บทความ

เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ เทอร์โบชาร์เจอร์


ประวัติความเป็นมาของเครื่องอัดอากาศ (AIR COMPRESSOR) หรือที่เรียกว่า เทอร์โบชาร์เจอร์ (TURBO CHARGER) หรือ ซูเพอร์ชาร์เจอร์ (SUPER CHARGER) ที่นำมาใช้ครั้งแรกในเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ที่ดีขึ้น ได้แรงม้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สิ่งที่เน้นเป็นสำคัญ คือ เพื่อให้ไม่ต้องเป็นธุระขยายขนาดของเครื่องยนต์หรือใช้เครื่องยนต์ที่ใหญ่กว่าเดิม

 

เทอร์โบชาร์เจอร์ที่ใช้กันในรถเราๆ มีความเป็นมาตั้งแต่ 100 กว่าปีก่อน โดยเริ่มต้นที่ประเทศสวิทเซอร์แลนด์

 

เปิดศักราช เทอร์โบ

ปี 2448 อัลฟเรด ยอด บือชี (ALFRED J. BUECHI) วิศวกรชาวสวิสส์ เป็นผู้ประดิษฐ์ ปรับปรุงแก้ไขเทอร์โบชาร์เจอร์ และทดลองติดตั้งกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกันโอกึสต์ ราโต (AUGUSTE RATEAU) วิศวกรชาวฝรั่งเศส ได้เริ่มทดลองติดตั้งเทอร์โบชาร์เจอร์ เข้ากับเครื่องยนต์ของเครื่องบิน แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การทดลองเริ่มต้นเท่านั้น

จนถึงราวปี 2461 ก็เริ่มมีการทดลองเป็นรูปเป็นร่างเมื่อ แซนฟอร์ด มอสส์ (SANFORD MOSS) แห่งบริษัทเจเนอรัล อีเลคทริค (GENERAL ELECTRIC) คิดที่จะนำเทอร์โบชาร์เจอร์ ไปติดตั้งกับเครื่องยนต์ของเครื่องบินขับไล่ในกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา จนถึงปี 2479 เทอร์โบชาร์เจอร์ก็ได้เป็นอุปกรณ์สำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องบินทางการทหาร

แต่ก่อนจะถึงช่วงปีดังกล่าวนั้น อัลฟเรด ยอด บือชี ก็สามารถผลิตเทอร์โบชาร์เจอร์ที่สมบูรณ์แบบ ติดตั้งกับเครื่องยนต์ดีเซลของรถไฟเป็นครั้งแรกได้ในปี 2470 และหลังจากนั้น ราวปี 2482 เทอร์โบชาร์เจอร์ก็กลายเป็นอุปกรณ์ธรรมดาชิ้นหนึ่งของเครื่องยนต์รถไฟ เรือ และเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ทั่วไป

 

จากเครื่องบิน รถไฟ สู่รถยนต์

กระทั่งปี 2492 เทอร์โบชาร์เจอร์ก็ได้เริ่มมีโอกาสเข้ามาอยู่ใต้ฝากระโปรงรถยนต์ ด้วยฝีมือซูอาเรร์ (SUARER) บริษัทในสวิทเซอร์แลนด์ โดยเริ่มนำมาใช้กับรถบรรทุกขนาดใหญ่ จากนั้นก็เริ่มมีการแพร่หลายทั่วไปในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องยนต์สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ด้วยจุดเด่นที่สามารถเพิ่มกำลังได้ถึง 40-50 % แต่น้ำหนักของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แถมราคาก็ไม่สูงมาก

ย้อนมาที่การนำเทอร์โบชาร์เจอร์มาใช้ในเครื่องบินนั้น ได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่ออุตสาหกรรมการบินนั้นได้เริ่มมีการนำเครื่องยนต์แบบกังหันแกส (GAS TURBINE) มาใช้ ทำให้อุตสาหกรรมเทอร์โบชาร์เจอร์ ได้รับผลกระทบอย่างมาก

ปี 2505 โอลด์สโมบิล (OLDSMOBILE) ได้เริ่มผลิตรถยนต์ขนาดเล็กที่ติดตั้งเทอร์โบชาร์เจอร์ ออกจากสายการผลิตครั้งแรก ในเครื่องยนต์ วี 8 สูบ โดยใช้ชื่อรุ่นว่า เอฟ-85 เจทไฟร์ (F-85 JETFIRE)ตามด้วยรถยนต์ เชฟโรเลต์ (CHEVROLET) ก็ได้เริ่มติดตั้งเข้ากับเครื่องยนต์แบบ 6 สูบนอน ของรถรุ่นคอร์แวร์ (CORVAIR) และได้ผลิตออกจำหน่ายต่อเนื่องกันมา 2-3 ปี แต่ก็มีปริมาณการขายที่น้อยมาก

ขณะที่ ฟอร์ด (FORD) ก็เริ่มให้ความสนใจ โดยนำเทอร์โบชาร์เจอร์มาทดลองติดตั้งเข้ากับเครื่องยนต์ในรถ ธันเดอร์เบิร์ด (THUNDER BIRD) แต่ก็เป็นเพียงแค่การทดลอง ซึ่งยังไม่ได้ผลิตออกสู่ท้องตลาดหลังจากนั้น ในปี 2495 เทอร์โบชาร์เจอร์ก็ได้เริ่มเข้ามาในวงการรถแข่ง

ในประเทศฝั่งยุโรปเริ่มตื่นตัวเรื่องเทอร์โบชาร์เจอร์ ในช่วงปี 2511 โดย อเลกซ์ ฟอน ฟัลล์เคนเฮาเซร์ (ALEX VON FALLKENHAUSER) วิศวกรฝ่ายพัฒนาของ บีเอมดับเบิลยู ได้ใช้เทอร์โบชาร์เจอร์ของ KKK (KUEHNEL KOPP & KAUSER) กับเครื่องยนต์ขนาด 2,000 ซีซี และได้รับความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม

จากนั้นก็ได้มีการผลิตชุดโมดิฟายด์สำหรับ ฟอร์ด คาปรี (FORD CAPRI) และได้ผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อใช้กับรถยนต์ โอเพล (OPEL) ด้วยเช่นกัน ส่วน โพร์เช (PORCHE) ในปี 2512 ก็ได้เริ่มติดตั้งเทอร์โบชาร์เจอร์ของ KKK กับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบ 12 สูบ ในรุ่น 917 เทอร์โบ หลังจากนั้นก็ได้ผลิตรถยนต์รุ่น 911 เทอร์โบ ที่มีชื่อเสียง ออกสู่ตลาดในปี 2518

 

เพราะประโยชน์ จึงนิยม

ปัจจุบัน เทอร์โบชาร์เจอร์ได้รับความนิยมและความสนใจจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ โดยมีแนวโน้มที่จะใช้กันมากขึ้นด้วยข้อดีหลายประการ เช่น สามารถสร้างแรงม้าได้ โดยที่ไม่ต้องมีการขยายความจุ กระบอกสูบ หรือสร้างเครื่องยนต์ให้ใหญ่โตเกินเหตุ และช่วยลดมลพิษได้ดีในเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กเป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นว่ามีการนำเทอร์โบชาร์เจอร์มาใช้กับรถยนต์หลายรุ่น ทั้งรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล ไปจนถึงรถสปอร์ทแทบทุกยี่ห้อ รถที่ใช้ในการแข่งขันหลายประเภทรถบรรทุกขนาดกลาง จนถึงขนาดใหญ่

 

ทั้งหมดนี้ผมปูพื้นความเป็นมาของเทอร์โบชาร์เจอร์ ให้ได้รับทราบกันก่อน เดือนหน้ามาต่อตอน 2 กันครับ



------------------------------
เรื่องโดย : คนผ่านมา
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2553
คอลัมน์ : รู้ลึกอุปกรณ์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/qhQtt

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
23 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th