บทความ

ซื้อรถใช้แล้ว อย่าสนเลขไมล์


หนึ่งในคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับเรื่องรถที่มีผู้ตั้งแก่ผมก็คือ ควรซื้อรถใหม่หรือรถใช้แล้วดี เป็นคำถามที่ตอบง่ายๆ ทันทีไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะตัวของแต่ละคนครับ ต้องมีการซักถามรายละเอียดกันนานพอสมควร

แต่ถ้าให้ตอบด้วยเหตุผลในมุมกว้าง ก็พอจะตอบได้ไม่ยากครับ ผู้ที่ควรซื้อรถใหม่ใช้ คือ ผู้ที่ไม่ลำบาก ไม่เหนื่อยหรือเครียดจากการจ่ายเงินซื้อรถ ไม่ว่าจะเป็นเงินสดหรือเงินผ่อนก็ตาม โดยเฉพาะผู้ที่มีเงินเหลืออยู่มากพอ ซื้อรถใหม่ด้วยเงินสดไปเลยครับ นอกจากจะได้ความพอใจส่วนตัวแล้ว ยังช่วยให้เงินสะพัดดีต่อเศรษฐกิจของชาติอีกด้วย แต่ถ้ายังต้องคำนึงถึงสัดส่วนรายจ่ายต่อรายรับ หรือให้คุณค่าต่อการออมเงินเป็นพิเศษ คำตอบนั้นชัดเจนมากครับ คือควรซื้อแต่รถใช้แล้วเท่านั้นแต่ถ้าต้องการออมเงินทั้งที่สามารถซื้อรถใหม่ได้สบาย ควรซื้อรถอายุน้อยมากครับ เช่น ปีเศษ ถ้าเจ้าของใช้อย่างถูกวิธี ถนอมมาพอสมควร ก็จะมีสภาพไม่ต่างจากรถใหม่แต่ราคาลดลงไปมาก

ส่วนกลุ่มผู้ที่รายได้ไม่เหมาะกับราคารถใหม่ ในรุ่นที่ต้องการใช้ ไม่ควรฝืนซื้อรถใหม่ครับ มันไม่คุ้มกับความเครียด และความสูญเสีย เพราะค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้รถ ต้องรวมมูลค่าที่ลดลงไปตลอดเวลาของมันด้วย อย่าไปหลงเชื้อคำแนะนำของพนักงานขายรถครับ ที่บอกว่า ซื้อรถใหม่แล้ว ไม่ต้องเสียเงินค่าซ่อมเลยใน 3 ปีแรก ซึ่งอาจจะเป็นความจริงสำหรับรถบางรุ่น ต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนครับ ว่าการเสียเงินซ่อมรถนั้น เป็นเรื่องธรรมดา ควบคู่ไปกับการใช้รถ จะเอาไปแลกกับการเสียเงินก้อนโตซื้อรถใหม่แล้วไม่ต้องซ่อมในปีแรกๆ ไม่ได้ ในเมื่อผมแบ่งผู้ใช้รถอย่างหยาบๆ เป็นสองกลุ่มใหญ่ จึงยอมมีผู้ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างนี้ ที่แม้จะซื้อรถใหม่ก็ไม่ลำบากนัก และผมเชื่อว่ามีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ที่ใจจริงยังอยากซื้อรถใช้แล้ว แต่กลับตัดสินใจซื้อรถใหม่ซึ่งผมเข้าใจได้ดี ว่าเป็นเพราะไม่มีความมั่นใจในการเลือกซื้อรถใช้แล้ว โอกาสถูกโกงหรือหลอกลวงมีสูงมาก ใครจะโชคดีมีผู้รู้มาตรวจสอบรถให้ครับ

ที่เกริ่นเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะผมต้องการแนะนำผู้ที่หาซื้อรถใช้แล้ว ว่าอย่าไปเชื่อหรือให้ความสำคัญกับเลขบอกระยะทางที่หน้าปัด ไม่ต้องไปสนใจหรือรับรู้ใดๆ ทั้งสิ้นครับ ตรวจสภาพให้ละเอียดเท่าที่ทำได้ แล้วลองขับให้นานและไกลเพียงพอในสภาพถนนและการจราจรหลายๆ แบบ ผมเคยตรวจสอบรถใช้แล้วก่อนตัดสินใจซื้อ โดยไม่มองเลขระยะทางเลย ทำไมหรือครับ ก็เพราะมันถูกปรับให้เป็นเท่าใดก็ได้ตามที่ผู้ขายต้องการ ไม่ว่าจะเป็นแบบกลไก หรือแบบอีเลคทรอนิค ศัพท์ในวงการผู้ค้ารถใช้แล้ว คือ “เขี่ยไมล์” เพราะเมื่อหลายสิบปีก่อน ระบบนี้ทำงานโดยกลไก จึงต้องถอดเกจออกมา แล้วเปิดด้านหลัง ใช้ของแหลมเขี่ยเลื่อนตัวเลขหลักหมื่น (ยุคนั้นยังไม่มีหลักแสน) ให้เลื่อนไปอยู่ที่เลขไหนก็ได้ตามต้องการ

การเปลี่ยนเลขบอกระยะทางที่รถถูกใช้งานมานี้ หยุดชะงักอยู่ช่วงเดียวเท่านั้น คือ ช่วงที่บรรดาโรงงานรถยนต์หันมาใช้ระบบอีเลคทรอนิคแทนกลไก เรียกกันแบบไม่ถูกต้องว่า “แบบดิจิทอล” ที่จริงไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็เป็นแบบดิจิทอลทั้งนั้นครับ ถ้าใช้ตัวเลขบอกหน่วยระยะทาง มันคือช่วงเวลาที่กำลังงง และยังตั้งตัวไม่ได้ แล้วหลังจากนั้นก็มีทั้งเครื่องมือและวิธีปรับเลขบอกระยะทางแบบอีเลคทรอนิคแพร่หลายไปทั่วโลก มันเป็นตรรกธรรมดามากครับ ใครที่ออกแบบสร้าง หรือเพียงเข้าใจวิธีที่ทำให้เลขเปลี่ยนไปทางเพิ่มขึ้น ก็ย่อมรู้วิธีทำให้มันเปลี่ยนไปทางลดลงเหมือนกัน จะเลือกค่าบอกระยะทางนี้เท่าใดก็ได้ พวกเราจึงเห็นเลขบอกระยะทางรถใช้แล้วตามร้านขายรถใช้แล้ว ต่ำกว่า 1 แสนกม. เกือบทั้งนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นระยะทางหลักหมื่นด้านใกล้แสน เช่น 7 ถึง 9 หมื่น ถ้ารถสภาพดีมากก็อาจน้อยกว่านี้อีก ยกเว้นที่โทรมระดับผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน หลอกคนโง่ยังไม่ยอมเชื่อก็จะยอมให้เกิน 1 แสน ไปพอสมควร ทำไมจึงต้อง “เขี่ยไมล์” หรือปรับตัวเลขบอกระยะทางของรถเหล่านี้ คำตอบแบบเป็นขั้นตอนก็คือ

เพราะยิ่งเลขน้อย คนขายยิ่งได้เงินเพิ่ม ถ้าถามต่อไปว่าทำไม เพราะผู้ซื้อให้คุณค่ากับเลขบอกระยะทางนี้ และถ้าถามต่อไปอีก คำตอบก็คือ เพราะผู้ซื้อเข้าใจผิด เชื่อว่าอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ยุคนี้ ยังคงสั้นเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน กับอีกสาเหตุหนึ่ง คือ การซ่อมฟื้นสภาพเครื่องยนต์เป็นงานใหญ่ที่สุด และเสียเงินมากที่สุดอย่างหนึ่งของการซ่อมแซมรถครับ

ความจริงก็คือ เครื่องยนต์ของรถสมัยนี้ทนทานมากครับ หากได้รับการดูแลบำรุงรักษา และถูกใช้งานอย่างถูกต้อง ถ้าให้ผมตอบอย่างเป็นทางการ ก็คือ 300,000 กม. ขึ้นไป ถ้าเป็นเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ของรถขนาดใหญ่ ก็เปลี่ยนเลข 3 เป็น 4 หรือ 5 ได้เลย ถ้าผมหาซื้อรถใช้แล้วคันหนึ่ง เจอคันที่อย่างอื่นถูกใจ แต่เลขบอกระยะทางอยู่ที่ 130,000 กม. ลองขับและตรวจสภาพเครื่องยนต์แล้ว อยู่ในระดับปกติสมกับระยะทางที่ถูกใช้มา ผมจะไม่ลังเลใจที่จะซื้อเลยครับ สมมติว่าผมใช้รถปีละไม่เกิน 15,000 กม. ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลชาวไทยเล็กน้อย แล้วผมมีเป้าหมายใช้งานรถนี้สัก 5 ปี ก็จะเป็นระยะทางเพิ่มอีกประมาณ 75,000 กม. รวมกันเป็น 200,000 กม.เศษ เรื่องเล็กมากครับสำหรับเครื่องยนต์ยุคนี้ และถ้าผมจะเปลี่ยนใจใช้มันนานกว่าเดิมอีกสัก 2 ถึง 3 ปี เครื่องยนต์ของมันก็จะยังอยู่ในสภาพดีอยู่ ถ้าผมใช้มันอย่างถูกวิธี เปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นตามกำหนด และไม่โดนน้ำมันเครื่องปลอม

ไม่มีผู้ค้ารถคันไหน ที่จะยอมเสียเวลาและเสียเงิน ปรับตัวเลขระยะทางนี้ ถ้าพวกเราผู้ซื้อ ไม่ให้คุณค่ามันมากเกินไป ทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอครับ และเราต้องการและหวังว่า มันจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ในวิถีทางของคนฉลาด ถ้าพวกเราเปลี่ยนความคิดเรื่องนี้ได้ เราก็จะได้เห็นรถใช้แล้วอายุไม่มาก ที่ไม่ถูกแก้ไขเลขบอกระยะทางเพิ่มจำนวนขึ้นอีก มันเป็นเรื่องดีครับ ที่จะได้รู้อดีตที่แท้จริงของรถที่เราจะซื้อมาใช้

ผมไม่ได้หวังว่าจะให้สิ่งนี้หมดหรือเกือบหมดไปจากวงการนะครับ แค่ให้น้อยลงเท่านั้น เพราะมันเป็นการทำผิดแบบ “ลอยตัว” ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกลงโทษใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีใครตรวจสอบหรือตามจับได้ แค่อ้างว่า ตอนซื้อจากเจ้าของรถ มันก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ถูกจับได้เมื่อใด ก็อ้างได้ว่า “ผมถูกเจ้าของรถหลอก”

สำหรับผมผู้ที่จะซื้อ “รถบ้าน” สภาพสวย ถูกใช้งานมาแค่ไม่กี่หมื่นกม. อย่าเพิ่งมั่นใจ มี “มือรับจ้าง” ปรับเลขระยะทางอีเลคทรอนิคให้บริการถึงบ้านและถึง “เทนท์” อยู่เกลื่อนกลาดครับ วิธีตรวจสอบที่ค่อนข้างจะแน่นอนและเชื่อถือได้ คือ การตรวจหลักฐานจากใบเสร็จของศูนย์บริการ ที่ซ่อมบำรุงรถนั้นอยู่ ระยะเวลาและระยะทางที่บอกในใบเสร็จ ตลอดอายุใช้งาน จะยืนยันได้อย่างดีครับ ต้องไม่มีอย่างใด “กระโดด” ให้น่าสงสัย และที่สำคัญถ้ารู้จักนิสัยใจคอ ประวัติของผู้ขายโดยตรง ก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้นอีกครับ ถ้าไม่รู้จักหรือมีผู้ยืนยันฝ่ายเราที่เชื่อถือได้ อย่าไปฟังข้อมูลหรือเรื่องเล่าใดๆ ทั้งสิ้นครับ ดูแต่ตัวรถ ตรวจสอบให้มากที่สุด ปิดหูของคุณให้สนิท อย่าฟัง หรือถึงต้องฟังตามมารยาท ก็อย่าเชื่อนิยายเกี่ยวกับผู้ขายเด็ดขาดครับ

วิธีที่นิยมที่สุด คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าด้อยกว่าด้วยฐานะทางสังคม เช่น เจ้าของรวยมาก มีรถหลายคัน เบื่อ ไม่มีที่จอดเลยขาย ใช้น้อย ขับเล่นเฉพาะวันหยุด (ปรับเลขระยะทางไปเรียบร้อยแล้ว) ลูกจะเรียนจบจากต่างประเทศ กำลังจะซื้อรถหรูให้แต่ที่จอดไม่พอ ผู้ซื้อที่หลงเชื่อจะอยากได้จนตัวสั่น หรือแม้จะไม่ถึงขนาดนี้ แต่ก็จะประหม่า ไม่กล้าต่อรองราคา ตัดใจใปได้ครับ ห้ามเชื่อนิยายน้ำเน่า ที่ใครจะแต่งขึ้นมาอย่างไรก็ได้ มิฉะนั้นฝันร้ายจะมาพร้อมกับรถคันใหม่ของคุณ ถึงจะสภาพไม่แย่ แต่ราคาที่ซื้ออาจจะสูงเกินสภาพรถ ไปหลายแสนหรือเกินล้านได้ง่ายๆ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2553
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/cHYXi

บทความที่เกี่ยวข้อง

คันเร่งค้าง ฝันร้ายของผู้ใช้รถ
เรื่องไร้สาระของการใช้
วิธีใช้
ใครเกลียด
ขับเคลื่อนล้อหน้า
อัพเดทล่าสุด
24 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New