บทความ

เมืองเถื่อนย่อมเป็นเพราะตำรวจเถื่อน


ผมเชื่อว่าผู้อ่านเกือบทุกคน คงมีความรู้สึกไม่ต่างจากผม ที่ได้เห็นรูปบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์รายวัน แล้วต้องตะลึงที่มีนักแสดงใช้รถที่ปลอมแปลงเป็นรถตำรวจ

ไม่ใช่ทำให้มองดูคล้ายนะครับ แต่ตรงตามความหมายของคำว่าปลอมแปลง คือ มองดูแล้วไม่ต่างจากรถตำรวจ และไม่ใช่แค่ปลอมแปลงรถจนดูเหมือนรถตำรวจ แล้วเย้ยกฎหมายของบ้านเมือง ด้วยการใช้งานในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่เจ้าของรถรายนี้ยังมีพฤติกรรมอุกอาจ ขับรถแหกด่านเมื่อถูกเรียกตรวจสอบ เมื่อตรวจค้นในรถ เจ้าหน้าที่ยังพบ ปืน กุญแจมือ ฯลฯ

การมีคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ในสังคม ไม่ใช่เรื่องแปลกนักครับ ที่ผมว่าแปลกกว่า คือ การที่เจ้าของรถรายนี้ สามารถใช้รถคันนี้ได้ในชีวิตประจำวันมาเป็นเวลานานแล้ว

แน่นอนครับเราไม่คาดหวังว่า จะมีเจ้าหน้าที่คนไหน ที่สงสัยและขอตรวจสอบบนท้องถนน เพราะมันดูเหมือนกับรถตำรวจจริง และที่สำคัญ วัฒนธรรมของตำรวจไทย ที่ “นาย” ดูเหมือนจะ “ใหญ่” ยิ่งกว่าพ่อของตัวเอง ใครจะกล้าเรียกตรวจสอบครับ ถ้ากลายเป็นรถตำรวจแท้ ก็อาจโดนเล่นงานได้หลายรูปแบบ สิ่งที่ทำให้เราแปลกใจมากกว่า คือ การที่ไม่มีใครเลย ที่รู้เห็นพฤติกรรมหยามกฎหมายบ้านเมืองเช่นนี้ ร้องเรียน ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตน แต่อาจจะมี แต่ตำรวจไม่คิดจะดำเนินการก็ได้

ก็อย่างที่ทราบกันดีครับ ว่าความสนใจไม่ว่าจะมากหรือน้อยของตำรวจไทย อยู่ที่ไหน ไม่ใช่เรื่องพวกนี้หรอกครับ ทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้ก็เลวร้ายมากพออยู่แล้ว แต่ยังมีที่แย่ยิ่งกว่านี้ครับ วันต่อมามีข่าวในหน้าแรกของหนังสือพิมพ์รายวันเกือบทุกฉบับเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า หลังจากญาติของนักแสดงรายนี้ เข้าไปเจรจากับตำรวจใหญ่นครบาลเพียงไม่กี่นาที นายตำรวจรายนี้ก็ออกมาแถลงข่าวว่า พฤติกรรมทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ผู้ต้องหาดัดแปลงรถไว้เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใหญ่ ยังมีคำแก้ตัวปลีกย่อยให้ท้ายผู้ต้องหาพฤติกรรมระดับโจรรายนี้อีกครับ แต่มันเป็นความเห็นอย่างหน้าด้าน ช่วยเหลือคนผิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฯ จนผมไม่อยากจะจดจำ

ถ้าพฤติกรรมอุกอาจเย้ยกฎหมายบ้านเมืองเช่นนี้ ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ แล้วอะไรครับที่เป็นเรื่องใหญ่ของนายพลตำรวจไทย ก็คงเป็นเรื่องผลประโยชน์แฝงถดถอย หรือลาภยศไม่สมกับที่คาดไว้ เท่านั้นที่เป็นเรื่องใหญ่ได้

เมื่อเช้านี้ได้อ่านข่าวดีๆ ของกรมการขนส่งทางบก ที่เปิดเผยต่อประชาชนว่า รถแทกซีที่จดทะเบียนใหม่ จะต้องมีเครื่องออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้โดยสาร โดยผู้โดยสารสามารถสังเกตเพื่อเลือกใช้บริการได้ โดยสังเกตที่เครื่องหมายสี่เหลี่ยมสีเขียวที่โคมไฟบนหลังคารถ กับที่กระจกหน้าด้านซ้าย ตำแหน่งหลังนี่ ไม่ทราบว่าหมายถึงด้านซ้ายของกระจกบังลมด้านหน้า หรือว่าอยู่บนกระจกด้านข้าง บานหน้า ด้านซ้ายของรถ และเป็นเครื่องหมายสี่เหลี่ยมสีเขียวหรือไม่

ผมเชื่อว่าประโยชน์ที่ผู้โดยสารบางราย จะได้แน่นอนจากมาตรการนี้ คือ การมีหลักฐานทางการเงินเพื่อนำไปเบิกกับนายจ้าง หุ้นส่วนทางธุรกิจได้ ฝ่ายแรกน่าจะสบายใจ ที่ไม่ต้องถูกกดราคาหรือถูกสงสัยว่าโก่งราคาเกินกว่าที่จ่ายไปจริงหรือไม่ ฝ่ายหลังก็คงสบายใจ ที่มีหลักฐานยืนยันว่าฝ่ายแรกเบิกค่าเดินทางเป็นจำนวนเงินที่ใช้ไปจริง แต่ประโยชน์ที่ผมว่านี้ ดูเหมือนจะไม่ตรงกับของกรมขนส่งทางบก ซึ่งแถลงว่า ผู้โดยสารจะได้มีหลักฐานไว้ร้องเรียนในกรณีค่าโดยสารไม่เป็นธรรม ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่า ผู้โดยสารอย่างพวกเรา จะถือใบเสร็จนี้ไปร้องเรียนกับใคร และจะได้ส่วนเกินที่ไม่เป็นธรรมกลับคืนมาหรือไม่ อย่างไร และเมื่อใด

ส่วนประโยชน์ข้อหลัง ผมเชื่อว่ามีประโยชน์จริง กรมการขนส่งทางบกแจ้งว่า เพื่อให้การติดตามรถคันที่โดยสารสะดวกขึ้น กรณีที่ลืมของไว้ในรถ เพราะถ้าไม่มีใบเสร็จรับเงิน ซึ่งบันทึกข้อมูลของรถ และวันเวลาที่โดยสารไว้ แล้วผู้โดยสารไม่ได้จำเลขทะเบียนรถไว้อีก ก็คงไม่มีหลักฐานอะไรไว้อ้างถึงทั้งสิ้น ถ้ามีใบเสร็จ ฯ ก็ยังพอติดตามไปจนถึงตัวผู้ขับได้ง่ายขึ้น กรณีที่ประกาศทางสถานีวิทยุยอดนิยมแล้ว แต่ผู้ขับไม่ได้เปิดฟังอยู่ แต่การจะได้ของที่ลืมทิ้งไว้คืนหรือไม่นั้น ใบเสร็จนี้ช่วยไม่ได้ครับ มันขึ้นอยู่กับจริยธรรมของคนขับ แค่อ้างว่าไม่รู้ ไม่เห็น ผู้โดยสารรายต่อไปคงหยิบไปแล้ว แค่นี้ก็ไม่มีใครทำอะไรได้

ผมว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็ยังไม่ใช่ปัญหาครับ การออกกฎระเบียบนั้นง่ายครับ แต่การบังคับใช้ให้ได้ผลจริงยากกว่ามาก ก่อนที่จะออกกฎนี้มา เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ต้องระดมความคิดให้การบังคับใช้สำเร็จเป็นรูปธรรมจริงๆ ก่อน เช่น จะต้องมีมาตรการป้องกันอย่างไร ไม่ให้คนขับอ้างว่าเครื่องเสีย หรือกระดาษหมด มิฉะนั้นมันก็เป็นแค่อุปกรณ์ตายซากประจำรถแทกซีรุ่นใหม่ เป็นเครื่องยืนยันความคิดของประชาชนผู้เสียภาษีอย่างพวกเราว่าถูกต้อง ที่มีการปรับปรุงหรือเพิ่มอุปกรณ์ใดก็ตาม เพียงเพราะเกิดการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างผู้ขายกับผู้ลงชื่ออนุมัติซื้อเท่านั้นเอง

ไหนๆ ก็เขียนเรื่องนี้แล้ว ผมขอฝากให้ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ระดับสูงช่วยกันระดมความคิดของลูกน้องด้วยครับ เพราะความคิดดีๆ มักมาจากระดับล่าง ว่าทำอย่างไรจะป้องกันการปฎิเสธรับผู้โดยสารตามอำเภอใจของคนขับแทกซี

ผมไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาใกล้ส่งมอบรถคืน ซึ่งบางครั้ง คนขับอาจลองจอดรับผู้โดยสารดูว่า จะไปในเส้นทางเดียวกับที่จะไปส่งรถคืนหรือไม่ ถ้าไม่ก็จำเป็นต้องปฏิเสธอยู่แล้ว แบบนี้ไม่ว่ากันครับ แต่ที่ทำให้เราหงุดหงิดหรืออาจถึงขั้นเดือดร้อนคือกรณีที่ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่ต้องส่งรถคืนแต่ปฎิเสธเพราะเชื่อว่า ยังจะเจอผู้โดยสารที่ไปในทิศและในระยะทางที่ให้ผลประโยชน์มากกว่า ทั้งๆ ที่ถึงจะมีช่วงรถติดบ้าง มิเตอร์ก็จะคำนวณค่าโดยสารให้อย่างสมเหตุสมผลอยู่แล้ว

แน่นอนว่ามันอาจจะไม่มากเท่ากับการได้แล่นด้วยความเร็วสูง แต่นี้คือการให้บริการต่อสาธารณชน ไม่มีสิทธิ์เลือกปฏิบัติครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2553
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/rT8Hb

Follow autoinfo.co.th