บทความ

ฟ้าสว่าง


ท้องฟ้าเมืองไทยอึมครึมกันมา 2 เดือนกว่า จนถึงวันที่เขียนต้นฉบับนี้ ท้องฟ้าก็เริ่มปลอดโปร่ง เหลือแต่เรื่องการเก็บกวาดให้สะอาด และเป็นระเบียบ คงไม่ต้องออกความเห็นกันไปอีก เอาเป็นว่าเรื่องของรถยนต์ต่อจากนี้ไป ก็ไม่เกี่ยวข้องกับด้านการเมืองแล้ว

 

ที่แน่ๆ ก็คือ แม้ว่าจะมีการชุมนุม แต่ตัวเลขยอดการขายทั้งตลาดในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ก็ยังเติบโตกันเกินกว่า 40 % และคาดการณ์กันว่าเดือนพฤษภาคม ก็จะยังเติบโตไปได้อีก เพราะเศรษฐกิจที่เริ่มเงยหน้าอ้าปาก แถมด้วยรถน้องเล็กรุ่นใหม่ๆ ได้รับความนิยมกันอย่างล้นหลาม

 

และแม้ว่าคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่ด้านการผลิตก็ยังไม่สามารถเพิ่มได้ทันทีทันควัน ต้องคอยสักระยะหนึ่ง ให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนได้ปรับตัวกัน เพราะอีตอนเศรษฐกิจซบเซา ก็ลดคนทำงานไปเยอะแล้ว จะเรียกคนมาทำงานใหม่ มันก็ไม่เข้าไม้เข้ามือกัน กรุณาคอยสักครู่

 

ก็สรุปเป็นว่า ตอนนี้เริ่มจะเข้าที่เข้าทางกันแล้ว ขนาดระดับประธานบางคน ยังออกมาให้สัมภาษณ์ทางทีวี แถวบ้านโพธิ์ พยากรณ์ว่าตัวเลขยอดขายรวมในปีนี้ จะขึ้นไปถึงระดับ 650,000 คัน แน่นอน

 

แถมด้วยรายงานข่าวล่าสุด มีการสรุปใช้สายพานการผลิตเพิ่มเป็น 2 กะ แน่นอน พนักงานเบาใจได้ว่า ต่อไปนี้จะได้รับโอที กันเป็นเนื้อเป็นหนังแล้ว

 

อ้อ ส่วนที่ฝากเอาไว้หนก่อน ให้ ฟอร์ด ประเทศไทย พา ฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ที่ตั้งท่าจะมาแถลงข่าวเรื่องสร้างโรงงานแห่งใหม่ แล้วเจอฤทธิ์เสื้อแดง ทำให้ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีกน่ะ ท่านรองประธานตอบกลับมา ว่าไม่ต้องไปดูฮวงจุ้ยที่ไหนแล้ว เพราะตอนนี้ตอกเสาเข็มไปเรียบร้อย เอาไว้โรงงานเสร็จค่อยคุยกัน

 

ไม่แถลงก็ไม่ว่า กระผมนำเสนอเองก็ได้ ว่าโรงงานแห่งใหม่นี้ มีมูลค่า 20,130 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ เพื่อเป็นโรงงานประกอบรถ ฟอร์ด โฟคัส รุ่นใหม่ และรถใน ดี-เซกเมนท์ ที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่มีปัญหาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมอยู่ ก็เลยต้องปรับแผนกันเล็กน้อยด้วย โดยย้ายมาอยู่ที่นิคมเหมราช ใกล้กับโรงงานที่ ซูซูกิ กำลังจะตั้งโรงงานประกอบ อีโคคาร์ นั่นแหละ

 

โรงงานแห่งนี้มาพอดีกับที่โรงงานในฟิลิปปินส์ มีปัญหาเรื่องชิ้นส่วน ทำให้เกิดล่าช้าในการประกอบ มากกว่า 6 เดือน รวมทั้งหากจะเลือกเวียดนาม หรือมาเลเชีย ก็ยังมีปัญหาว่าอาจจะต้องใช้ชิ้นส่วนจากเมืองไทยอีกต่างหาก ก็เลยเลือกมาตั้งที่เมืองไทยเสียเลย

 

ส่วนที่ เอเอที น่ะ มันร่วมลงทุนมาตั้งแต่ต้น พอตอนหลังมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องหุ้นส่วนมาจากเมืองนอก ก็เลยยังทำอะไรไม่ได้ เก็บเอาไว้ก่อนก็ได้ คนมีสตางค์เสียอย่าง

 

ผิดพลาดประการใด ขออภัยท่านรองประธานมา ณ โอกาสนี้

 

ไปเรื่องถนนหนทางกันสักเรื่องก่อน

 

เคยขับรถจากกรุงเทพมหานคร เข้ามอเตอร์เวย์ แล้วเลี้ยวซ้ายจะไปพัทยา กันหรือเปล่า ขอเรียนว่า ตอนนี้ทางหลวงท่านเชื่อมทางตรงไปจนถึงพัทยาได้เรียบร้อยแล้ว พอเลี้ยวซ้ายออกจากมอเตอร์เวย์ ก็ตรงดิ่งไปเข้าระหว่าง พัทยาเหนือ กับพัทยากลางได้เลย ท่านก็เลยเตรียมออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ เพื่อควักสตางค์จากกระเป๋าท่านผู้ใช้รถทั้งหลาย

 

ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนให้สามารถแสดงความคิดเห็น เป็นเรื่องของ

 

ให้ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร–บ้านฉาง รวมทางแยกไปบรรจบทางหลวงหมายเลข 34 (บางวัว) ทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง และทางแยกเข้าพัทยา ตอน กรุงเทพมหานคร–เมืองพัทยา และ ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอก กรุงเทพมหานคร ตอน บางปะอิน –บางพลี เป็นทางหลวงที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวง

 

ในย่อหน้านั้นเป็นเรื่องการอนุมัติให้เก็บสตางค์ก่อน พอได้รับอนุมัติแล้ว ก็ต้องออกกฎกระทรวงอีกฉบับ ว่าจะเก็บในอัตราเท่าใด

 

ก็เป็นเรื่องเรียนมาเพื่อทราบ

 

เรื่องเพื่อทราบอีกเรื่องเป็นเรื่องของเครื่องหมายจราจร

 

เครื่องหมายสำหรับการจราจรบนทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท และทางหลวงสัมปทาน ลักลั่นเหลื่อมล้ำกันมานาน จนคนขับรถแทบจะเคยชินเสียแล้ว ว่าต้องใช้ความสังเกตเอาเอง ว่าป้ายประเภทนี้น่ะ มันมีความหมายอะไรกันแน่ เพราะมันแตกต่างกันในหลายประเด็น

 

ท่านก็เลยต้องกำหนดกฎกระทรวง เพื่อกำหนดการจัดทำ ปัก ติดตั้งป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ หรือสัญญาณอย่างอื่น ขีดเส้น เขียนข้อความ หรือเครื่องหมายอื่นใด ให้เข้ากับของ คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

 

แหม ท่านก็ไม่อยากบอกหรอกว่า เดี๋ยวนี้น่ะ มันไม่มีทางหลวงจังหวัด เสียแล้ว แต่ในกฎกระทรวงฉบับเก่าน่ะ มันยังมีอยู่เลย

 

ก็ยังดีที่ท่านเพิ่มเริ่มคิดออก เพราะอีกหน่อยก็จะไม่มี ทางหลวงชนบท อีกเจ้าหนึ่ง จะได้ไม่ต้องแก้กฎกระทรวงกันใหม่ให้ยุ่งยากอีก

 

รวมทั้งนักขับรถที่ฉลาดน้อยอย่างพวกกระผม เห็นป้ายถนนคนละเส้นไม่เหมือนกัน ก็ให้งงงวยไปเป็นนาน

 

อีกเรื่องเป็นเรื่องของความปลอดภัย เรื่องของเข็มขัดนิรภัย

 

เรื่องนี้ กรมการขนส่งทางบก กำหนดให้รถยนต์ที่จดทะเบียนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบรัดหน้าตักและรั้งพาดไหล่ (THREE-POINT BELT) ที่เบาะนั่งตอนที่ 2 ด้านริมสุดทั้ง 2 ด้าน เพื่อเป็นการลดความสูญเสีย และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน อันอาจเกิดจากการการแทกกับตัวรถ หรือเบาะด้านหน้า

 

รถที่อยู่ในข่ายนี่ก็มี รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน หรือรถเก๋งนั่นแหละ รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน หรือแทกซี รถยนต์บริการ และรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด พวกประเภทป้ายสีฟ้า ที่จะนำมาจดทะเบียนใหม่

 

ส่วนพวกที่มีเบาะนั่งแบบ 3 ตอน จะต้องติดตั้งที่นั่งกลาง แบบรัดหน้าตักและรั้งพาดไหล่ หรือแบบรัดหน้าตักก็ได้

 

สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน หรือรถตู้ และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล รถพิคอัพป้ายดำ ถ้าที่นั่งตอนหน้าเป็นแบบ 3 ตอน จะต้องติดตั้งที่นั่งกลาง แบบรัดหน้าตักและรั้งพาดไหล่ หรือแบบรัดหน้าตักก็ได้

 

ถ้ายังงงอยู่ก็ต้องหารายละเอียดจากขนส่งทางบกเองก็แล้วกัน เพราะเรื่องรายละเอียด ต้องเป็นด้านวิศวกรรมยานยนต์เขาแล้ว แต่ส่วนเรื่องการบังคับผู้โดยสารด้านหลังให้ใช้ ยังไม่มีการบังคับ เพียงแค่บังคับให้ติดเอาไว้เป็นเบื้องต้นก่อน

 

ที่นี่ช่วยได้แค่รายละเอียดเบื้องต้นเท่านั้นเองจ้า



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2553
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/XH2jb

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
24 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th