บทความ

เริ่มสดใส


ปิดรอบครึ่งปีไปแล้ว ด้วยอาการถอนหายใจของบางค่าย เพราะตัวเลขบางยี่ห้อ ก็ดูเลิศหรู เติบโตมากกว่าการตกต่ำของตลาดโดยรวม ส่วนยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย กลับตกมากกว่าตลาด ก็ต้องวัดดวงกันในรอบ 6 เดือนสุดท้ายของปี

ค่ายรถยนต์บางค่าย ก็ต้องปรับเปลี่ยนสายพานการผลิตกันยกใหญ่ เพราะรถบางรุ่น ทำไม่ทันขาย เลยต้องเรียกตัวพนักงานที่เคยมอบจดหมายขอแสดงความนับถือ แถมจ่ายค่าตกใจไปเรียบร้อยแล้ว ให้กลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง รับเงินเดือนเท่าเก่า ส่วนค่าตกใจก็ต้องถือว่า เลยตามเลย

ค่ายที่เคยลดวันทำงานลงเหลือแค่ 4 วัน/สัปดาห์ แล้วลดเงินเดือนพนักงานลง ทำอยู่ได้เดือนเดียว ก็ต้องกลับมาทำงานเต็มเวลาเหมือนเดิม เพราะเนื้องานหดหายไปเยอะ ต้องกลับมาจ่ายเงินเดือนเท่าเก่า แถมบางโรงงานที่เคยลดการทำงานเหลือกะเดียว ก็เตรียมตัวทำงานเพิ่มเป็น 2 กะ พนักงานก็เตรียมรับ โอที อีกครั้ง

ก็ต้องถือว่า เป็นเรื่องดีสำหรับคนทำงาน เพราะช่วงครึ่งปีหลังนี่ เชื่อขนมรับประทานก่อนได้เลยว่า รายการปลดคนงาน หรือลดเงินเดือนคงผ่านพ้นไปแล้ว สบายใจกันได้

นี่ไม่ได้เก็บเอามากระทบโรงงานยี่ห้อที่คุยกันเรื่องโบนัสปลายปีไปเรียบร้อยแล้วนะครับ

เรียนมาเพื่อโปรดทราบ

กลับมาดูทางด้านการตลาดกันบ้าง เริ่มต้นกันด้วยเรื่องยอดฮิท อีโคคาร์

เพียงมีคำปรารภจากบริษัทรถยนต์เมื่อตอนต้นปี ว่าการผลิตรถ อีโคคาร์ อาจมีปัญหา เพราะตอนนั้นกระแสเรื่องยอดการขายรถยนต์ที่ตกต่ำ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของโลกซบเซา แถมบริษัทต่างก็ประกาศเลื่อนเวลาในการผลิตจำหน่ายออกไปอีก

ทางภาครัฐ ฯ ก็เก็บเอาไปคิด ว่าจะทำยังไงดี ว่าแล้วก็ออกเป็นมาตรการจาก บีโอไอ ยอมลดหย่อนอากรขาเข้าวัตถุดิบตามมาตรา 30 แก่กิจการผลิตรถยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์การลดหย่อนอากร ซึ่งกำหนดให้วัตถุดิบ หรือวัสดุจำเป็นนั้นจะต้องไม่มีผลิตในประเทศ ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกันและมีปริมาณเพียงพอ ในอัตราสูงสุดที่ ร้อยละ 90 กำหนดเวลา 2 ปี โดยจะพิจารณาอนุมัติคราวละ 1 ปี

เท่านี้ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง แถมคาดการณ์ไว้เป็นตัวเลขเอาไว้ดิบดีว่า จะทำให้รถ อีโคคาร์ มีต้นทุนต่ำลงประมาณคันละ 1 แสนบาท

มุมมองจากภาครัฐ ฯ มองว่า งานนี้จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทลดลงส่วนหนึ่ง และทำให้การผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน อีโคคาร์ มีต้นทุนต่ำลงประมาณคันละ 1 แสนบาท

ต่างกันจากมุมมองของภาคเอกชน ที่ยังมองว่าปัญหาใหญ่จะไปอยู่ที่การผลิตให้ได้ 1 แสนคัน ในปีที่ 5 เป็นต้นไป เพราะมองย้อนกลับไปในตลาดโลก หรือแค่ตลาดอาเซียนด้วยกันเอง ก็มองกันว่าน่าจะเป็นปัญหาแล้ว เพราะขอส่งเสริมกันมา 6 ค่าย พออีก 5 ปี ผลิตรถกันออกมา 6 แสนคัน จะเอาไปขายใคร

อีกเรื่องก็เห็นจะเป็นอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่ง ที่ภาคเอกชนก็มองว่ายังสูงอยู่ สูงกว่าต่างประเทศเสียอีก แถมหยอดด้วยว่า ถ้าลดภาษีสรรพสามิตลง บริษัทรถก็จะไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด เพราะราคารถยนต์ลดลงจากภาษี จะถูกส่งต่อให้กับผู้บริโภคโดยตรง ฉะนั้นผู้ที่ได้รับประโยชน์จึงเป็นผู้บริโภคชาวไทย และเมื่อตลาดมีการขยายมาก รัฐบาลก็จะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีมากขึ้นด้วย

ส่วนค่ายที่ไม่สนใจเรื่องนี้ก็เห็นจะเป็นค่ายราชดำริ เพราะเป็นที่รู้กันว่า เก็บเอารถรุ่นเก่ามาปัดฝุ่นใหม่ แล้วใส่ชื่อว่า อีโคคาร์ ก็ก้มหน้าก้มตาเตรียมงานไป เพราะกะจะออกขายเป็นเจ้าแรก ใครจะเรียกร้องอย่างไร ได้มากน้อยแค่ไหน ก็เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน ได้ตามน้ำสบายใจ

ค่ายยักษ์ใหญ่ก็เลยจะเป็นตัวตั้งตัวตี จับเข่าคุยกันให้เรียบร้อย ถึงปัญหาต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิด ก่อนจะเข้าไปคุยกับภาครัฐ ฯ ต่อไป

แต่มุมมองจากทางภาครัฐบาลกลับมองว่า เงื่อนไขที่คุยกันตั้งแต่ต้น ได้ผ่านการหาข้อสรุปร่วมกัน เพื่อการันตีว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ จะเพียงพอกับสิ่งที่ภาครัฐ ฯ ต้องการ ทั้งในแง่เม็ดเงิน และการทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก

ก็คงต้องยอมรับกันว่า ค่ายรถยนต์บ้านเราทุกค่าย ต่างก็มีเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วโลก การที่บริษัทแม่จะให้ประเทศไหนเป็นฐานการผลิตรถรุ่นไหน ก็ต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ ว่าทำรถออกมาแล้ว จะเอาไปขายใคร เทคโนโลยีจะทันกับชาวบ้านเขาหรือเปล่า

พวกกระผมก็คิดกันแบบหางอึ่งนะครับ ว่าในเอเซียนเรานี่ รถจากแผ่นดินใหญ่ก็เริ่มเข้ามาตีตลาดแล้ว รถใน คลาสส์ บี เซกเมนท์ก็เตรียมตัวคลอดกันปีหน้านี้แล้ว รถจากแดนภารตะก็มีหลากรุ่น จากค่ายเสือเหลืองแดนใต้บ้านเราก็เยอะรุ่น จะสั่งรุ่นไหนเข้ามา ก็ใช้เวลาเตรียมการไม่นานนัก ไม่เกิน 1 ปี ก็มีมาขายกันแล้ว

แถมด้วยรถรุ่นใหม่ๆ ที่เตรียมตัวออกมาขายในปีหน้า นี่ก็ตั้งเยอะรุ่นแล้ว ผู้บริโภคเก็บสตางค์คอย อีโคคาร์ ไหวหรือ ในเมื่อมีรถมายั่วน้ำลายตั้งเยอะ

กว่าจะถึง 5 ปีที่ว่ากันนั้น เมืองไทยก็คงมีรุ่นอย่างที่ว่ามาวิ่งกันพอสมควรแล้วล่ะ

ถึงตอนนั้นการเมืองเปลี่ยนไปอย่างไรก็ไม่รู้ ภาครัฐ ฯ น่าจะมองต่างมุมอย่างนี้บ้าง ไม่ใช่เหมือนที่พวกกระผมเรียกพวกโรงงานประกอบรถว่า สแควร์เฮด เพราะไม่ยอมฟังความเห็นจากด้านการตลาดกันมั่งเลย

ก่อนจบรอบนี้ ขอบันทึกไว้ก่อนว่า จากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ที่เป็นกันไปทั้งโลกหนนี้ ทำเอายอดการจดทะเบียนรถยนต์ลดลงจากช่วงเดียวกัน 4 เดือนแรกของปี รถทุกชนิด ทุกยี่ห้อ จดทะเบียนกันลดลง ไล่เรียงกันตามลำดับก็มี

รถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ รถเก๋ง จดทะเบียนป้ายแดง 116,578 คัน ลดลง 11.5 % รถกระบะ 73,963 คัน ลดลง 38.0 % และรถตู้ 4,316 คัน ลดลง 40 %

ส่วนรถตามกฎหมายการขนส่งทางบก รถบรรทุก และรถโดยสาร จดทะเบียน 7,016 คัน ลดลง 24 % และรถโดยสาร 1,240 คัน ลดลง 32 %

นั่นเป็นศัพท์ทางราชการนะครับ เพราะเจ้ารถกระบะป้ายเขียว มาจดทะเบียนอยู่ในหมวดของรถบรรทุกและรถโดยสารได้

ส่วนรถพลังงานทางเลือกคิดแค่เดือนเมษายนเดือนเดียว รวมกันทั้งสิ้น 21,100 คัน รถเกิน 2,000 ซีซี จดทะเบียนน้อยกว่าเดือนเมษายน 2551 ถึง 30 % ในขณะที่รถที่มีความจุกระบอกสูบ ต่ำกว่า 1,800 ซีซี จดทะเบียนเพิ่มขึ้น 12 %

ถึงอย่างไรก็เห็นค่ายรถยนต์มองโลกกันในแง่ดี ว่าสภาพเศรษฐกิจมันจะค่อยๆ ดีขึ้น เพียงแต่ช้าหน่อย ผู้บริโภคอย่างพวกกระผมก็ค่อยสบายใจขึ้นมาบ้าง

ได้โบนัสน้อยหน่อย ยังดีกว่าไม่มีเลยนะครับ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2552
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/gu8hc
อัพเดทล่าสุด
5 Dec 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,180,000
2.
19,800,000
3.
31,900,000
4.
24,700,000
5.
1,990,000
6.
12,959,000
8.
31,900,000
10.
33,900,000
12.
3,699,000
13.
1,030,000
15.
6,000,000
17.
4,999,000
19.
23,420,000
20.
32,900,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th