บทความ

ฮอนดา เลือกผู้นำนักประดิษฐ์


ถ้าถามว่า ผู้นำองค์กรที่เป็นนักประดิษฐ์คนไหน คือ ตำนานของโลกในทศวรรษนี้รับรองว่าทุกคนตอบได้เป็นเสียงเดียวกันว่า คือ สตีฟ จอบส์ แห่ง แอพเพิล ความสำเร็จของ แอพเพิล ภายใต้การนำของ จอบส์ นั้น ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ องค์กรเลือกเจริญรอยตาม ไม่เว้นแม้แต่ ฮอนดา

 

หลังจากประสบปัญหายอดขายทั่วโลกตกต่ำมาได้สักระยะหนึ่งจน ซีอีโอ คนเก่าต้องลาออกไป ฮอนดา ก็ตัดสินใจเลือกผู้นำคนใหม่ ซึ่งเป็นวิศวกรในสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์
ชื่อ ทากาโนบุ อิโตะ ผู้นำคนใหม่นี้ ได้เข้ามานำพาองค์กรให้ก้าวสู่ยุคใหม่ที่มียานยนต์ ไฮบริด เป็นเรือธง เขาควบทั้งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และหัวหน้าฝ่ายวิจัยพัฒนา ด้วยเหตุที่ว่าจากนี้ไปแนวทางธุรกิจของบริษัท และแนวทางของเทคโนโลยีต้องเดินคู่ขนานกัน

 

อิโตะ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ในยุคของเขาความมีประสิทธิภาพ และความสัมฤทธิ์ผลจะต้องถูกผลักดันให้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด” เชื่อแน่ว่า อิโตะ เองก็ติดตามความเป็นไปขององค์กรที่มีผู้นำเป็นวิศวกรอย่างใกล้ชิด อย่างเช่น แอพเพิลที่มี สตีฟ จอบส์ ควบคุมการออกนวัตกรรมด้วยตัวเอง

 

เขาคงได้เห็นแล้วว่า ปีที่แล้วรายได้ของ แอพเพิล กระโดดขึ้นถึง 15 % ส่วนอีกองค์กรหนึ่ง คือ รีเสิร์ช อิน โมชัน ซึ่งเป็นเจ้าของนวัตกรรม บแลคเบอร์รี ก็มีรายได้กระโดดขึ้นไปถึง 53 % โดยองค์กรแห่งนี้มีผู้ก่อตั้งคือ ไมค์ ลาซาริดิส เป็นซีอีโอ ร่วม และเขามาจากสายวิศวกร

 

ไม่เพียงเฉพาะแต่ ฮอนดา องค์กรหลายแห่งก็คงกำลังให้ความสนใจกับแนวคิดนี้การนำองค์กรด้วยมันสมองทั้งซีกซ้ายและขวา หรือแม้แต่นิตยสาร “ฟอร์มูลา” แห่งนี้ภายใต้การนำของคุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ก็นับว่าโดดเด่นทั้งสมองซีกซ้ายและขวาหรือองค์กรโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง ก็มีผู้นำเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ เช่นซาทชิ แอนด์ ซาทชิ ในยุคก่อตั้งซึ่งมี ชาร์ลส์ ซาทชิ เป็น ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ เป็นต้น

 

อิโตะ ยังมีความเห็นอีกด้วยว่า

“ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทรัพยากรของบริษัทร่อยหรอลง โดยเฉพาะทรัพยากรบุคคลการทำงานควบสองหน้าที่ เป็นทางออกที่สมเหตุสมผล วิศวกรมีความรู้เรื่องวัสดุวิศวกรรม และเป็นคนลงมือออกแบบด้วยตนเอง ทำให้สามารถตัดสินใจได้ดีว่าจะเลือกลงทุนอย่างไรในเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ใหม่”

 

อิโตะ เป็นลูกหม้อของ ฮอนดา เขายังหนุ่ม อายุ 55 ปี ทำงานที่ ฮอนดา มา 31 ปีนักวิเคราะห์บอกว่าการที่ ฮอนดา ตัดสินใจอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ฉีกแนวมากสำหรับบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ขนาดนี้ เพราะธรรมดาบริษัทใหญ่ต้องแบ่งหน้าที่กันชัดเจน แต่นักวิเคราะห์ลงความเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ ฮอนดา มีความคล่องตัว และย้อนกลับไปกลายเป็นบริษัทที่เหมือนกับว่าเพิ่งเริ่มตั้ง

 

นักวิเคราะห์คนเดียวกันนี้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ฮอนดา จะไม่มีกรณีหัวหน้าฝ่ายวิจัยพัฒนากับฝ่ายบริหารโต้แย้งเกิดขึ้น ในฐานะ ซีอีโอ อิโตะ ก็สามารถสั่งการได้เองเช่น บริษัทมีความสามารถในการลงทุนได้เท่าไร เขาจะเป็นคนที่รู้ และเขาสามารถผลักดันนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอเสนอ แล้วถูกซักถามและตีกลับแล้วกลับอีก ตามขั้นตอนปกติ หากหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนากับ ซีอีโอเป็นคนละคนกัน

 

อิโตะ แถลงเมื่อเข้ารับตำแหน่งว่าจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยการฟังความคิดเห็นของผู้บริโภค และตอบสนองให้เร็วที่สุด ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคสามารถเอื้อมถึง ซึ่งเขาหมายถึง ราคาที่ซื้อได้นั่นเอง แล้วเขาก็ยกตัวอย่างรถ ไฮบริดของ ฮอนดา คือ อินไซจ์ท์ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นคู่แข่ง ปรีอุส ของ โตโยตา รถ ไฮบริด นั้นนับว่าเป็นรถที่ผู้บริโภคต้องการ อินไซจ์ท์ ซึ่งใช้น้ำมันและไฟฟ้า ราคาเริ่มต้นที่ 20,510เหรียญสหรัฐ ฯ (ประมาณ 654,000 บาท) ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่ารถ ปรีอุส รุ่นถูกสุดถึง 1,240 เหรียญสหรัฐ ฯ (ประมาณ 39,500 บาท)

 

ผู้เขียนเชื่อว่ารถ อินไซจ์ท์ ของ ฮอนดา หากเอาเข้ามาขายในเมืองไทยน่าจะประสบผลสำเร็จ ด้วยราคาที่เอื้อมถึง ต่ำกว่า ปรีอุส และด้วยการที่ผู้บริโภคในประเทศไทยชื่นชอบยี่ห้อ ฮอนดา เป็นอย่างมาก

 

“ตั้งแต่แรก เรามีเป้าหมายในใจว่าจะต้องผลิตรถที่ผู้บริโภคเอื้อมถึงได้ เราบรรจุเรื่องราคาไว้ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เลยทีเดียว” อิโตะ เล่าว่า บรรดาวิศวกรของฮอนดา ได้รับใบสั่งว่าต้องพยายามทำระบบ ไฮบริด ให้ได้ในราคาชุดละ 2,000 เหรียญสหรัฐ ฯ (ประมาณ 63,700 บาท) เพื่อทำให้รถทั้งคันราคาถูกลง

 

แต่ยอดขายของ อินไซจ์ท์ ในสหรัฐ ฯ ไม่เป็นไปดังหวัง ฮอนดา คาดหมายว่าจะขายอินไซจ์ท์ ได้ 200,000 คัน ทั่วโลก แต่เมื่อออกตัวครั้งแรกต้นปีที่แล้วในครึ่งปีแรกมียอดขายเพียง 7,524 คัน ในสหรัฐ ฯ และยอดขายโดยรวมในสหรัฐ ฯ เองก็ตกต่ำลงถึง32.4 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จึงทำให้ ฮอนดา ประสบกับภาวะขาดทุนเกือบ 2,000ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ เมื่อปีที่แล้ว

 

อินไซจ์ท์ ไม่แรงดังหวังไม่เป็นไร อิโตะ คิดแผนพลิกแพลง โดยจะนำระบบ ไฮบริดของ อินไซจ์ท มาใส่ในรถสปอร์ท ซีอาร์-เซด (CR-Z) และรถคอมแพคท์ ฟิท (FIT)ในปีนี้ ซึ่งเร็วกว่าที่วางแผนไว้ นี่ก็เรียกว่าประหยัดค่าวิจัยพัฒนาไปได้อักโข

 

ประวัติความเป็นมาของ อิโตะ ใน ฮอนดา อย่างย่นย่อ ก็คือ เขาเข้ามาทำงานกับฮอนดา ในตำแหน่งวิศวกรตั้งแต่อายุ 25 ปี เมื่อปี 2521 โดยเริ่มทำงานในแผนกวิจัยพัฒนา และหนึ่งในผลงานโดดเด่นของ อิโตะ คือ การออกแบบแชสซีส์ที่ทำด้วยอลูมิเนียมทั้งชิ้นสำหรับรถสปอร์ท เอนเอสเอกซ์ (NSX) ซึ่งต่อมาได้มีการผลิตเป็นจำนวนมาก

 

ต่อมาก็ได้เข้ารับตำแหน่งต่างๆ สลับกันไป เช่น เป็นรองประธานบริหารฝ่ายวิจัยพัฒนาในสหรัฐอเมริกา ในปี 2541-2543 และต่อมาก็ดำรงตำแหน่งหัวหน้าประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการของ ฮอนดา

 

อย่างไรก็ตาม อิโตะ บอกว่ายุทธศาสตร์ที่ทำให้เขาต้องสวมหมวก 2 ใบนี้ คงไม่ได้เป็นไปตลอดกาล เมื่อไรก็ตามที่องค์กรแข็งแรงขึ้น และสถานะการเงินเข้าร่องเข้ารอยแล้ว เขาคงจะมอบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิจัยพัฒนาให้แก่คนอื่นต่อไป



------------------------------
เรื่องโดย : เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2553
คอลัมน์ : โลกติดล้อ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/HU6I9

Follow autoinfo.co.th