บทความ

BUGATTI VEYRON 16.4 GRAND SPORT


“ระเบียงรถใหม่” ในเดือนที่คนไทยจำเป็นต้องสวมหน้ากากเข้าหากัน นำเรื่องราวของรถใหม่มาเล่าสู่กันฟังรวม 5 ชุด เป็นรถ 3 สัญชาติ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ของผู้ผลิตรถยนต์รวม 5 ราย คือ

บูกัตตี (BUGATTI) แอสตัน มาร์ทิน (ASTON MARTIN) เบนท์ลีย์ (BENTLEY) เปอโฌต์ (PEUGEOT) และ บีเอมดับเบิลยู (BMW) โดยที่บางคันเป็นรถที่เพิ่งออกจำหน่ายในตลาดยุโรป และบางคันยังไม่มีขาย

เริ่มกันที่ บูกัตตี เวย์รน 16.4 กแรนด์ สปอร์ท (BUGATTI VEYRON 16.4 GRAND SPORT) รถสปอร์ทระดับ “ซูเพอร์คาร์” ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องของ บูกัตตี โอตอมอบิเลอส์ แอสอาแอส (BUGATTI AUTOMOBILES SAS) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสซึ่งแต่ละปีผลิตและประกอบรถ (ด้วยมือ) ส่งให้แก่ลูกค้าเพียงไม่กี่ 10 คัน

ก่อนกล่าวถึงตัวรถ ขอเล่าประวัติความเป็นมาของผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ เพื่อเป็นความรู้รอบตัวสำหรับ “คนรักรถ” ที่อาจไม่เคยรู้จัก หรือไม่เคยได้ยินชื่อรถยี่ห้อนี้มาก่อน บูกัตตี นับเป็นรถระดับคลาสสิคซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ เริ่มกิจการเมื่อปี 1909 ผู้ก่อตั้ง คือ เอตโตเร บูกัตตี (ETTORE BUGATTI) ชาวอิตาลี อัจฉริยบุคคล ซึ่งถือว่าการผลิตรถยนต์ คือการทำงานศิลป์แขนงหนึ่ง ที่ทำการ และโรงงานตั้งอยู่ที่เมืองโมลไชม์ (MOLSHEIM) ซึ่งขณะนั้นอยู่ในเขตแดนของเยอรมนี แต่ตั้งแต่ปี 1919 เป็นต้นมา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส นอกจากผลิตรถยนต์ซึ่งได้ชื่อว่าเร็ว และแพงที่สุดในโลก บริษัทนี้ยังทำรถแข่ง และเครื่องบินอีกต่างหาก ผลงานการแข่งรถมีอยู่มากมาย ที่ยังรำลึกถึงกันอยู่จนทุกวันนี้ คือ ชัยชนะในการแข่งขัน โมนาโค กรองด์ปรีซ์ครั้งแรก ซึ่งมีขึ้นเมื่อปี 1929

หลังจากผลิตรถชั้นเยี่ยมออกจำหน่ายได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 7,950 คัน ยุคแรกของผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ก็ปิดฉากลงพร้อมกับการล้มละลายในช่วงทศวรรษหลังปี 1950 อย่างไรก็ตาม 4 ทศวรรษหลังจากนั้นคือ ในปี 1991 กิจการผลิตรถยี่ห้อ บูกัตตี ที่ตายไปแล้วก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนักธุรกิจเมืองมะกะโรนี เจ้าของนาม โรมาโน อาร์ติโอลี (ROMANO ARTIOLI) ได้เริ่มโครงการผลิตรถ บูกัตตี ขึ้นใหม่ ที่น่าเสียดายก็คือ เขาทำได้เพียง 4 ปี ก็ประสบภาวะล้มละลายในปี 1995 หลังจากผลิตรถออกขายได้เพียง 139 คัน แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดจบของรถยี่ห้อนี้ เพราะในเดือนเมษายน 1998 ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ คือ โฟล์คสวาเกน กรุพ (VOLKSWAGEN GROUP) ควักเงินในกระเป๋าซื้อสิทธิ์จากเจ้าของเดิม และประกาศว่าจะทำรถ บูกัตตี ออกจำหน่ายอีกครั้งหนึ่ง เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ในปี 2001 มีการก่อตั้ง BUGATTI AUTOMOBILES SAS เป็นส่วนหนึ่งของ VOLKSWAGEN FRANCE มีที่ทำการและโรงงานตั้งอยู่ที่เมืองอันเป็นถิ่นฐานเดิมของรถยี่ห้อนี้ และจากนั้นจนปัจจุบันภารกิจเดียวของบริษัทเกิดใหม่นี้ คือ ผลิตและจำหน่าย บูกัตตี เวย์รน 16.4 (BUGATTI VEYRON 16.4) รถสปอร์ทระดับ “ซูเพอร์คาร์ ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดับเบิลยู 16 สูบ 64 วาล์ว 7,993 ซีซี 1,001 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลัง ผ่านระบบเกียร์คลัทช์คู่ 7 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 2.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 408 กม./ชม. กำหนดจำนวนผลิตไว้แค่ 300 คัน และขณะนี้ผลิตไปแล้วประมาณ 200 คัน

ส่วน บูกัตตี เวย์รน 16.4 กแรนด์ สปอร์ท ที่เห็นอยู่นี้ เป็นรถโมเดลที่ 2 ของ บูกัตตี ยุคที่ 3 ไม่ได้เป็นรถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาจากรถโมเดลแรก โดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งภายนอกและภายในตัวรถ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญที่สุด คือ เปลี่ยนหลังคา จากหลังคาแข็งในลักษณะของรถคูเป เป็นหลังคาที่ถอดออกได้ในลักษณะของรถเปิดประทุน ที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า โรดสเตอร์ (ROADSTER) เมื่อตัดส่วนที่เป็นหลังคาออกไป ก็จำเป็นต้องเพิ่มความแข็งแรงในส่วนอื่นๆ เพื่อชดเชยกัน ตัวอย่าง คือ เปลี่ยนประตูข้างทั้ง 2 บาน จากประตูอลูมิเนียม เป็นประตูคาร์บอนไฟเบอร์เสริมคานตามยาว ซึ่งแข็งแรงกว่าเดิม ในส่วนของกลไก ตั้งแต่เครื่องยนต์ไปจนถึงระบบเกียร์ห้ามล้อ และระบบรองรับ กล่าวได้อย่างสั้นๆ ว่า เหมือนเดิม

กล่าวโดยสรุป เราจะมีโอกาสได้เห็นรถสปอร์ทซูเพอร์คาร์คันนี้ใน 3 ลักษณะ ลักษณะแรก คือ ในสภาพที่ไม่เปิดหลังคา ซึ่งหน้าตาและรูปทรงองค์เอวแทบไม่อะไรผิดเพี้ยนจากรถคูเป บูกัตตี เวย์รน 16.4 ในสภาพนี้รถจะสามารถทำความเร็วสูงสุด 407 กม./ชม. คือ เร็วกว่าเครื่องบินจัมโบเจทที่กำลังทะยานจากลานบิน ลักษณะที่ 2 คือ ในสภาพเปิดหลังคา เป็นหลังคาซึ่งทำจากโพลีคาร์บอเนทและคาร์บอนไฟเบอร์ มีน้ำหนักตัวประมาณ 19 กก. เวลาถอด หรือประกอบเข้าที่ ต้องช่วยกันประคอง 2 คน เพราะคุณคงไม่อยากให้มีรอยขีดข่วน ในสภาพที่เปิดหลังคานี้ ความเร็วสูงสุดจะลดลง คือ 360 กม./ชม.

ลักษณะสุดท้าย คือ คุณขับมันออกจากบ้านโดยถอดหลังคาเก็บไว้ในโรงรถ แล้วจู่ๆ ฝนก็เทซู่ลงมา ที่ทำได้ ก็คือ จอดรถเปิดฝากระโปรงท้าย แล้วหยิบประทุนหลังคาแบบอ่อนออกมา เป็นประทุนที่ออกแบบเหมือนร่ม กางได้หุบได้ ในสภาพที่ติดประทุนหลังคาแบบอ่อนนี้ ความเร็วสูงสุดของรถจะเหลือแค่ 160 กม./ชม. เป็นโอกาสเดียวที่คุณจะสามารถขับรถคันอื่นแล้วแซงขึ้นหน้ารถคันนี้ได้

จำกัดจำนวนผลิตไว้แค่ 150 คัน และกำหนดส่งรถคันแรกให้แก่ผู้สั่งซื้อในเดือนกรกฎาคม 2009 สนนราคาค่าตัวยังไม่รวมภาษีที่กำหนดไว้ คือ 1.4 ล้านยูโร หรือเท่ากับประมาณ 67 ล้านบาทไทย เมื่อคิดว่า เงินฝรั่ง 1 ยูโร แลกได้ด้วยเงินไทย 48 บาท เฉพาะรถคันแรกซึ่งติดหมายเลข 1 ไว้ ในรถด้วย มีผู้ประมูลซื้อไปแล้วในราคา 3.19 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือเท่ากับประมาณ 111 ล้านบาทไทย



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2552
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/zFSVy
อัพเดทล่าสุด
5 Dec 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,180,000
2.
19,800,000
3.
31,900,000
4.
24,700,000
5.
1,990,000
6.
12,959,000
8.
31,900,000
10.
33,900,000
12.
3,699,000
13.
1,030,000
15.
6,000,000
17.
4,999,000
19.
23,420,000
20.
32,900,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th