บทความ

ขับรถอย่างผู้เจริญแล้วกันดีกว่า


ชีวิตของพวกเราคงจะต้องเสี่ยงกับการใช้ความรุนแรงแบบปราศจากเหตุผลต่อไปอีกนาน โดยไม่ต้องสนใจว่าผู้ที่เดือดร้อน บาดเจ็บหรือตาย จะเป็นผู้ที่สมควรรับผิดชอบหรือเป็นเพียงผู้บริสุทธิ์ที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดเลย

การถูกตรวจค้นก่อนเข้าสถานที่ที่เป็นเป้าหมายของพวกก่อการร้าย ไม่ว่าจะเป็นขณะเดิน หรือโดยสารรถหรือขับรถส่วนตัวก็ตาม กลายเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวันของพวกเราไปแล้ว สำหรับผู้ที่ใช้รถ และเข้าจอดในศูนย์การค้าหลายแห่ง คงงุนงงกันพอสมควรครับ ว่าเหตุใดมาตรการรักษาความปลอดภัยของแต่ละแห่ง จึงแตกต่างกันได้อย่างมาก ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงอยู่ในระดับเดียวกัน

มีตั้งแต่บันทึกภาพด้านหน้าของรถ ให้เห็นป้ายทะเบียน หน้าผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า ซึ่งเป็นขั้นพื้นฐานที่ทุกแห่งปฏิบัติ การใช้กระจกเงาส่องใต้ท้องรถ ไปจนถึงการขอเปิดตรวจสัมภาระนอกห้องโดยสาร

เฉพาะการตรวจใต้รถด้วยกระจกเงา ก็มีทุกรูปแบบครับ ส่องเฉพาะด้านซ้าย ระหว่างล้อหน้าถึงล้อหลังส่องทั้งซ้ายและขวา ระหว่างล้อหน้าถึงล้อหลัง และแบบส่องด้านท้ายรถด้วย สรุปแล้วใครที่ผ่านการตรวจมาหลายรูปแบบ ก็จะได้บทสรุปว่า ถ้าอยากจะซ่อนระเบิดเข้าไปก่อกวน ให้เอาไว้ในห้องโดยสารจะวางบนพื้นรถ บนเบาะ หรือจะอุ้มไว้บนตัก ก็จะผ่านด่านตรวจไปได้อย่างสะดวกง่ายดาย

จุดประสงค์ที่ผมเขียนมานี้ ก็เพื่อให้อ่านเอาสนุกเท่านั้นครับ ไม่ได้ต้องการต่อว่า หรือเรียกร้องให้ใช้มาตรการระดับสูงกว่านี้ เพราะผมเชื่อว่าลูกค้าทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด เป็นสุจริตชนที่คงไม่สามารถทำใจยอมรับได้ หากถูกเปิดประตูห้องโดยสารเพื่อตรวจค้นอย่างละเอียด

หากเปรียบเทียบกับมาตรการตรวจค้นก่อนขึ้นเครื่องบินโดยสาร ซึ่งจริงจังละเอียด เข้มงวด และรัดกุมจะเห็นความแตกต่างที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่งครับ กรณีเข้าใช้บริการของศูนย์การค้าพวกเราเชื่อว่า แม้จะมีผู้ลักลอบนำระเบิดเข้าไปก่อการได้สำเร็จ โอกาสที่จะเกิดอันตรายต่อตัวเราแต่ละคนโดยตรง มีน้อยมาก เราไม่น่าจะอยู่จุดที่ได้รับอันตราย ในเวลานั้นพอดี แต่ถ้าเกิดเหตุที่ว่านี้ในเครื่องบืนโอกาสรอดชีวิตของเราแทบไม่มีเลย เราจึงยินดีที่จะถูกตรวจค้นอย่างละเอียด หรือเสียเวลาเพื่อความปลอดภัยของพวกเราเอง

การตรวจสัมภาระของลูกค้าที่เดินเข้าศูนย์การค้าหลายแห่ง ก็อยู่ในระดับเดียวกันกับการตรวจรถครับดูเผินๆ เหมือนจะเข้มงวดจริงจังใช้ได้ แต่พอถึงเวลาพักกินอาหาร กลับไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นมารับงานแทนบางครั้งเป็นเวลากว่าชั่วโมง ที่เรียกกันว่า วิธีรักษาความปลอดภัยแบบไทยๆ

ผมเคยเห็นการตรวจรถที่จะเข้าจอดในโรงแรมทันสมัยแห่งหนึ่ง ในช่วงที่มีการจัดงานแต่งงาน และเป็นช่วงที่มีข่าวลือว่าพวกคิดชั่วต่อแผ่นดินเกิด กำลังพยายามก่อการร้ายอย่างเต็มที่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรม คงจะถูกสั่งให้ตรวจรถอย่างเต็มที่ ขอเปิดตรวจทั้งห้องเครื่องยนต์ และห้องเก็บสัมภาระ มีรถหรูหราราคาสูงมาในงานจำนวนไม่น้อย แต่คุณสมบัติของเจ้าหน้าที่กลับต่ำกว่ามาตรฐานมาก ไม่มีประสบการณ์ และดูเหมือนจะไม่ได้รับการฝึกอบรมมาเพียงพอ จึงไม่ทราบว่า รถบางรุ่นนั้น บานพับของฝากระโปรงห้องเครื่องอยู่ด้านหน้า เมื่อปลดสวิทช์ลอคแล้ว ต้องดึงฝากระโปรงมาด้านหน้าเล็กน้อย แล้วยกปลายฝากระโปรง ซึ่งอยู่ใกล้กับกระจกบังลมหน้า มีการพยายามจะยกฝากระโปรงด้านหน้าให้ขึ้นมาให้ได้ ตอนปิดยิ่งน่าหวาดเสียวกว่าตอนเปิดอีกครับ พอวางปลายฝากระโปรงลงแล้ว ก็พยามยามกดฝากระโปรงด้านหน้าอย่างแรง แทนที่จะดันสันของมันไปด้านหลัง

จะเกิดอะไรขึ้นครับ ถ้าฝากระโปรงหน้าของรถราคา 10 ล้านบาท อายุไม่ถึงเดือน ต้องบุบด้วยมือของเจ้าหน้าที่ด้อยประสบการณ์ ใครจะรับผิดชอบ เจ้าของรถจะทำใจได้อย่างไร เพราะซ่อมอย่างไรก็ไม่เหมือนของใหม่ เจ้าหน้าที่ที่ตรวจรถระดับนี้ จะต้องถูกคัดเลือกมา ว่ามีไหวพริบสติปัญญาเพียงพอแล้วฝึกอบรมจนสอบผ่านเกณฑ์ จากนั้นฝึกภาคปฏิบัติกับหัวหน้าที่มีประสบการณ์ก่อน จึงค่อยมอบภาระและความรับผิดชอบให้

ผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนต้องมีประสบการณ์เช่นที่ผมกำลังจะเล่านี้ และน่าจะหลายครั้งด้วย คือ ขณะขับรถอยู่ตามปกติ มองกระจกส่องหลังไป ไม่มีรถตามมาแม้แต่คันเดียว ส่วนรถที่แล่นสวนมา มีอยู่ต่อเนื่อง แล้วทันใดนั้นยามหรือในชื่อหรูว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่ยืนอยู่บนทางเท้าด้านซ้ายมือของคุณ ก็ก้าวลงมาที่ผิวจราจร พร้อมกับยกมือส่งสัญญาณให้หยุดรถ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้อาศัยในคอนโดมิเนียม หรือผู้ทำงานในตึก ออกมาใช้ทางที่เรากำลังใช้อยู่ ทั้งๆ ที่หากรออีกเพียง 5 วินาที รถของคุณก็จะผ่านพ้นไปแล้ว

มันคือการหลับหูหลับตา บริการลูกค้าของนายจ้าง (เจ้าของบริษัทรักษาความปลอดภัยด้วยความคิดและวิธีบัดซบที่สุด ถ้าไม่เสี่ยงต่ออันตราย ผมไม่เคยหยุดให้ หน้าที่ที่แท้จริง และสิทธิของยามพวกนี้ คือ การทำหน้าที่อำนวยความสะดวกด้วยการสังเกตสภาพการจราจร ซึ่งตนเองสามารถรับรู้ได้ก่อนผู้ขับรถออกจากสถานที่นั้น เพราะยืนอยู่ริมถนน ด้านนอกของประตู ถ้ายังไม่สามารถเข้าร่วมใช้ทางได้ ก็จะต้องส่งสัญญาณให้ลดความเร็วลง และหยุดรอโดยไม่ให้ด้านหน้าของรถล้ำไปถึงถนน จากนั้นจึงปล่อยให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ขับ ในการตัดสินใจว่าระยะห่าง และความเร็วของรถที่กำลังแล่นมาเหมาะแก่การเข้าร่วมใช้เส้นทางหรือไม่ ชึ่งก็ขึ้นอยู่กับทักษะในการออกรถ และการตัดสินใจของผู้ขับล้วนๆ ผู้อื่นไม่สามารถทำแทนได้

ไม่ต้องพูดถึงความสามารถของยามเหล่านี้ ซึ่งเกือบทุกคนขับรถไม่เป็น จึงไม่มีทางรู้ว่า ต้องใช้เวลาเท่าใด ในการออกรถ จนเข้าร่วมใช้ทางได้ เร่งความเร็วเพื่อให้ปลอดภัย และไม่ทำให้รถที่กำลังแล่นมาต้องเบรค แน่นอนครับว่าเจ้าหน้าที่พวกนี้ ไม่ใช่กลุ่มที่จะซึ้อนิตยสารรถยนต์มาอ่าน จึงขอฝากกับเจ้าของบริษัทรักษาความปลอดภัย และผู้บริหารระดับสูง โปรดชี้แจงสิทธิ และหน้าที่ในขณะปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหล่านี้เข้าใจด้วย

กฎระเบียบทั้งหลาย ล้วนจำเป็นต้องมีข้อยกเว้นเสมอ ในเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันครับ มีกรณีที่น่าจะอนุโลมให้ยามเหล่านี้ ทำหน้าที่แบบ “ล้ำเส้น” ได้ เช่น เมื่อการจราจรติดขัด ช่วงเวลาที่ต้องหยุดนานกว่าช่วงที่แล่นได้ และไม่เป็นการเสียเวลา หรือเป็นความลำบากใดๆ เลย หากจะปล่อยให้รถจากบ้านหรือคอนโดหรือบริษัทก็ตาม เข้าร่วมใช้เส้นทางสักหนึ่งคัน และบ่อยครั้งที่ผมรวมทั้งผู้อ่าน ก็อยู่ใน
สถานะผู้ขอเข้าร่วมใช้ทาง และเราก็จะพบว่าผู้ขับรถในประเทศนี้ ที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ได้เพิ่มสัดส่วนขึ้นมาในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ในสถานการณ์ที่ต้องรอแล้วรออีก ก็ไม่สามารถขอเข้าใช้ทางได้นี้ เรากลับต้องพึ่งการออกไปยืนขวางทางโดยยามครับ

เกิดอะไรขึ้นกับชนชาติหนึ่ง ที่ได้ชื่อว่าเคยมีความโอบอ้อมอารีย์ แต่กลับขับรถกันด้วยมารยาทที่ทรามบนพื้นฐานการปฏิบัติ และตัดสินใจแบบเห็นแก่ตัวที่สุด พวกเราไม่ได้เลวลงระดับนี้ครับ มีบ้างเพราะ“ความเจริญ” ตามวัฒนธรรมตะวันตกแบบวัตถุนิยม ต้นเหตุอยู่ที่การขาดการถูกอบรมสั่งสอนครับ จนกระทั่งกลายเป็นค่านิยม ทำนองเห็นแก่ตัว และหน้าด้านไว้ก่อนแล้วจะสบาย

ผมเคยโดยสารรถไปกับเพื่อน คนรู้จัก หรือผู้ร่วมงานหลายคน คนพวกนี้แท้จริงแล้ว ไม่ได้เลวร้าย หรือเห็นแก่ตัว ยกเว้นเฉพาะเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย บางครั้งผมทนอายไม่ได้ ถึงกับต้องออกปากให้ลดระดับความหน้าด้านเห็นแก่ตัวลงบ้าง

ผมบอกกับเขาว่า ถ้าผมขับรถคันที่ถูกเขาเอาเปรียบอยู่ ผมจะไม่ยอมเด็ดขาด ต้นเหตุที่แท้จริง คือการขาดการอบรมวิธีขับรถ และวิธีคิดขณะขับครับ ผู้ที่อบรมสั่งสอน ก็คือ ครู และวิทยากรของโรงเรียนสอนขับรถยนต์มาตรฐาน ที่ประเทศของเราต้องมี แต่ไม่เคยมี ผู้จะสอบขอใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ต้องรู้จักมารยาทในการขับขี่ รู้โทษของการขับภายใต้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล หรือสารเสพติด

หมดเวลาของการขับรถได้ โดยการสอนของผู้ใกล้ชิด หรือคนรู้จักแล้วครับ การขับรถให้เป็น อย่างปลอดภัย ไม่ใช่แค่เหยีบบคันเร่ง เหยียบเบรค หมุนพวงมาลัย ใส่เกียร์เป็น เท่านั้นครับ

ในเมื่อถนนเป็นของส่วนรวม และจำนวนรถก็มากเกินกว่าระดับที่จะใช้กันอย่างสะดวกสบาย มีวิธีเดียวครับที่จะใช้มันได้อย่างฉลาดและปลอดภัย คือ ด้วยความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน พวกเราผู้ใช้รถใช้ถนนจะต้องเป็นทั้ง “ผู้เอื้อเฟื้อ” และ “ผู้รับความเอื้อเฟื้อ” สลับกันไป แล้วแต่สถานการณ์ และความมีน้ำใจ หรือจะเรียกแบบใช้ภาษาชาวบ้านว่า แบบผลัดกัน ได้บ้าง เสียบ้าง

ผู้รับความเอื้อเฟื้อ เมื่อได้ประโยชน์แล้ว ก็ต้องไม่ลืมแสดงความขอบคุณ หลายประเทศใช้มือที่ใช้งานน้อยขณะขับ ส่งสัญญาณขอบคุณ ส่วนคนไทยเราถือว่าการก้มศีรษะเล็กน้อย สุภาพกว่า แต่ทุกวันนี้แทนที่ผู้ขับรถชาวไทย จะใช้วิธีเอื้อเฟื้อกับรับความเอื้อเฟื้อ เรากลับมีแต่ผู้ฉกฉวยแย่งชิง กับผู้ถูกแย่งชิง ผลลัพท์ส่วนหนึ่งนั้นเหมือนกันครับ คือ ได้บ้าง เสียบ้าง สลับกันไปตามสมควรแต่แบบที่ผู้เจริญแล้วใช้ในประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว คือแบบเอื้อเฟื้อกันนั้น เขามีคุณภาพชีวิตดีกว่า สุขภาพจิตดีกว่า
เพราะไม่ต้องเครียดปลอดภัยกว่า แต่แบบของพวกเรา เป็นแบบของคนโง่เขลาเบาปัญญา มีแต่ความเครียดโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงกว่า และยังอาจถึงขั้นทะเลาะวิวาท ถึงขั้นทำร้ายเอาชีวิตกัน

กรมการขนส่งทางบก น่าจะริเริ่มโครงการโรงเรียนสอนขับรถยนต์มาตรฐาน ให้เป็นวาระแห่งชาติได้แล้วครับ กระทรวงวัฒนธรรม ก็ควรมีส่วนร่วมในการรณรงค์เช่นเดียวกัน มีวัฒนธรรมใหม่ ที่บ่อนทำลายชาติเรา หรือถ่วงความเจริญอยู่มากมายครับ ซึ่งถ้าไม่กำจัด หรือลดระดับลง ประเทศไทยจะไม่มีวันเป็นประเทศพัฒนาแล้วไปได้เลย ไม่ว่าจะใช้เวลานานเพียงใด และน่าจะตกต่ำถดถอยล้าหลัง
ประเทศเพื่อนบ้านลงไปทุกทีด้วย

ยกตัวอย่างเช่น วัฒนธรรมโกง ไม่ต้องกลัวบาปหรือกฎหมายแบบ “ตามน้ำ” หรือแบบใดก็ตามวัฒนธรรม โกหกซึ่งๆ หน้า อย่างหน้าด้าน วัฒนธรรมกินทิ้งกินขว้าง ซึ่งดูได้ในร้านอาหารทุกแห่ง ที่ไม่ใช่สำหรับคนจนจริงๆ วัฒนธรรมรับปากพล่อยๆ ไม่เคยทำตามที่พูดไว้ วัฒนธรรมผิดนัด แบบไม่เกรงใจผู้รอ และส่วนใหญ่ยังนึกว่าตนเองสำคัญ ผู้คนรอบข้างก็กลับยอมรับได้ ผมได้ข่าวอยู่เสมอว่า
บรรดานักแสดง นัดเช้ามาบ่าย นัดเที่ยงมาค่ำ ในประเทศที่เจริญแล้ว เขาไล่ออกไปนานแล้วครับ พวกผิดนัด โดยไม่มีเหตุสุดวิสัย โดยเฉพาะแบบเจตนาไม่เกรงใจ ชนชาติที่พัฒนาแล้ว เขาถือว่าเลว และต่ำชั้นกว่าสัตว์เดรัจฉานอีกครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2553
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/hr6BS
อัพเดทล่าสุด
16 Aug 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,590,000
2.
1,316,000
3.
1,749,000
4.
1,699,000
6.
3,299,000
7.
5,399,000
8.
6,799,000
9.
3,249,000
10.
4,980,000
11.
53,500,000
13.
3,600,000
14.
4,539,000
15.
13,339,000
16.
2,999,000
17.
1,749,000
18.
1,800,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

ขี่
น้ำแข็งแห้ง ไม่ใช่สารพิษ แต่ใช้ผิดอาจถึงตาย
เคล็ดลับขับเร็ว แต่ตายช้า
เมืองทันสมัยที่ยังป่าเถื่อน (จบ)