุดด่านการค้าชายแดนอีกแห่งที่บริเวณบ้านแม่ตะวอ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งจะไปย่างกุ้งไม่เกิน 300 กิโลเมตร ลดระยะทางอีกกว่า 100 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นการเพิ่มช่องทางการค้า และการท่องเที่ยว รวมไปถึงการเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนในอนาคต

นั่นเป็นเรื่องของความเจริญก้าวหน้า ที่จะทำให้ภาคเศรษฐกิจของเรา เจริญเติบโตขึ้นไปอีก
กลับมาเรื่องของมาตรวัดดีกว่า เดือนกันยายน เพียงเดือนเดียว บ้านเราขายรถใหม่ป้ายแดงออกไปวิ่งกันบนถนน 68,261 คัน เพิ่มขึ้น 40.3 % โดยเมื่อรวม 9 เดือนแล้ว เพิ่มเป็น 51.8 % ขายกัน 556,349 คัน ซึ่งถ้าลองคิดกันคร่าวๆ ปีนี้ก็จะได้ยอดรวมราว 660,000-670,000 คัน ถ้าสภาวะน้ำท่วมทั่วประเทศ ไม่โหดร้ายจนเกินไป ก็คงได้สัก 650,000 คัน นั่นแหละ

ตำแหน่งแชมพ์ โตโยตา ขาย 27,5957คัน เพิ่มขึ้น 28.6 % ส่วนแบ่งตลาด 40.4 % อันดับที่สอง อีซูซุ ขาย 11,811 คัน เพิ่ม 38.6 % ส่วนแบ่ง 17.3 % อันดับที่สาม ฮอนดา ขาย 10,012 คัน เพิ่ม 11.2 % ส่วนแบ่ง 14.7 % อันดับที่สี่ นิสสัน ขาย 5,477 คัน เพิ่ม 112.5 % ส่วนแบ่ง 8.0 % และอันดับที่ห้า มิตซูบิชิ ขาย 3,709 คัน เพิ่ม 110.7 % ส่วนแบ่ง 5.4 %

แยกเป็นประเภทรถยนต์นั่ง ก็ยังได้รับความนิยม ได้ตัวเลขจากรถเล็ก ทำให้ยอดรวมขายได้ 30,315 คัน เพิ่ม 44.5 % โดยรวม 9 เดือน เพิ่ม 55.9 % ขาย 231,611 คัน

แชมพ์รถนั่ง โตโยตา ขาย 12,025 คัน เพิ่ม 25.1 % ส่วนแบ่ง 39.7 % ที่สอง ฮอนดา ขาย 9,083 คัน เพิ่ม 8.4 % ส่วนแบ่ง 30.0 % ที่สาม นิสสัน ขายดิบขายดีเพราะเร่งโรงงานประกอบ 3,482 คัน เพิ่ม 302.5 % ส่วนแบ่ง 11.5 % ที่สี่ มาซดา ขาย 2,179 คัน เพิ่ม 398.6 % ส่วนแบ่ง 7.2 % และที่ห้าไชโยโห่ฮิ้วกันใหญ่ ฟอร์ด ขาย 979 คัน เพิ่มมากมาย 1,680 % ส่วนแบ่ง 3.2 %

ผู้เสียภาษียอดเยี่ยม โพร์เช ขาย 6 คัน เบนท์ลีย์ ลัมโบร์กินี เจ้าละ 2 คัน และ แจกวาร์ กับ แฟร์รารี ขายเจ้าละคัน

ก็ได้แต่หวังว่า เดือนหน้า ถึงแม้ตัวเลขยอดการขายบอกได้เลยว่า ลดน้อยลงอย่างมากแน่นอน แต่ก็ยังเหลืออีก 2 เดือนก่อนจะสิ้นปี หวังอย่างเดียวว่าปีนี้คงจะแฮพพี เอนดิง



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2553
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/7kMz9

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
23 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New