บทความ

THE KING OF KINGS


การจัดงานเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ของรัฐบาล ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยได้ไปมีส่วนร่วมงานนี้บนถนนราชดำเนินใน ถนนราชดำเนินนอก และบริเวณพระบรมรูปทรงม้า
ซึ่งต่างก็ได้รับความสุขกันมาก

และหนึ่งในของขวัญวันปีใหม่ที่ผมได้รับเมื่อวันปีใหม่เป็นแผ่นภาพชุด “KING OF KINGS” ซึ่งเมื่อเปิดชมแล้วก็มีรู้สึกว่าตนเองสุขตามไปกับคุณค่าแห่งของขวัญที่ได้รับ และผมก็มีความเชื่อว่าหากคนไทยทุกคนได้ชมแผ่นภาพนี้แล้ว ก็คงมีความสุขเช่นกัน

ความสุขที่ว่านี้ เป็นความสุขที่ได้เกิดเป็นคนไทย และเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่เกิดภายใต้รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระองค์

คนไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ สิ่งที่อยู่ร่วมกันอย่างมีชีวิต มีความผาสุกร่มเย็นด้วยศิระพระบารมี วิถีชีวิตของคนไทยในลักษณะนี้เป็นมาแต่โบราณกาล มิใช่จะเกิดเมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครอง หากแต่เป็นมายาวนานตลอดมาแต่ครั้งยุคสมัยพระราชวงศ์สุโขทัย

สถานะของประเทศไทยนับแต่ครั้งยังเป็นสยามประเทศนั้น เป็นดินแดนแห่งเสรีภาพมิได้เคยอยู่ภายใต้อาณานิคมของรัฐใดรัฐหนึ่ง ความเป็นชาติไทยได้อยู่กับคนไทยไม่เคยแตกร้าวก็เพราะเดชะพระบารมีแห่งบุรพกษัตราธิราชจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

ความหมายของคำว่า “ความเป็นชาติไทย” นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงนิยามความหมายของ “ชาติไทย” ประกอบขึ้นด้วยคนที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับวัฒนธรรมไทยและจงรักภักดีต่อ “หัวใจของความเป็นไทย” อันได้แก่

พระมหากษัตริย์ และพระพุทธศาสนา

ทรงเน้นให้เห็นว่า วัฒนธรรมไทยนั้นมีความเป็นไทยแท้ มีลักษณะเฉพาะ สืบทอดกันมาแต่โบราณและความเป็นไทย ก็มีแก่นแท้เป็นสากล ไม่แตกต่างจากอารยธรรมที่เจริญแล้วในยุโรป

เจ้านายอีกพระองค์หนึ่งของคนไทย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเสริมสร้างความหมายความเป็นชาติไทยอย่างสมบูรณ์ เป็นภาพที่ชัดเจนสำหรับคนไทยและนานาประเทศ

พระองค์ทรงนำความหมายนั้นมาสอดคล้องกับแนวความคิดทางพุทธศาสนา ทรงถ่ายทอดด้วยการเทศน์ การจัดหลักสูตรการศึกษาของพระสงฆ์ และได้ทรงพระนิพนธ์ตำราทางพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก

ส่วน สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ก็ได้ทรงสร้างอัตลักษณ์ไทย ทรงเน้นความเป็นไทยในด้านอุปนิสัยของคนไทย 3 ประการ คือ

ความจงรักในอิสรภาพของชาติ, ความปราศจากวิหิงสา และความฉลาดในการประสานประโยชน์

ทรงแสดงให้เห็นว่าคุณธรรม 3 ประการ นั้นเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย เป็นคุณธรรมนำพาคนไทยอยู่กับความเป็นชาติไทย และสามารถเรียกชาติประเทศของตนว่า“เมืองไทย” คนไทยไม่เคยเบียดเบียนคนชาติอื่นเพราะคนไทยมีคุณธรรม ความปราศจากซึ่งวิหิงสา และมีความฉลาดในการประสานประโยชน์เป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยอยู่ด้วยกันอย่างมีความร่มเย็นเป็นสุข ภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์ไทย

ความรู้สึกโดยแท้ของคนไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์นั้น เห็นได้ชัดจากการเสด็จนิวัตพระนคร 18 มกราคม 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสี่พระองค์
หลังจากได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป

วันนั้น ประชาชนชาวไทยหลั่งไหลจากทั่วทุกภาคเฝ้ารับเสด็จด้วยความชื่นชมโสมนัสอย่างเนืองแน่น ตลอดระยะทางที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน

ตั้งแต่ท่าอากาศยานดอนเมืองถึงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และตั้งแต่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถึงพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

และในวันรุ่งขึ้น 19 มกราคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จออกมุขเด็จพระที่นั่งอนันตสมาคม ให้คนไทยได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลในนามของประชาชนคนไทย แสดงถึงความรู้สึกของราษฎรทั้งปวงที่มีต่อทั้งสองพระองค์ต่อการจากกันนานถึง 6 เดือนเศษ (ทรงเสด็จ ฯ ตั้งแต่ 14 มิถุนายน 2503)

ความกราบบังคมทูลตอนหนึ่งของนายกรัฐมนตรีในขณะเวลานั้น คือ

“ราษฎรทั้งหลายย่อมทราบดีว่า การเสด็จอย่างนี้ไม่ใช่การท่องเที่ยวทัศนาจร ไม่ใช่เป็นความเกษมสำราญส่วนพระองค์ แต่เป็นการเสด็จโดยราชภาระที่จะทรงนำประเทศไทยไปสู่ความเข้าใจอันดีของโลก ที่จะกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ เพิ่มพูน
ศักดิ์ศรีของชาติ”

“จึงนับว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททั้งสองพระองค์ได้ทรงรับพระราชภาระที่หนัก และก็มีการเสี่ยงอยู่มากเหมือนกัน เพราะการที่ประมุขแห่งรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระมหากษัตริย์เสด็จเดินทางไปต่างประเทศ และได้รับการต้อนรับทางราชการเป็นเกียรติ
อย่างสูงนั้น ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในการสร้างความนิยมชมชอบได้เสมอไปจำต้องอาศัยพระปรีชา พระจริยาและพระปฏิภาณที่จะทรงใช้ให้เหมาะกาล เหมาะสมัย”

“เรื่องนี้ประชาชนมีความภูมิใจเป็นพิเศษที่การเสด็จครั้งนี้ ราษฎรได้รับทราบแต่ข่าวดีมาทุกหนทุกแห่ง เป็นความปลาบปลื้มของอาณาประชาราษฎร์”

และเมื่อนายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลถวายพระพรจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบ ดังความตอนหนึ่งว่าดังนี้

“ข้อสังเกตที่ประทับใจข้าพเจ้าในระหว่างที่อยู่ในต่างประเทศต่างๆ เหล่านี้ มีข้อหนึ่ง คือประเทศไหนประชาชนพลเมืองมีความสามัคคีกลมเกลียวกันดี มีระเบียบวินัยดี ประเทศนั้นก็เจริญและอยู่ในฐานะดี ยิ่งมีความสมัครสมานกลมเกลียวกันมาก ก็ยิ่งเจริญมาก
จึงเห็นได้ว่าความสามัคคีกลมเกลียวกันในระหว่างคนในชาติ และความเข้าใจในการรักษาระเบียบวินัยนี้แหละ ย่อมเป็นปัจจัยอันสำคัญอันหนึ่งที่จะช่วยนำประเทศชาติสู่ความวัฒนาถาวร ข้าพเจ้าใคร่ขอฝากข้อคิดนี้ไว้แก่ท่านทั้งหลายด้วย”

สำหรับเพลง “KING OF KINGS” จากแผ่นภาพชุดดังกล่าว ผมเพิ่งจะได้ยินชื่ออัลบั้ม H.M BLUES เป็นครั้งแรก พร้อมกับชื่อของผู้ประพันธ์เนื้อร้อง สุรักษ์ สุขเสวี และชื่อผู้ใส่ทำนอง และเรียบเรียงเสียงประสาน คือ พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผมถือว่า
เป็นศิลปะยอดเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของเมืองไทย

และโอกาสนี้ ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านถ่ายทอดเนื้อร้องของเพลงนี้ด้วยครับ

“เหนือบัลลังก์ราชัน ใต้ไตรรงค์ธงไทย โลกระบือลือไกล

กษัตราผู้เปี่ยมน้ำพระทัย ผู้ครองแผ่นดินนี้

พระทรงคอยปัดเป่า ทุกข์และความกังวล หลอมรวมใจปวงชนประหนึ่งดังพระนามภูมิพล มหาราชเกริกไกร
โลกต่างชื่นชมพระบารมี ล้ำศักดิ์เลิศศรีไปยังแดนไกล
สูงส่งทัดเทียมเทพไท สดุดีไว้ หนึ่งเดียวนี้
* KING OF KINGS, KING OF KINGS
ปกครองไพร่ฟ้า ด้วยความรัก ด้วยธรรมโดยแท้จริง
KING OF KINGS, KING OF KINGS
ราชันผู้ยิ่งใหญ่ ก้องไปทั้งฟ้าดิน
พระทรงครองในทศพิธราชธรรม พระชี้นำให้มีความรักและสามัคคี
KING OF KINGS
พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ทุกข์พระวรกาย เพื่อปวงชนชาวไทย
ได้อยู่บนผืนแผ่นดินร่มเย็น ยั่งยืนสืบไป”การจัดงานเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ของรัฐบาล ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยได้ไปมีส่วน
ร่วมงานนี้บนถนนราชดำเนินใน ถนนราชดำเนินนอก และบริเวณพระบรมรูปทรงม้า
ซึ่งต่างก็ได้รับความสุขกันมาก

และหนึ่งในของขวัญวันปีใหม่ที่ผมได้รับเมื่อวันปีใหม่เป็นแผ่นภาพชุด “KING OF KINGS” ซึ่ง
เมื่อเปิดชมแล้วก็มีรู้สึกว่าตนเองสุขตามไปกับคุณค่าแห่งของขวัญที่ได้รับ และผมก็มีความ
เชื่อว่าหากคนไทยทุกคนได้ชมแผ่นภาพนี้แล้ว ก็คงมีความสุขเช่นกัน

ความสุขที่ว่านี้ เป็นความสุขที่ได้เกิดเป็นคนไทย และเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่เกิดภายใต้
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระองค์

คนไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ สิ่งที่อยู่ร่วมกันอย่างมีชีวิต มีความผาสุกร่มเย็น
ด้วยศิระพระบารมี วิถีชีวิตของคนไทยในลักษณะนี้เป็นมาแต่โบราณกาล มิใช่จะเกิดเมื่อ
ครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครอง หากแต่เป็นมายาวนานตลอดมาแต่ครั้งยุคสมัยพระราชวงศ์
สุโขทัย

สถานะของประเทศไทยนับแต่ครั้งยังเป็นสยามประเทศนั้น เป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ
มิได้เคยอยู่ภายใต้อาณานิคมของรัฐใดรัฐหนึ่ง ความเป็นชาติไทยได้อยู่กับคนไทย
ไม่เคยแตกร้าวก็เพราะเดชะพระบารมีแห่งบุรพกษัตราธิราชจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

ความหมายของคำว่า “ความเป็นชาติไทย” นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 6 ทรงนิยามความหมายของ “ชาติไทย” ประกอบขึ้นด้วยคนที่มีวิถีชีวิตผูกพัน
กับวัฒนธรรมไทยและจงรักภักดีต่อ “หัวใจของความเป็นไทย” อันได้แก่

พระมหากษัตริย์ และพระพุทธศาสนา

ทรงเน้นให้เห็นว่า วัฒนธรรมไทยนั้นมีความเป็นไทยแท้ มีลักษณะเฉพาะ สืบทอดกันมา
แต่โบราณและความเป็นไทย ก็มีแก่นแท้เป็นสากล ไม่แตกต่างจากอารยธรรมที่เจริญแล้ว
ในยุโรป

เจ้านายอีกพระองค์หนึ่งของคนไทย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ทรงเสริมสร้างความหมายความเป็นชาติไทยอย่างสมบูรณ์ เป็นภาพที่ชัดเจนสำหรับคนไทย
และนานาประเทศ

พระองค์ทรงนำความหมายนั้นมาสอดคล้องกับแนวความคิดทางพุทธศาสนา ทรงถ่ายทอด
ด้วยการเทศน์ การจัดหลักสูตรการศึกษาของพระสงฆ์ และได้ทรงพระนิพนธ์ตำราทาง
พระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก

ส่วน สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ก็ได้ทรง
สร้างอัตลักษณ์ไทย ทรงเน้นความเป็นไทยในด้านอุปนิสัยของคนไทย 3 ประการ คือ

ความจงรักในอิสรภาพของชาติ, ความปราศจากวิหิงสา และความฉลาดในการ
ประสานประโยชน์

ทรงแสดงให้เห็นว่าคุณธรรม 3 ประการ นั้นเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย เป็นคุณธรรม
นำพาคนไทยอยู่กับความเป็นชาติไทย และสามารถเรียกชาติประเทศของตนว่า
“เมืองไทย” คนไทยไม่เคยเบียดเบียนคนชาติอื่นเพราะคนไทยมีคุณธรรม ความปราศจาก
ซึ่งวิหิงสา และมีความฉลาดในการประสานประโยชน์เป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยอยู่ด้วยกัน
อย่างมีความร่มเย็นเป็นสุข ภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์ไทย

ความรู้สึกโดยแท้ของคนไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์นั้น เห็นได้ชัดจากการเสด็จนิวัต
พระนคร 18 มกราคม 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสี่พระองค์
หลังจากได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป

วันนั้น ประชาชนชาวไทยหลั่งไหลจากทั่วทุกภาคเฝ้ารับเสด็จด้วยความชื่นชมโสมนัส
อย่างเนืองแน่น ตลอดระยะทางที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน

ตั้งแต่ท่าอากาศยานดอนเมืองถึงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และตั้งแต่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ถึงพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

และในวันรุ่งขึ้น 19 มกราคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จออกมุขเด็จพระที่นั่งอนันตสมาคม ให้คนไทยได้เข้าเฝ้าทูล
ละอองธุลีพระบาทอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล
ในนามของประชาชนคนไทย แสดงถึงความรู้สึกของราษฎรทั้งปวงที่มีต่อทั้งสองพระองค์
ต่อการจากกันนานถึง 6 เดือนเศษ (ทรงเสด็จ ฯ ตั้งแต่ 14 มิถุนายน 2503)

ความกราบบังคมทูลตอนหนึ่งของนายกรัฐมนตรีในขณะเวลานั้น คือ

“ราษฎรทั้งหลายย่อมทราบดีว่า การเสด็จอย่างนี้ไม่ใช่การท่องเที่ยวทัศนาจร ไม่ใช่เป็น
ความเกษมสำราญส่วนพระองค์ แต่เป็นการเสด็จโดยราชภาระที่จะทรงนำประเทศไทยไป
สู่ความเข้าใจอันดีของโลก ที่จะกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ เพิ่มพูน
ศักดิ์ศรีของชาติ”

“จึงนับว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททั้งสองพระองค์ได้ทรงรับพระราชภาระที่หนัก และก็มี
การเสี่ยงอยู่มากเหมือนกัน เพราะการที่ประมุขแห่งรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
พระมหากษัตริย์เสด็จเดินทางไปต่างประเทศ และได้รับการต้อนรับทางราชการเป็นเกียรติ
อย่างสูงนั้น ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในการสร้างความนิยมชมชอบได้เสมอไป
จำต้องอาศัยพระปรีชา พระจริยาและพระปฏิภาณที่จะทรงใช้ให้เหมาะกาล เหมาะสมัย”

“เรื่องนี้ประชาชนมีความภูมิใจเป็นพิเศษที่การเสด็จครั้งนี้ ราษฎรได้รับทราบแต่ข่าวดีมา
ทุกหนทุกแห่ง เป็นความปลาบปลื้มของอาณาประชาราษฎร์”

และเมื่อนายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลถวายพระพรจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มีพระราชดำรัสตอบ ดังความตอนหนึ่งว่าดังนี้

“ข้อสังเกตที่ประทับใจข้าพเจ้าในระหว่างที่อยู่ในต่างประเทศต่างๆ เหล่านี้ มีข้อหนึ่ง คือ
ประเทศไหนประชาชนพลเมืองมีความสามัคคีกลมเกลียวกันดี มีระเบียบวินัยดี ประเทศนั้น
ก็เจริญและอยู่ในฐานะดี ยิ่งมีความสมัครสมานกลมเกลียวกันมาก ก็ยิ่งเจริญมาก
จึงเห็นได้ว่าความสามัคคีกลมเกลียวกันในระหว่างคนในชาติ และความเข้าใจในการรักษา
ระเบียบวินัยนี้แหละ ย่อมเป็นปัจจัยอันสำคัญอันหนึ่งที่จะช่วยนำประเทศชาติสู่ความ
วัฒนาถาวร ข้าพเจ้าใคร่ขอฝากข้อคิดนี้ไว้แก่ท่านทั้งหลายด้วย”

สำหรับเพลง “KING OF KINGS” จากแผ่นภาพชุดดังกล่าว ผมเพิ่งจะได้ยินชื่ออัลบั้ม
H.M BLUES เป็นครั้งแรก พร้อมกับชื่อของผู้ประพันธ์เนื้อร้อง สุรักษ์ สุขเสวี และ
ชื่อผู้ใส่ทำนอง และเรียบเรียงเสียงประสาน คือ พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผมถือว่า
เป็นศิลปะยอดเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของเมืองไทย

และโอกาสนี้ ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านถ่ายทอดเนื้อร้องของเพลงนี้ด้วยครับ

“เหนือบัลลังก์ราชัน ใต้ไตรรงค์ธงไทย โลกระบือลือไกล
กษัตราผู้เปี่ยมน้ำพระทัย ผู้ครองแผ่นดินนี้
พระทรงคอยปัดเป่า ทุกข์และความกังวล หลอมรวมใจปวงชน
ประหนึ่งดังพระนามภูมิพล มหาราชเกริกไกร
โลกต่างชื่นชมพระบารมี ล้ำศักดิ์เลิศศรีไปยังแดนไกล
สูงส่งทัดเทียมเทพไท สดุดีไว้ หนึ่งเดียวนี้
* KING OF KINGS, KING OF KINGS
ปกครองไพร่ฟ้า ด้วยความรัก ด้วยธรรมโดยแท้จริง
KING OF KINGS, KING OF KINGS
ราชันผู้ยิ่งใหญ่ ก้องไปทั้งฟ้าดิน
พระทรงครองในทศพิธราชธรรม พระชี้นำให้มีความรักและสามัคคี
KING OF KINGS
พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ทุกข์พระวรกาย เพื่อปวงชนชาวไทย
ได้อยู่บนผืนแผ่นดินร่มเย็น ยั่งยืนสืบไป”การจัดงานเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ของรัฐบาล ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยได้ไปมีส่วน
ร่วมงานนี้บนถนนราชดำเนินใน ถนนราชดำเนินนอก และบริเวณพระบรมรูปทรงม้า
ซึ่งต่างก็ได้รับความสุขกันมาก

และหนึ่งในของขวัญวันปีใหม่ที่ผมได้รับเมื่อวันปีใหม่เป็นแผ่นภาพชุด “KING OF KINGS” ซึ่ง
เมื่อเปิดชมแล้วก็มีรู้สึกว่าตนเองสุขตามไปกับคุณค่าแห่งของขวัญที่ได้รับ และผมก็มีความ
เชื่อว่าหากคนไทยทุกคนได้ชมแผ่นภาพนี้แล้ว ก็คงมีความสุขเช่นกัน

ความสุขที่ว่านี้ เป็นความสุขที่ได้เกิดเป็นคนไทย และเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่เกิดภายใต้
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระองค์

คนไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ สิ่งที่อยู่ร่วมกันอย่างมีชีวิต มีความผาสุกร่มเย็น
ด้วยศิระพระบารมี วิถีชีวิตของคนไทยในลักษณะนี้เป็นมาแต่โบราณกาล มิใช่จะเกิดเมื่อ
ครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครอง หากแต่เป็นมายาวนานตลอดมาแต่ครั้งยุคสมัยพระราชวงศ์
สุโขทัย

สถานะของประเทศไทยนับแต่ครั้งยังเป็นสยามประเทศนั้น เป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ
มิได้เคยอยู่ภายใต้อาณานิคมของรัฐใดรัฐหนึ่ง ความเป็นชาติไทยได้อยู่กับคนไทย
ไม่เคยแตกร้าวก็เพราะเดชะพระบารมีแห่งบุรพกษัตราธิราชจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

ความหมายของคำว่า “ความเป็นชาติไทย” นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 6 ทรงนิยามความหมายของ “ชาติไทย” ประกอบขึ้นด้วยคนที่มีวิถีชีวิตผูกพัน
กับวัฒนธรรมไทยและจงรักภักดีต่อ “หัวใจของความเป็นไทย” อันได้แก่

พระมหากษัตริย์ และพระพุทธศาสนา

ทรงเน้นให้เห็นว่า วัฒนธรรมไทยนั้นมีความเป็นไทยแท้ มีลักษณะเฉพาะ สืบทอดกันมา
แต่โบราณและความเป็นไทย ก็มีแก่นแท้เป็นสากล ไม่แตกต่างจากอารยธรรมที่เจริญแล้ว
ในยุโรป

เจ้านายอีกพระองค์หนึ่งของคนไทย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ทรงเสริมสร้างความหมายความเป็นชาติไทยอย่างสมบูรณ์ เป็นภาพที่ชัดเจนสำหรับคนไทย
และนานาประเทศ

พระองค์ทรงนำความหมายนั้นมาสอดคล้องกับแนวความคิดทางพุทธศาสนา ทรงถ่ายทอด
ด้วยการเทศน์ การจัดหลักสูตรการศึกษาของพระสงฆ์ และได้ทรงพระนิพนธ์ตำราทาง
พระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก

ส่วน สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ก็ได้ทรง
สร้างอัตลักษณ์ไทย ทรงเน้นความเป็นไทยในด้านอุปนิสัยของคนไทย 3 ประการ คือ

ความจงรักในอิสรภาพของชาติ, ความปราศจากวิหิงสา และความฉลาดในการ
ประสานประโยชน์

ทรงแสดงให้เห็นว่าคุณธรรม 3 ประการ นั้นเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย เป็นคุณธรรม
นำพาคนไทยอยู่กับความเป็นชาติไทย และสามารถเรียกชาติประเทศของตนว่า
“เมืองไทย” คนไทยไม่เคยเบียดเบียนคนชาติอื่นเพราะคนไทยมีคุณธรรม ความปราศจาก
ซึ่งวิหิงสา และมีความฉลาดในการประสานประโยชน์เป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยอยู่ด้วยกัน
อย่างมีความร่มเย็นเป็นสุข ภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์ไทย

ความรู้สึกโดยแท้ของคนไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์นั้น เห็นได้ชัดจากการเสด็จนิวัต
พระนคร 18 มกราคม 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสี่พระองค์
หลังจากได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป

วันนั้น ประชาชนชาวไทยหลั่งไหลจากทั่วทุกภาคเฝ้ารับเสด็จด้วยความชื่นชมโสมนัส
อย่างเนืองแน่น ตลอดระยะทางที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน

ตั้งแต่ท่าอากาศยานดอนเมืองถึงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และตั้งแต่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ถึงพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

และในวันรุ่งขึ้น 19 มกราคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จออกมุขเด็จพระที่นั่งอนันตสมาคม ให้คนไทยได้เข้าเฝ้าทูล
ละอองธุลีพระบาทอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล
ในนามของประชาชนคนไทย แสดงถึงความรู้สึกของราษฎรทั้งปวงที่มีต่อทั้งสองพระองค์
ต่อการจากกันนานถึง 6 เดือนเศษ (ทรงเสด็จ ฯ ตั้งแต่ 14 มิถุนายน 2503)

ความกราบบังคมทูลตอนหนึ่งของนายกรัฐมนตรีในขณะเวลานั้น คือ

“ราษฎรทั้งหลายย่อมทราบดีว่า การเสด็จอย่างนี้ไม่ใช่การท่องเที่ยวทัศนาจร ไม่ใช่เป็น
ความเกษมสำราญส่วนพระองค์ แต่เป็นการเสด็จโดยราชภาระที่จะทรงนำประเทศไทยไป
สู่ความเข้าใจอันดีของโลก ที่จะกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ เพิ่มพูน
ศักดิ์ศรีของชาติ”

“จึงนับว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททั้งสองพระองค์ได้ทรงรับพระราชภาระที่หนัก และก็มี
การเสี่ยงอยู่มากเหมือนกัน เพราะการที่ประมุขแห่งรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
พระมหากษัตริย์เสด็จเดินทางไปต่างประเทศ และได้รับการต้อนรับทางราชการเป็นเกียรติ
อย่างสูงนั้น ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในการสร้างความนิยมชมชอบได้เสมอไป
จำต้องอาศัยพระปรีชา พระจริยาและพระปฏิภาณที่จะทรงใช้ให้เหมาะกาล เหมาะสมัย”

“เรื่องนี้ประชาชนมีความภูมิใจเป็นพิเศษที่การเสด็จครั้งนี้ ราษฎรได้รับทราบแต่ข่าวดีมา
ทุกหนทุกแห่ง เป็นความปลาบปลื้มของอาณาประชาราษฎร์”

และเมื่อนายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลถวายพระพรจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มีพระราชดำรัสตอบ ดังความตอนหนึ่งว่าดังนี้

“ข้อสังเกตที่ประทับใจข้าพเจ้าในระหว่างที่อยู่ในต่างประเทศต่างๆ เหล่านี้ มีข้อหนึ่ง คือ
ประเทศไหนประชาชนพลเมืองมีความสามัคคีกลมเกลียวกันดี มีระเบียบวินัยดี ประเทศนั้น
ก็เจริญและอยู่ในฐานะดี ยิ่งมีความสมัครสมานกลมเกลียวกันมาก ก็ยิ่งเจริญมาก
จึงเห็นได้ว่าความสามัคคีกลมเกลียวกันในระหว่างคนในชาติ และความเข้าใจในการรักษา
ระเบียบวินัยนี้แหละ ย่อมเป็นปัจจัยอันสำคัญอันหนึ่งที่จะช่วยนำประเทศชาติสู่ความ
วัฒนาถาวร ข้าพเจ้าใคร่ขอฝากข้อคิดนี้ไว้แก่ท่านทั้งหลายด้วย”

สำหรับเพลง “KING OF KINGS” จากแผ่นภาพชุดดังกล่าว ผมเพิ่งจะได้ยินชื่ออัลบั้ม
H.M BLUES เป็นครั้งแรก พร้อมกับชื่อของผู้ประพันธ์เนื้อร้อง สุรักษ์ สุขเสวี และ
ชื่อผู้ใส่ทำนอง และเรียบเรียงเสียงประสาน คือ พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผมถือว่า
เป็นศิลปะยอดเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของเมืองไทย

และโอกาสนี้ ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านถ่ายทอดเนื้อร้องของเพลงนี้ด้วยครับ

“เหนือบัลลังก์ราชัน ใต้ไตรรงค์ธงไทย โลกระบือลือไกล
กษัตราผู้เปี่ยมน้ำพระทัย ผู้ครองแผ่นดินนี้
พระทรงคอยปัดเป่า ทุกข์และความกังวล หลอมรวมใจปวงชน
ประหนึ่งดังพระนามภูมิพล มหาราชเกริกไกร
โลกต่างชื่นชมพระบารมี ล้ำศักดิ์เลิศศรีไปยังแดนไกล
สูงส่งทัดเทียมเทพไท สดุดีไว้ หนึ่งเดียวนี้
* KING OF KINGS, KING OF KINGS
ปกครองไพร่ฟ้า ด้วยความรัก ด้วยธรรมโดยแท้จริง
KING OF KINGS, KING OF KINGS
ราชันผู้ยิ่งใหญ่ ก้องไปทั้งฟ้าดิน
พระทรงครองในทศพิธราชธรรม พระชี้นำให้มีความรักและสามัคคี
KING OF KINGS
พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ทุกข์พระวรกาย เพื่อปวงชนชาวไทย
ได้อยู่บนผืนแผ่นดินร่มเย็น ยั่งยืนสืบไป”การจัดงานเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ของรัฐบาล ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยได้ไปมีส่วน
ร่วมงานนี้บนถนนราชดำเนินใน ถนนราชดำเนินนอก และบริเวณพระบรมรูปทรงม้า
ซึ่งต่างก็ได้รับความสุขกันมาก

และหนึ่งในของขวัญวันปีใหม่ที่ผมได้รับเมื่อวันปีใหม่เป็นแผ่นภาพชุด “KING OF KINGS” ซึ่ง
เมื่อเปิดชมแล้วก็มีรู้สึกว่าตนเองสุขตามไปกับคุณค่าแห่งของขวัญที่ได้รับ และผมก็มีความ
เชื่อว่าหากคนไทยทุกคนได้ชมแผ่นภาพนี้แล้ว ก็คงมีความสุขเช่นกัน

ความสุขที่ว่านี้ เป็นความสุขที่ได้เกิดเป็นคนไทย และเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่เกิดภายใต้
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระองค์

คนไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ สิ่งที่อยู่ร่วมกันอย่างมีชีวิต มีความผาสุกร่มเย็น
ด้วยศิระพระบารมี วิถีชีวิตของคนไทยในลักษณะนี้เป็นมาแต่โบราณกาล มิใช่จะเกิดเมื่อ
ครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครอง หากแต่เป็นมายาวนานตลอดมาแต่ครั้งยุคสมัยพระราชวงศ์
สุโขทัย

สถานะของประเทศไทยนับแต่ครั้งยังเป็นสยามประเทศนั้น เป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ
มิได้เคยอยู่ภายใต้อาณานิคมของรัฐใดรัฐหนึ่ง ความเป็นชาติไทยได้อยู่กับคนไทย
ไม่เคยแตกร้าวก็เพราะเดชะพระบารมีแห่งบุรพกษัตราธิราชจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

ความหมายของคำว่า “ความเป็นชาติไทย” นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 6 ทรงนิยามความหมายของ “ชาติไทย” ประกอบขึ้นด้วยคนที่มีวิถีชีวิตผูกพัน
กับวัฒนธรรมไทยและจงรักภักดีต่อ “หัวใจของความเป็นไทย” อันได้แก่

พระมหากษัตริย์ และพระพุทธศาสนา

ทรงเน้นให้เห็นว่า วัฒนธรรมไทยนั้นมีความเป็นไทยแท้ มีลักษณะเฉพาะ สืบทอดกันมา
แต่โบราณและความเป็นไทย ก็มีแก่นแท้เป็นสากล ไม่แตกต่างจากอารยธรรมที่เจริญแล้ว
ในยุโรป

เจ้านายอีกพระองค์หนึ่งของคนไทย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ทรงเสริมสร้างความหมายความเป็นชาติไทยอย่างสมบูรณ์ เป็นภาพที่ชัดเจนสำหรับคนไทย
และนานาประเทศ

พระองค์ทรงนำความหมายนั้นมาสอดคล้องกับแนวความคิดทางพุทธศาสนา ทรงถ่ายทอด
ด้วยการเทศน์ การจัดหลักสูตรการศึกษาของพระสงฆ์ และได้ทรงพระนิพนธ์ตำราทาง
พระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก

ส่วน สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ก็ได้ทรง
สร้างอัตลักษณ์ไทย ทรงเน้นความเป็นไทยในด้านอุปนิสัยของคนไทย 3 ประการ คือ

ความจงรักในอิสรภาพของชาติ, ความปราศจากวิหิงสา และความฉลาดในการ
ประสานประโยชน์

ทรงแสดงให้เห็นว่าคุณธรรม 3 ประการ นั้นเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย เป็นคุณธรรม
นำพาคนไทยอยู่กับความเป็นชาติไทย และสามารถเรียกชาติประเทศของตนว่า
“เมืองไทย” คนไทยไม่เคยเบียดเบียนคนชาติอื่นเพราะคนไทยมีคุณธรรม ความปราศจาก
ซึ่งวิหิงสา และมีความฉลาดในการประสานประโยชน์เป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยอยู่ด้วยกัน
อย่างมีความร่มเย็นเป็นสุข ภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์ไทย

ความรู้สึกโดยแท้ของคนไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์นั้น เห็นได้ชัดจากการเสด็จนิวัต
พระนคร 18 มกราคม 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสี่พระองค์
หลังจากได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป

วันนั้น ประชาชนชาวไทยหลั่งไหลจากทั่วทุกภาคเฝ้ารับเสด็จด้วยความชื่นชมโสมนัส
อย่างเนืองแน่น ตลอดระยะทางที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน

ตั้งแต่ท่าอากาศยานดอนเมืองถึงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และตั้งแต่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ถึงพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

และในวันรุ่งขึ้น 19 มกราคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จออกมุขเด็จพระที่นั่งอนันตสมาคม ให้คนไทยได้เข้าเฝ้าทูล
ละอองธุลีพระบาทอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล
ในนามของประชาชนคนไทย แสดงถึงความรู้สึกของราษฎรทั้งปวงที่มีต่อทั้งสองพระองค์
ต่อการจากกันนานถึง 6 เดือนเศษ (ทรงเสด็จ ฯ ตั้งแต่ 14 มิถุนายน 2503)

ความกราบบังคมทูลตอนหนึ่งของนายกรัฐมนตรีในขณะเวลานั้น คือ

“ราษฎรทั้งหลายย่อมทราบดีว่า การเสด็จอย่างนี้ไม่ใช่การท่องเที่ยวทัศนาจร ไม่ใช่เป็น
ความเกษมสำราญส่วนพระองค์ แต่เป็นการเสด็จโดยราชภาระที่จะทรงนำประเทศไทยไป
สู่ความเข้าใจอันดีของโลก ที่จะกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ เพิ่มพูน
ศักดิ์ศรีของชาติ”

“จึงนับว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททั้งสองพระองค์ได้ทรงรับพระราชภาระที่หนัก และก็มี
การเสี่ยงอยู่มากเหมือนกัน เพราะการที่ประมุขแห่งรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
พระมหากษัตริย์เสด็จเดินทางไปต่างประเทศ และได้รับการต้อนรับทางราชการเป็นเกียรติ
อย่างสูงนั้น ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในการสร้างความนิยมชมชอบได้เสมอไป
จำต้องอาศัยพระปรีชา พระจริยาและพระปฏิภาณที่จะทรงใช้ให้เหมาะกาล เหมาะสมัย”

“เรื่องนี้ประชาชนมีความภูมิใจเป็นพิเศษที่การเสด็จครั้งนี้ ราษฎรได้รับทราบแต่ข่าวดีมา
ทุกหนทุกแห่ง เป็นความปลาบปลื้มของอาณาประชาราษฎร์”

และเมื่อนายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลถวายพระพรจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มีพระราชดำรัสตอบ ดังความตอนหนึ่งว่าดังนี้

“ข้อสังเกตที่ประทับใจข้าพเจ้าในระหว่างที่อยู่ในต่างประเทศต่างๆ เหล่านี้ มีข้อหนึ่ง คือ
ประเทศไหนประชาชนพลเมืองมีความสามัคคีกลมเกลียวกันดี มีระเบียบวินัยดี ประเทศนั้น
ก็เจริญและอยู่ในฐานะดี ยิ่งมีความสมัครสมานกลมเกลียวกันมาก ก็ยิ่งเจริญมาก
จึงเห็นได้ว่าความสามัคคีกลมเกลียวกันในระหว่างคนในชาติ และความเข้าใจในการรักษา
ระเบียบวินัยนี้แหละ ย่อมเป็นปัจจัยอันสำคัญอันหนึ่งที่จะช่วยนำประเทศชาติสู่ความ
วัฒนาถาวร ข้าพเจ้าใคร่ขอฝากข้อคิดนี้ไว้แก่ท่านทั้งหลายด้วย”

สำหรับเพลง “KING OF KINGS” จากแผ่นภาพชุดดังกล่าว ผมเพิ่งจะได้ยินชื่ออัลบั้ม
H.M BLUES เป็นครั้งแรก พร้อมกับชื่อของผู้ประพันธ์เนื้อร้อง สุรักษ์ สุขเสวี และ
ชื่อผู้ใส่ทำนอง และเรียบเรียงเสียงประสาน คือ พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผมถือว่า
เป็นศิลปะยอดเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของเมืองไทย

และโอกาสนี้ ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านถ่ายทอดเนื้อร้องของเพลงนี้ด้วยครับ

“เหนือบัลลังก์ราชัน ใต้ไตรรงค์ธงไทย โลกระบือลือไกล
กษัตราผู้เปี่ยมน้ำพระทัย ผู้ครองแผ่นดินนี้
พระทรงคอยปัดเป่า ทุกข์และความกังวล หลอมรวมใจปวงชน
ประหนึ่งดังพระนามภูมิพล มหาราชเกริกไกร
โลกต่างชื่นชมพระบารมี ล้ำศักดิ์เลิศศรีไปยังแดนไกล
สูงส่งทัดเทียมเทพไท สดุดีไว้ หนึ่งเดียวนี้
* KING OF KINGS, KING OF KINGS
ปกครองไพร่ฟ้า ด้วยความรัก ด้วยธรรมโดยแท้จริง
KING OF KINGS, KING OF KINGS
ราชันผู้ยิ่งใหญ่ ก้องไปทั้งฟ้าดิน
พระทรงครองในทศพิธราชธรรม พระชี้นำให้มีความรักและสามัคคี
KING OF KINGS
พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ทุกข์พระวรกาย เพื่อปวงชนชาวไทย
ได้อยู่บนผืนแผ่นดินร่มเย็น ยั่งยืนสืบไป

 



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2553
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/j4Fwe
อัพเดทล่าสุด
24 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th