บทความ

แฮพพี เอนดิง


ราคาของ แอลพีจี ในตลาดโลก ปรับตัวขึ้นสูงกว่า 700 เหรียญสหรัฐ ฯ/ตัน แต่บ้านเราขายกันอยู่ 330 เหรียญสหรัฐ ฯ/ตัน กองทุน ฯ ต้องชดเชยส่วนต่างราคาอยู่ราว 1,800-1,900 ล้านบาท/เดือน หมายความว่า จะมีข้ออ้างในการขึ้นราคาแกสธรรมชาติ แอลพีจี ในเร็ววันนี้

จบกันไปแล้ว สำหรับยอดการขายปี 2552 ที่สรุปออกมาแล้วว่ายอดขายทั้งหมดได้ 548,871 คันเท่ากับว่าที่ติดลบกันมาตั้งแต่ต้นปี เหลือติดลบอยู่เพียง 10.8 % เท่านั้น โดยที่แต่ละค่ายก็ติดลบกันมากบ้าง น้อยบ้าง ตามสภาวะ แต่ก็ได้ยิ้มแย้มกันถ้วนทั่ว

ปี 2553 ใครต่อใครก็คาดการณ์กันว่าตลาดรถยนต์ จะเติบโตไปในแนวทางที่ดี วาดฝันว่าจะขายกันสัก 600,000 คัน เพราะสภาวะเศรษฐกิจ และการทำงานของภาครัฐบาล ที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในตลาด ทำให้เชื่อกันว่าตลาดควรจะดีขึ้น รวมทั้งภาคการส่งออก ที่ตัวเลขก็เริ่มมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น ก็หวังกันเอาไว้อย่างนั้น

แต่ทุกค่ายก็พูดกันเสียงเดียวเลยว่า ค่าเงินบาท แข็งค่ามากเกินควร ก็เป็นการบ้านข้อใหญ่สำหรับภาครัฐบาลอีกเช่นกัน

ส่วนว่าเขตการค้าเสรีจะส่งผลดีกับค่ายรถยนต์ได้ขนาดไหน ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันอีกพักใหญ่ เพราะแต่ละค่ายเขาก็มีโครงการทั้งระยะสั้น ระยะยาว วางแผนกันอยู่แล้ว จนแต่ละบริษัทจะกลายเป็นบริษัทเพื่อการประชุมจำกัด กันไปแล้ว

แถมที่กลัวว่ารถขนาดเล็กจากอินเดีย จะทะลักเข้ามาตีตลาดเมืองไทย ก็ยังคงลำบากเพราะที่นั่นเขาเน้นการผลิตรถราคาถูก อุปกรณ์ต่างๆ ก็กระป๋องกระแป๋ง มาถึงผู้บริโภคชาวไทย ท่าทางจะรับกันลำบาก คงจะเป็นไปได้ยาก

บ้านเราก็ต้องคอย อีโคคาร์ ที่ปีหน้านี้ จะเริ่มออกสู่ตลาดเป็นเจ้าแรกแล้ว

คอยดูว่าจะรุ่งหรือจะร่วง

แต่เรื่องที่ต้องจับตามองอีกอย่าง ก็เรื่องมาบตาพุด ที่ทำให้ภาวะอุตสาหกรรมอ่อนไหว แถมด้วยเรื่องแกสธรรมชาติ ที่ประเมินกันว่าจะขาดแคลนในเร็วๆ นี้ รวมทั้งราคาของ แอลพีจี ในตลาดโลก ปรับตัวขึ้นสูงกว่า 700 เหรียญสหรัฐ ฯ/ตัน แต่บ้านเราขายกันอยู่เพียง 330 เหรียญสหรัฐ ฯ/ตัน ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องชดเชยส่วนต่างราคาอยู่ราว 1,800-1,900 ล้านบาท/เดือน

ก็หมายความว่า จะมีข้ออ้างในการขึ้นราคาแกสธรรมชาติ แอลพีจี ในเร็ววันนี้

ส่วน ซีเอนจี ไม่เห็นแพลมข่าวออกมาว่าอย่างไร เพราะก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละ

เตือนมาถึงท่านผู้ใช้รถที่ใช้ แอลพีจี ว่าทำใจเอาไว้ล่วงหน้าได้เลย ว่าราคามันต้องขึ้นไปอีกแน่นอน ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

เรื่องถัดมาที่อยากจะคุยให้ฟัง เป็นเรื่องของการทางพิเศษ ที่จัดสัมมนาไปแล้ว 3 หนในโครงการทางพิเศษสุวรรณภูมิ หรือเรียกเป็นภาษาต่างประเทศว่า โครงการ M1 เป็นการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม
รวมทั้งรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของประชาชน

สรุปได้ว่าโครงการทางนี้ มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 28,000 ล้านบาท แนวเส้นทางแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ เส้นทางช่วงในเมือง (M1-2) ระยะทางประมาณ 4 กม. เริ่มต้นบริเวณห้าแยก ณ ระนอง ไปจนถึงบริเวณทางแยกต่างระดับอาจณรงค์ แล้วเชื่อมเข้ากับทางพิเศษฉลองรัชและทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ กับอีกช่วงหนึ่ง เส้นทางช่วงนอกเมือง (M1-1) ระยะทางประมาณ 25 กม. มีจุดเริ่มต้นบริเวณจุดเชื่อมต่อกับช่วง M1-2 บริเวณทางแยกต่างระดับอาจณรงค์ ไปจนถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

งานนี้เตรียมเอาไว้เพื่อเป็นทางเลือก ในการแก้ไขปัญหาจราจรที่อาจเกิดขึ้นในอีก 10-15ปีข้างหน้า แต่ยังเป็นช่วงเริ่มต้น เพราะยังต้องฝ่าด่านอรหันต์อีกหลายด่าน ทั้งมาตรการด้านการโยกย้ายและเวนคืน ดำเนินการจ่ายค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว
มาตรการลดผลกระทบด้านเสียง ด้านคุณภาพอากาศ ด้านเศรษฐกิจและสังคมแต่นำมาเสนอเอาไว้ เผื่อว่าจะได้ใช้ในการพิจารณาในอนาคต

อีกเรื่องหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างการศึกษาเช่นกัน คือ การศึกษาความเหมาะสมโครงการอุโมงค์เชื่อมทางหลวงระหว่างจังหวัดสตูล กับ รัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย โดยจังหวัดสตูลร่วมกับกรมทางหลวง และ สศช. พิจารณาความเชื่อมโยงโครงการ กับการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจสงขลา–สตูล อันจะทำให้การเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่าง 2 ประเทศ ง่ายขึ้น รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปด้วยในตัว

เรื่องนี้ก็คงมีอีกอย่างน้อย 5 ปีแน่นอน ตามประสาราชการของพี่ไทยเราเอง

แต่สิ่งที่ค่อนข้างเชื่อถือได้เห็นจะเป็นรายงานของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ประเมินว่าปริมาณการส่งออกรถยนต์ของไทยในปี 2553 จะอยู่ระหว่าง 575,000-595,000 คัน หรือขยายตัว 8 ถึง 12 % โดยยังคงเผชิญกับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาท แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่อาจจะยังคงฉุดรั้งการเติบโตของตลาดอยู่

ขณะเดียวกันหากไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้กรอบอาฟตาได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอุปสรรค เช่น การกีดกันการค้าโดยใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NON-TARIFF MEASURES) รูปแบบต่างๆ จากประเทศผู้นำเข้า รวมถึงหากการตอบรับ
ของตลาดต่อ อีโคคาร์ ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2553 เป็นไปได้ดีกว่าที่คาด อาจจะผลักดันให้ตลาดเติบโตได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้

คาดว่าจะส่งผลทำให้ในปี 2553 ไทยอาจจะสามารถผลิตรถยนต์ได้ใกล้เคียง 1.2 ล้านคันหรือเพิ่มขึ้นประมาณ 15 % จากที่คาดว่าจะผลิตได้ประมาณ 1 ล้านคัน ในปี 2552

อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะการผลิตรถยนต์ของไทยจะกลับมาขยายตัวในปี 2553แต่ทว่าการที่อุตสาหกรรมจะสามารถฟื้นตัวกลับมามีระดับการผลิตเท่ากับก่อนเกิดวิกฤตที่ 1.4 ล้านคันนั้น คาดว่าอาจจะต้องใช้ระยะเวลาถึงประมาณ 3 ปีนับจากนี้

นั่นเป็นความเห็นที่ค่อนไปในทางบวก สำหรับตลาดรถยนต์ของเมืองไทย ที่ปัจจุบันกลายเป็นตลาดส่งออกที่หลายบริษัท ให้ความสำคัญในการทำงานมากขึ้น รวมทั้งงานทางด้านผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ที่ยังซวนเซอยู่กับต้นทุน แถมคนสั่งของก็บอกให้ลดราคาลงมาอีกแต่ต้นทุนก็ยังเดินหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ

จุดสมดุลอยู่ตรงไหน ก็ต้องหาทางคุยกันเอาเอง

เพราะเม็ดเงินมันไหลวนอยู่ในมือคนไทย มหาศาล ทั้งปริมาณ และการไหลวนสู่ระบบเศรษฐกิจ

ช่วยกันทำให้ตลาดรถยนต์ปีเสือนี้ โชติช่วงชัชวาลกันอีกหนดีกว่า



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2553
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/hhHRb

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
20 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,699,000
2.
2,930,000
3.
679,000
4.
1,290,000
5.
21,890,000
6.
24,900,000
7.
3,090,000
8.
75,000,000
10.
1,545,000
11.
1,465,000
12.
2,390,000
13.
489,000
14.
1,199,000
16.
2,490,000
17.
479,000
18.
939,000
19.
24,500,000
20.
34,000,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th