บทความ

ของจริงมาแล้ว


ผ่านพ้นไปเพียงครึ่งปี ในที่สุดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศปรับตัวลดลงอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ในช่วงก่อนหน้านี้ยังมีลูกฮึดทำยอดจำหน่ายอยู่ในแดนบวกกันพอสมควร ถึงแม้ว่าบรรดาค่ายรถยนต์มีแคมเปญส่งเสริมการขายออกมากระตุ้นกำลังซื้อชนิดเดือนชนเดือน ไม่ให้ขาดตอนไป

 

แต่ความจริงก็คือความจริง ปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ในช่วงเวลานี้ ถึงแม้ว่าจะมีพลังงานทางเลือกเป็นตัวช่วยก็ตาม แต่การจะปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะแกสธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นประเภทแอลพีจี หรือ ซีเอนจี หมายถึง การที่จะต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเข้าไปในราคารถ ซึ่งกว่าจะถึงจุดคุ้มทุนก็ต้องใช้เวลากันนานพอสมควร

 

แหม…กว่าจะถึงเวลานั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าราคาจำหน่ายแกสธรรมชาติจะปรับตัวสูงขึ้นไปอีกเท่าไร และปริมาณจำนวนสถานีบริการจะเพิ่มให้เพียงพอกับความต้องการ เพื่อไม่ให้เกิดภาพรถยนต์ที่เข้าคิวกันยาวเหยียดเพื่อรอเติมแกส ทำให้เสียเวลาทำมาหากินกันเป็นชั่วโมงๆ จะลดน้อยลงไปได้มากน้อยเพียงไร รวมไปถึงปัญหาปากท้องของชาวบ้าน จะได้รับการคลี่คลายแต่ไหน ซึ่งถ้าปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้รับ การดูแลแก้ไขให้ทุเลาเบาบางไปบ้าง น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีการตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ได้ง่ายขึ้น

 

จากปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการตัดสินใจข้างต้น ทำให้ยอดรวมของการเป็นเจ้าของรถยนต์ป้ายแดงของเดือนมิถุนายน จบลงที่ 50,108 คัน ลดลงกว่าเดือนมิถุนายน ปีที่แล้ว 5.9 % และลดลงกว่าเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา 8.7 % แน่นอนว่ายอดที่หดหายไปนี้ส่วนใหญ่เป็นการหายไปของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลนั่นเอง เพราะว่าผู้บริโภคหันไปให้ความนิยมกับรถยนต์เครื่องเบนซินโดยเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแทน เนื่องจากสามารถนำไปติดแกสได้

 

แม้เครื่องยนต์ดีเซลจะได้ชื่อว่าให้ความประหยัดสูงสุดแล้วก็ตาม แต่ก็ทนรับสภาพกับราคาน้ำมันดีเซลที่กลับกลายเป็นแพงกว่าน้ำมันเบนซินไปเสียแล้วไม่ได้ อีกทั้งถ้าจะติดแกสก็ต้องถอดเครื่องยนต์เดิมที่ติดมากับตัวรถออก แล้วเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เบนซินเสียก่อน ยุ่งยากวุ่นวายเสียเงินเพิ่ม ทำเอา “เซ็งเป็ด” กันไปเลย

 

ในจำนวน 50,108 คันที่ว่านี้ โตโยตา ตีกินไป 22,471 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 44.8 % และอีกรายหนึ่งที่ยอดจำหน่ายต่อเดือนเกินหลัก 10,000 คัน ได้แก่ อีซูซุ โดยเดือนมิถุนายน ทำยอดจำหน่ายได้เพิ่มเติมอีก 10,233 คัน คิดเป็น 20.4 % อันดับที่ 3 เป็นของ ฮอนดา ที่ได้แรงตอบรับของ ฮอนดา แจซซ์ ใหม่ มาเป็นตัวเสริมยอด ทำให้เป็นยี่ห้อเดียวใน 5 อันดับยอดจำหน่ายรถยนต์ที่จำหน่ายได้มากที่สุด ที่มีการปรับตัวสูงขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว โดยเดือนมิถุนายนปีนี้ ฮอนดา จำหน่ายไปได้ทั้งสิ้น 7,960 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 15.9 % อันดับที่ 4 เป็นของ มิตซูบิชิ ที่ขยับขึ้นมาจากอันดับที่ 5 ในเดือนที่แล้ว จำหน่ายรวมทุกโมเดล (ซึ่งไม่ค่อยมีให้เลือกมากเท่าไร) ได้ 1,952 คัน ส่วนแบ่ง 3.9 % และอันดับ 5 ร่วงมาจากอันดับที่ 4 เดือนที่แล้ว เรียกว่าเป็นการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันระหว่างมิตซูบิชิ กับนิสสัน โดย นิสสัน จำหน่ายไปได้ทั้งสิ้น 1,776 คัน ส่วนแบ่งตลาด 3.5 %

 

สำหรับตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ถึงแม้ในเดือนมิถุนายน จะมียอดที่ลดน้อยถอยหลังลงไปบ้างเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน ปีที่แล้ว เป็นตลาดหลัก ตลาดเดียวที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเดือนนี้ปรับตัวสูงมากขึ้นถึง 30.1 % และเดือนนี้เริ่มมียอดออกมาให้
เห็นกันแล้วสำหรับ นาซา รถเล็กอีกบแรนด์หนึ่งจากแดนเสือเหลืองมาเลเซีย ภายใต้การกุมบังเหียนของกลุ่มยนตรกิจ ฯ อดีตเจ้าพ่อรถยุโรป โดย นาซา มียอดจำหน่ายในเดือนออกสตาร์ทนี้ 29 คัน ส่วนปโรตอน จากแดนเสือเหลืองเช่นกัน มียอดจำหน่ายในเกณฑ์เฉลี่ยใกล้เคียงกับเดือนที่แล้ว จำหน่ายไปได้ 182 คัน

 

5 อันดับแรกของรถยนต์นั่งป้ายแดงที่ยกขบวนออกจากโชว์รูม ยังคงนำหน้าเป็นอันดับ 1 ด้วย โตโยตา 9,505 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 47.7 % ขายได้มากกว่าเดือนมิถุนายน ปีที่แล้ว 14.9 % ตามด้วย ฮอนดา 7,322 คัน ส่วนแบ่งตลาด 36.7 % ปรับตัวสูงขึ้น 46.9 % ส่วนอันดับที่ 3 เป็น เชฟโรเลต์ ผู้บุกเบิก รถยนต์นั่งติดระบบแกสออกจากโรงงาน จำหน่ายไปได้ 1,017 คัน ปรับตัวสูงขึ้น 66.7 % ส่วนแบ่งตลาด 5.1 % อันดับที่ 4 นิสสัน ยอดจำหน่าย 508 คัน ส่วนแบ่งตลาด 2.5 % ปรับตัวสูงขึ้น 78.2 %

 

และอันดับที่ 5 กลับเข้าสู่ชาร์ทรถเก๋งที่มีผู้สนใจเป็นเจ้าของมากที่สุดในเดือนนี้ และเป็นอีกบแรนด์หนึ่ง ที่มีการติดตั้งระบบแกสออกจากโรงงาน เป็นรถยนต์นั่งระดับพรีเมียมที่ว่ากันว่า เวลาไปเข้าคิวรอเติมแกส ผู้เป็นเจ้าของบางคนจะมีความรู้สึกว่าถูกจับจ้องจากเพื่อนร่วมปั๊มอื่นๆ เป็นพิเศษ นั่นคือ เมร์เซเดส-เบนซ์ แต่ก็ถือเป็นการกลับสู่ความนิยม 5 อันดับแรกอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปเสียเดือนสองเดือน เมร์เซเดส-เบนซ์ กลับมาด้วยยอดจำหน่าย 407 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 2.0 % มียอดจำหน่ายที่สูงขึ้นกว่าเดือนมิถุนายน ปีที่แล้ว 31.7 % ซึ่งเมื่อรวมยอดจำหน่ายของ 5 อันดับแรก และรถยนต์นั่งบแรนด์อื่นๆ ที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดเมืองไทยในเวลานี้ ที่ส่วนใหญ่ก็มียอดจำหน่ายสูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วด้วยเช่นกัน ปรากฏว่ายอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งหมด เดือนมิถุนายนมีรวมทั้งสิ้น 19,942 คัน

 

ออกอาการซวนเซเสียรูปมวยไปเหมือนกันสำหรับรถยนต์ใช้งานเชิงพาณิชย์ ที่แต่ก่อนครองความยิ่งใหญ่เป็นเบอร์ 1 ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน อย่าง พิคอัพ 1 ตัน ขับเคลื่อน 2 ล้อ ถึงแม้ว่าจะยังมีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในบรรดารถยนต์ประเภทต่างๆ ที่มีจำหน่ายอยู่ แต่ก็ทำยอดจำหน่ายที่ปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันแล้ว

 

สาเหตุใหญ่ ไม่ต้องไปดูอื่นไกล เรื่องของราคาน้ำมันอย่างเดียวแน่นอน เดือนมิถุนายนยังคงตั้งหลักไม่อยู่ ปิดยอดจำหน่ายสำหรับรถพิคอัพ 1 ตัน ขับเคลื่อน 2 ล้อ ลดลงไป 20.7 % จากเดือนมิถุนายน ปีก่อน และลดลงจากเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ประมาณ 10 % โดยมียอดจำหน่ายรวมกันที่ 23,066 คัน
เป็นเดือนที่ยักษ์ใหญ่ในตลาดนี้ ทั้ง โตโยตา และ อีซูซุ มียอดจำหน่ายประจำเดือนไม่ผ่านหลักหมื่นคัน

 

โตโยตา ไฮลักซ์ วีโก กลับมาครองตำแหน่งพิคอัพขวัญใจมหาชนอีกครั้ง หลังจากเดือนที่แล้วพลาดไป มียอดจำหน่ายที่ 9,876 คัน ส่วนแบ่งตลาด 42.8 % ขณะที่ อีซูซุ เดือนนี้มียอดจำหน่าย 9,381 คัน ส่วนแบ่งตลาด 40.7 % ดูจากยอดจำหน่ายของ 2 ยี่ห้อแล้ว น่าจะเป็น อีซูซุ ดี-แมกซ์ เสียมากกว่าที่กำลังวังชาลดน้อยถอยลง เพราะเดือนที่แล้วยังทะลุหลักหมื่น อยู่มาเดือนนี้ทำยอดจำหน่ายหายไปเกือบ 2,000 คัน ขณะที่ โตโยตา มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1,000 คันดี ส่วนอันดับ 3 ถึงอันดับ 5 ยังคงเหมือนๆ เดิม เริ่มจาก มิตซูบิชิ ทไรทัน ในอันดับที่ 3 จำหน่ายได้ 1,274 คัน ส่วนแบ่งตลาด 5.5 %นิสสัน ฟรอนเทียร์ นาวารา 1,060 คัน ส่วนแบ่งตลาด 4.6 % และสุดท้ายเป็น มาซดา บีที-50 มียอดจำหน่าย 581 คัน ส่วนแบ่งตลาด 2.5 %

 

สำหรับตลาดนี้ถือเป็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ก็ว่าได้ ที่ทุกบแรนด์ทุกยี่ห้อมียอดจำหน่ายลดลงกว่า เดือนมิถุนายน ปีที่ผ่านมา ทุกบแรนด์ เว้นแต่ ทาทา ที่เพิ่งจะเริ่มออกสตาร์ทในเดือนพฤษภาคม

 

พิคอัพ 1 ตัน ขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็เช่นกัน ทำยอดจำหน่ายปรับตัวลดลงทุกยี่ห้อ และแน่นอนว่าส่งผลถึง ยอดจำหน่ายรวมในเดือนมิถุนายนนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ทั้งตลาดมียอดจำหน่ายรวมกันอยู่เพียงแค่ 1,240 คัน ปรับตัวลดลงจากเดือนมิถุนายน ปีที่ผ่านมาถึง 34.1 % โดยที่ไม่มียี่ห้อใดเลยมียอดจำหน่ายถึงพันคัน โตโยตา อันดับ 1 ของตลาด มียอดจำหน่ายเพียง 873 คัน ส่วนแบ่งตลาด 70.4 % อีซูซุ 205 คัน ส่วนแบ่งตลาด 16.5 % นิสสัน อันดับ 3 ขายได้ 70 คัน ส่วนแบ่ง 5.6 % มิตซูบิชิ อันดับ 4 ขายได้ 59 คัน ส่วนแบ่ง 4.8 % ฟอร์ด อันดับที่ 5 ขายได้ 13 คัน ส่วนแบ่งตลาด 1.0 %

 

ตลาดที่เปลี่ยนแปลงในทางลบมากที่สุด ได้แก่ ตลาดรถเอสยูวี ปรับตัวลดลงถึง 37.0 % เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน ปี 2550 ตลาดนี้ยอดจำหน่ายหายไปเกือบๆ พันคัน เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม โตโยตา มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในแต่ละเดือน และเดือนนี้ก็เช่นกัน ยังมียอดจำหน่ายที่สูงที่สุด แต่เทียบกับเดือนที่แล้ว ก็มียอดจำหน่ายที่ลดลงสูงที่สุดด้วยเช่นกัน

 

ยอดจำหน่ายรถเอสยูวีของ โตโยตา เดือนมิถุนายน อยู่ที่ 840 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 44.3 % ฮอนดา ซีอาร์-วี 638 คัน ส่วนแบ่งตลาด 33.6 % เชฟโรเลต์ แคพทีวา 159 คัน ส่วนแบ่ง 8.4 % อีซูซุ 83 คัน ส่วนแบ่ง 4.4 % และ ฟอร์ด 71 คัน ส่วนแบ่งตลาด 3.7 % ยอดรวมทั้งตลาด 1,898 คัน

 

สำหรับรถเอมพีวี ถึงจะมียอดจำหน่ายลดลงกว่าเดือนที่แล้ว แต่เนื่องจากช่วงปีก่อนมียอดขายต่ำ ทำให้เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซนต์ความแตกต่างแล้ว ยอดจำหน่ายเดือนมิถุนายนปีนี้ ยังสูงกว่าเดือนนี้ ในปีที่แล้ว มียอดจำหน่ายรวมทุกยี่ห้อได้ 640 คัน เติบโตสูงขึ้น 5.6 %



------------------------------
เรื่องโดย : ขุนสัญจร
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กันยายน ปี 2551
คอลัมน์ : วิถีตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/DNHsO
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
6,799,000
2.
3,249,000
4.
53,500,000
6.
3,600,000
7.
4,539,000
8.
13,339,000
9.
2,999,000
10.
1,749,000
11.
1,800,000
13.
499,000
14.
979,000
15.
990,000
16.
4,090,000
17.
1,699,000
18.
3,299,000
19.
5,399,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th