บทความ

7 อาวุธ (ลับ) สู้ฝน ราคาสบาย ปลอดภัยเพิ่ม !


ตามทันอุปกรณ์สู้ฝนยุคใหม่ บุกตลาดรถยนต์คนทันสมัย ใช้ได้ “ขำขำ”

เข้าเดือน 6 ย่างเดือน 7 หน้าฝนทีไร คนรักรถมักรีบออกไปเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน เปลี่ยนยางเชคไฟส่องสว่างกันจ้าละหวั่น ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่คนทั่วไปก็ทำกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ?

ฉะนั้น แฟน 4 WHEELS ต้องเหนือกว่า เพราะนอกจากจะเตรียมรถรับมือฝนตามปกติแล้วเดี๋ยวนี้ยังมีสารพัดอุปกรณ์ยุคใหม่ เรียงรายอยู่บนแผงขายตามแผนกรถยนต์บนห้างหรือศูนย์รวมของตกแต่งรถ

เราไปหิ้วอุปกรณ์ใน 7 หัวข้อเด่น ที่รับประกันได้เลยว่าเป็นของอย่างเจ๋ง และอาจช่วยให้การขับรถของคุณในหน้าฝนปลอดภัยยิ่งขึ้น

หมายเหตุ: อุปกรณ์ต่อไปนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ 4 WHEELS เลือกมาขยายเพราะเห็นเป็นของที่“คาดว่า” จะใช้งานได้ดีจริง อยากรู้ว่าใช้งานได้ดีจริงแค่ไหน ต้องลองซื้อใช้ หรือถ้ากลัวเสี่ยงไปรอก่อน เราจะหาโอกาสทดสอบประสิทธิภาพแบบลึกๆ กับอุปกรณ์เหล่านี้ทีหลัง…โปรดรอติดตาม

1. ใบปัดน้ำฝนแบบใหม่

ปัญหาที่มักพบในใบปัดน้ำฝนทั่วไป ก็คือ ปัดไม่เกลี้ยง สะดุด มีเสียงดัง “ครืด” ดัง “เอี๊ยด”ให้รำคาญ ปัจจุบันก็เลยมีการคิด และผลิตอุปกรณ์ออกมาเพื่อช่วยลดปัญหานี้

ใบรีดน้ำ

สารพัดสารเพที่แนะนำกัน มักจะเป็นเรื่องแผ่นยางที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะบอกว่าเพิ่มสารหล่อลื่น เช่น ผสมผงกราไฟท์ (เหมือนที่อยู่ในไส้ดินสอ) ปัดแล้วจะลื่นไม่ติดขัดไร้เสียงเอี๊ยดอ๊าด หรือไม่ก็ผสมสารซิลิคอน เหมือนในยางรถยนต์ ช่วยให้อึด ทนแดด ทนฝนใช้งานได้นานกว่า

แต่ที่เราจะแนะนำ คือ “ใบรีดน้ำ” ทั้งใบปัดทั้งก้าน รวมอยู่เป็นชิ้นเดียวกันเลย แม้ไม่ใช่ของใหม่เท่าไร ติดตั้งในรถยุโรปหลายยี่ห้อแล้ว แต่ก็ใช้งานได้ดี โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีกระจกบานหน้าโค้งเป็นเบ้า เพราะสามารถแนบสนิทกับกระจกได้มากกว่า แถมใช้หลักอากาศพลศาสตร์ช่วยด้วย วิ่งเร็วๆ ยิ่งแนบกับกระจกได้ดีขึ้น ในตลาดอะไหล่ อุปกรณ์นี้มีขายหลายราคา ตั้งแต่ข้างละ 300 บาท ถึง 1,000 กว่าบาท เลือกเอาตามทรัพย์ในกระเป๋าได้เลย

ที่ลับยางใบปัดน้ำฝน

ของชิ้นนี้สำหรับคนชอบประหยัด และมีทรัพย์น้อย ซึ่งเล็งเห็นว่า การที่ใบปัดน้ำฝนปัดแล้วเป็นเส้นน้ำ เป็นเพราะยางไม่เรียบ สึกกร่อนไปบ้างตามการใช้งาน สามารถแก้ไขได้ โดยนำที่ลับใบปัดน้ำฝนที่มีวัสดุเหมือนกระดาษทรายมาฝนให้แผ่นยางเรียบ ช่วยให้ปัดน้ำฝนได้ดีดังเดิม

2. กิจกรรมบนกระจก

หัวข้อนี้ว่ากันถึงโฟมทำความสะอาดกระจก กับน้ำยาเคลือบกระจก มีหลายแบบ หลายวิธีใช้เราลองมาคร่าวๆ แล้วใช้งานได้ดี

โฟมทำความสะอาดกระจก

จากที่คุ้นตากับน้ำยาเช็ดกระจกหลากยี่ห้อ ที่ทั้ง สี (ฟ้า) และกลิ่น (แอมโมเนีย) เดียวกันไปหมด ต่างกันแค่ความข้นของมันเท่านั้น วันนี้มีแบบ “โฟม” ฉีดลงไปโดยตรงที่เนื้อกระจก ข้างกล่องบอกว่าเข้มข้นกว่าน้ำยาเช็ดกระจกทั่วไป ขจัดคราบมัน และคราบแมลง
ได้ดีกว่า แต่ราคาแพง

น้ำยาเคลือบกระจก

ช่วยให้กระจกลื่น น้ำฝนรวมตัวเป็นเม็ดกลมๆ กระจกไม่พร่า วิ่งเร็วๆ โดนลมแรงแล้วไหลไปเองจนแทบไม่ต้องใช้ที่ปัดน้ำฝน ใช้ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็หมดฤทธิ์ ต้องว่ากันใหม่ แบ่งได้เป็นแบบเคลือบ พ่น ทา และแบบเม็ด

แบบเคลือบ ใช้กันมานานแล้ว “เหยาะ” ลงไปบนกระจกเลยก็ได้ บนผ้า หรือฟองน้ำ แล้วทาวนบนผิวกระจก รอให้แห้งแล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ด ใช้ได้นานกว่าจะหมด

แบบพ่น ง่ายกว่า แค่พ่นลงไปบนผิวกระจกให้ทั่ว แล้วใช้ผ้าเช็ดจนแห้ง

แบบทา ง่ายเหมือนกัน หัวขวดเป็นฟองน้ำ ลักษณะเดียวกับน้ำยาขัดรองเท้าแบบทา คว่ำขวดลงแล้วน้ำยาก็จะซึมออกมา ทาให้ทั่วแล้วเช็ดให้แห้ง

แบบเม็ด ยิ่งง่ายใหญ่ เอาใจคนขี้เกียจ ลักษณะเหมือน “ปุ๋ยบัว” เพียงหย่อนลงไปในกระปุกน้ำฉีดกระจก จะละลายน้ำ พอฉีดน้ำฉีดกระจกเท่านั้นแหละก็จะลื่นกว่าที่เคยทันที

3. เบาะผ้าสกปรก เหม็นอับ

หน้าฝนทีไร เจ้าของรถที่ใช้เบาะผ้าต่าง “เซ็งเป็ด” กันเป็นแถว เพราะเมื่อใดที่เราตัวเปียกเข้ามาในรถ เบาะผ้านี่เองจะเป็นตัวซับน้ำที่ผสมคราบเหงื่อไคล พร้อมฝุ่นควันในอากาศมาฝังในเบาะนั่ง จนเป็นปัญหาเรื่องกลิ่นอับ

น้ำยาทำความสะอาดเบาะ

เป็นกระป๋องสเปรย์ ฉีดไปที่เบาะผ้าให้ทั่ว หลังจากนั้นใช้แปรงที่แถมมาให้ขัดให้ทั่วแรงๆ (ไม่ต้องถึงกับให้เบาะขาดนะ) หลังจากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดๆ มาเช็ดคราบที่ออกมาเป็นน้ำดำๆทิ้งไว้ให้แห้งสนิท พอแห้งคราบที่เหลือจะหลุดล่อนออกมาอีกครั้ง ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกมาให้หมด เป็นเสร็จพิธี แค่นี้ก็ไม่ต้องเสียเงินหลายพัน ไปใช้บริการซักเบาะซักพรมที่ คาร์แคร์ แล้ว

4. รถทั้งคันเหม็นอับ (อีกแล้ว)

นอกจากเบาะผ้าในหัวข้อก่อนหน้า ยังมีตัวการอีกเพียบ ที่เป็นตัวเก็บกลิ่นอับ ทั้งพรมปูพื้นรถ กำมะหยี่แผงข้างประตู ความสกปรกในตู้แอร์ รวมถึงเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬาที่เก็บไว้ในรถ วิธีแก้ง่ายๆ ใช้ได้ทั่วไป ก็คือ จอดรถตากแดด เปิดประตูทิ้งไว้สักครึ่งวัน เปิดพัดลมแอร์เบอร์แรงสุดไว้สักพัก กลิ่นก็จะหายไป แต่ถ้าอยู่คอนโด ไม่มีเวลา ฝนก็ตกตลอดจะทำอย่างไร

กระดาษดูดกลิ่น

ลักษณะเป็นกระดาษใยสังเคราะห์ เป็นลอนหยักๆ วางไว้เฉยๆ ใต้เบาะหน้า หรือหลังก็ได้มีความสามารถดูดกลิ่นอับชื้น และกลิ่นเหม็นอื่นๆ ภายในรถ เพราะมีส่วนผสมของถ่านและพืชดูดกลิ่นจากญี่ปุ่น

เครื่องฟอกอากาศจิ๋ว

ปกติเราจะชินกับการซื้อเครื่องฟอกอากาศในรถราคาหลายพัน แต่เดี๋ยวนี้ ยุคที่ช่องจุดบุหรี่สารพัดประโยชน์ เครื่องฟอกอากาศก็ขอใช้รูนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน ลักษณะการทำงานจะเป็นการผลิตไอออนที่มีประจุลบ และบวก เพื่อดักจับฝุ่นละออง และอนุภาคของกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้

5. ถาดยางรองท้ายรถ

ไม่ใช่ของใหม่อะไรสักเท่าไร แต่มักเป็นสิ่งที่เราละเลย และมองข้ามไปเสมอ เพราะกลิ่นอับชื้นที่เกิดขึ้นในรถ มักมาจากห้องสัมภาระด้านหลังเป็นสำคัญ

เพราะไม่ใช่เพียงรองเท้า เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์กีฬาที่เปียกชื้น ยามที่เราไปตลาดซื้อผักซื้อปลามาทำอาหาร น้ำหรือความชื้นต่างๆ ที่ติดอยู่ จะฝังลงไปในพรม เมื่อแห้งแล้วก็ไม่แล้วกัน ที่ระเหยไปพร้อมกับความชื้นมักจะมีกลิ่นอับๆ บูดๆ เน่าๆ ปนอยู่ และอบอวลอยู่ในรถ ฉะนั้นถ้าเรามีถาดยางรองพื้น เราก็จะสามารถนำออกมาทำความสะอาดได้ง่ายๆ ผึ่งลมให้แห้ง แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ อย่างนี้กลิ่นอับหายแน่นอน

6. กำจัดน้ำในถังน้ำมัน

หน้าฝนอย่างนี้ มักมีปัญหาเรื่องความชื้นสัมพัทธ์สูง หมายถึง การมีปริมาณน้ำในอากาศมากจนมีความเป็นไปได้ที่ความชื้นสามารถแทรกเข้าไปในถังน้ำมันใต้ดินในปั๊ม จนควบแน่นกลายเป็นน้ำปะปนในถังดังกล่าว

นอกจากนี้ ความชื้นยังสามารถแทรกตัวเข้ามาในถังน้ำมันเชื้อเพลิงในรถของเราได้ด้วยหลักการเดียวกัน ซึ่งหากมีปริมาณมากเข้าก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์เดินสะดุด หรือดับไปดื้อๆฉะนั้นจึงมีการผลิตอุปกรณ์กำจัดน้ำในถังเชื้อเพลิงขึ้น ทั้งกับเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล

หลักการก็คือ ปกติแล้วเมื่อมีน้ำปะปนในถังน้ำมัน จะแยกตัวกันอยู่ น้ำอยู่ด้านล่าง น้ำมันอยู่ด้านบนเนื่องจากเบากว่า ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อใช้น้ำมันไปจนถึงก้นถัง สัดส่วนของน้ำจะมีมากทำให้เข้าไปในเครื่องยนต์แล้วเดินสะดุด หรือดับ

พนักงานขายบอกกับเราว่า น้ำยาตัวนี้จะเข้าไปผสมน้ำกับน้ำมัน (ต้องเติมเต็มถัง) ให้เป็นเนื้อเดียวกัน สัดส่วนของน้ำจะมีน้อยมากจนไม่มีผลกับการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ ข้อดี คือถูกกำจัดออกไปได้ ไม่เสียน้ำมันด้วย ไม่ต้องไขนอทใต้ถังถ่ายน้ำมันออกให้หมดเปลืองใช่เหตุเท่านี้เติมน้ำมันถังหน้า ก็จะไม่มีน้ำมาปะปนอีกแล้ว

วิธีใช้ก็เพียงเทน้ำยา 1 ขวด ต่อน้ำมัน 1 ถัง ลงไปในช่องเติมน้ำมัน แล้วไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันอีกเลย

7. กำจัดสนิม

ปัญหาเรื่องสนิมมักมากับความชื้นในหน้าฝน ถ้าต้องจอดแช่น้ำนานๆ อย่างนี้แย่แน่ ยิ่งถ้าเป็นรถเก่า หรือกระทั่งรถใหม่ที่ซ่อมสี ซ่อมตัวถังมาต้องระวังเป็นพิเศษ ความชื้นมากสนิมก็ถามหาเอาง่ายๆ

เดี๋ยวนี้มีน้ำยากำจัดสนิม ที่ใช้หลังเกิดสนิมแล้ว ซึ่งบางที่เรียก “น้ำยาดูดสนิม” หลายยี่ห้อในท้องตลาด เกือบทั้งหมดจะเป็นแบบครีม ส่วนหนึ่งจะเป็นน้ำยาใสๆ ที่มักเรียกว่า “น้ำยากัดสนิม” ทั้ง 2 อย่างนี้สามารถใช้ได้โดยทาลงไปในบริเวณที่เป็นสนิม เพื่อกำจัด และไม่ให้ลุกลามบานปลาย

เทคนิคก็คือ ทาซ้ำบ่อยๆ จนกลายเป็นสีดำ หลังจากนั้นจะซ่อม หรือแต้มสีตัวรถต่อก็คลายความกังวลได้เยอะแล้ว

สินค้าเหล่านี้ มีแนวโน้มว่าใช้ได้จริง อยากรู้ว่าดีแค่ไหน ลองไปซื้อใช้ดู แล้วแจ้งประสบการณ์เรามาบ้างว่าใช้แล้วเป็นไง ใช้ดี ใช้ได้ หรือว่าไม่คุ้ม

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุด อยู่ที่ตัวคุณเอง รถจะดี ขับมานาน อุปกรณ์สู้ฝนจะเจ๋งแค่ไหน ก็พ่ายความประมาททั้งนั้น เราเห็นมานักต่อนักแล้ว…

ขอขอบคุณ บริษัท สยามออโต้แบคส์ จำกัด เอื้อเฟื้ออุปกรณ์สู้ฝน และข้อมูลสินค้า



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการบทความและสารคดี
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2552
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/8g84K
อัพเดทล่าสุด
5 Dec 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,180,000
2.
19,800,000
3.
31,900,000
4.
24,700,000
5.
1,990,000
6.
12,959,000
8.
31,900,000
10.
33,900,000
12.
3,699,000
13.
1,030,000
15.
6,000,000
17.
4,999,000
19.
23,420,000
20.
32,900,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th