บทความ

1,600 เป็น 2,200


เพิ่งยกย่องชมเชยกรมขนส่งทางบก ไปหมาดๆ เมื่อฉบับก่อน ฉบับนี้ก็มีดอกไม้มาฝากประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนอีกแล้ว ที่นี่ขอยกสองมือเชียร์การทำงานหนนี้

 

เป็นเรื่องปกติของผู้ประกอบรถกระบะในอดีต เนื่องจากกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่า น้ำหนักของรถกระบะ 4 ล้อ ไม่ให้เกิน 1,600 กก. แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาสูงขึ้น โดยเฉพาะรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่จะต้องมีเพลาขับแยกไปยังล้อทั้ง 4 บรรดาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งหลาย ก็ต้องขนประกอบเข้าไปในรถ เพื่อให้ล้ำหน้ากว่าคู่แข่งขัน น้ำหนักรถโดยรวมทั้งหมด หลังจากประกอบเสร็จออกมาเป็นตัวรถแล้ว ไม่มีค่ายรถกระบะค่ายไหน ที่น้ำหนักต่ำกว่า 1,600 กก.

 

ดังนั้น การจะนำรถรุ่นทอพ เอาไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพ ก็เลยกลายเป็นเรื่องสนุกของพนักงานโรงงาน ในการแข่งขันกันว่า จะถอดอะไรออกดี ให้น้ำหนักมันลดลง เฉียดฉิวกันอยู่ที่ 1,550 กก. เพื่อป้องกันปัญหาทั้งปวง

 

เรื่องแรก มองบนคอนโซลก่อน ว่าเอาอะไรออกได้บ้าง วิทยุ เครื่องปรับอากาศ ช่องลม สิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการบังคับขับเคลื่อน ถูกถอดออกหมด ตรงไหนที่เป็นช่องเป็นรู ก็เอาพลาสติคสีดำมาประกบไว้ เบาะที่เป็นเบาะนั่งหนังอย่างดี ก็ถูกเปลี่ยนเป็นเบาะผ้ารุ่นเก่า ที่น้ำหนักน้อย แผงข้างประตู เปลี่ยนจากหรูหราเป็นแบบเรียบ

 

เปิดฝากระโปรงขึ้นมา เอาอะไรออกได้บ้างอีก โดยที่รถยังวิ่งได้ ถังฉีดน้ำใบปัดน้ำฝน ฝาครอบ และยึดแบทเตอรีที่เป็นเหล็ก ถูกเปลี่ยนเป็นพลาสติค กระบังที่บังพัดลมหม้อน้ำเอาออก ก็รถวิ่งเดี๋ยวเดียว เครื่องยังไม่ทันร้อน ที่ว่านี่เป็นรถแค่เพียงคันเดียว ทำขึ้นมาเพื่อนำไปตรวจสภาพเท่านั้น ไม่ใช่รถที่เห็นกันอยู่บนโชว์รูมทั่วไป ที่มีอุปกรณ์ประกอบมากมาย

 

พอดำเนินการเสร็จ ก็ต้องหาเครื่องชั่งมาชั่ง แต่เพื่อไม่ให้เสียชื่อว่าไทยทำ บางโรงงานเล่นขับออกจากโรงงานไปหาเครื่องชั่งที่ลานมัน ดูว่าน้ำหนักใกล้เคียงหรือยัง เป็นเรื่องสนุกกันไป

 

ทีนี้ถ้าน้ำหนักยังไม่ใกล้เคียง ยางอะไหล่ เอาออกอีก ถ้าจำเป็นต้องใส่ ใช้กระทะล้อธรรมดา เบาหน่อย ไม่ต้องเติมลมด้วย บรรดาน้ำทุกชนิดที่อยู่ในรถ ไล่กันมาตั้งแต่น้ำหม้อน้ำ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบนซิน น้ำมันนานาชนิด เอาออกทุกอย่างครึ่งหนึ่ง ก็วิ่งเดี๋ยวเดียวนี่นา เครื่องยังไม่ทันร้อนด้วยซ้ำ

 

พอถึงกำหนดนัดนำรถไปตรวจสภาพที่ขนส่งทางบก ฯ เพราะเป็นรถรุ่นใหม่ ก็ยกโขยงกันไป ทดลองชั่งกันก่อน ขาดไหม เกินไหม เจ้าหน้าที่ก็พยายามอะลุ้มอล่วยกันเต็มที่ เพราะพอมองเข้าไปในรถแล้ว เหมือนกับเป็นรถสมัยเมื่อสัก 20 ปีก่อนเลย

 

ขนาดยักษ์ใหญ่ค่ายรถกระบะนี่แหละ อย่ารู้เลยว่าเจ้าไหน ยังเคยปล่อยไก่หลุดมาเป็นเล้า เพราะในแคทาลอกรุ่นแรกๆ ที่ออกมาในงานแถลงข่าว ระบุน้ำหนักรถเอาไว้ เกินกว่ากฎหมายกำหนด พอนักข่าวทักท้วงเข้า ก็กลายเป็นแคทาลอกพิมพ์ผิด เป็นเรื่อง JOKE ใส่ไข่ชามใหญ่กันมาแล้ว

 

แค่เรื่องน้ำหนักเรื่องเดียว เล่นเสียเกือบครึ่งตอนแล้ว

กรมขนส่งทางบก ก็เลยมีร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ได้ออกความเห็นกัน เสียแต่ว่าท่านให้ร่วมแสดงความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 10-31 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมาเท่านั้น

 

จากนั้น ท่านก็จะดำเนินการให้ออกมาเป็นพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ขออนุญาตใช้เนื้อหาในร่างมานำเสนอ เพราะท่านร่างเก่งเหลือเกิน

“โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติบางมาตรา ของพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พศ. 2522 ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาของเทคโนโลยี ตลอดจนเพื่อให้เกิดความคล่องตัว และเอื้อต่อการปฏิบัติงาน รวมทั้งเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก ปรับปรุงคำนิยาม “การขนส่งส่วนบุคคล” กำหนดน้ำหนักของรถที่ต้องขออนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคล จากหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม เป็นสองพันสองร้อยกิโลกรัม เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงน้ำหนักของรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล

 

แก้ไขเพิ่มเติมน้ำหนักของรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก จากเดิม น้ำหนัก “ไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม” เป็น “ไม่เกินสองพันสองร้อยกิโลกรัม”

 

ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบก เพื่อให้มีผู้แทนจากภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

ตามมาด้วยร่างที่สอง

“เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตรถได้มีการพัฒนาขึ้นอยู่เสมอ มีผลทำให้น้ำหนักของรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่กำหนดไว้ไม่เกิน พันหกร้อยกิโลกรัม ไม่มีความเหมาะสม เกิดข้อขัดข้องในทางปฏิบัติในการรับจดทะเบียน สมควรปรับปรุงน้ำหนักรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลเป็นไม่เกินสองพันสองร้อยกิโลกรัม… การยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับแผ่นป้ายทะเบียนเพื่อขายหรือเพื่อซ่อม การกำหนดให้นายทะเบียนมีอำนาจอนุญาตให้ใช้รถที่ยังไม่จดทะเบียนและเสียภาษีประจำปีได้ การกำหนดผู้ขายมีหน้าที่ออกใบรับรถให้แก่ผู้ซื้อ นับแต่วันที่ส่งมอบรถ

 

ผู้จำหน่ายรถมีหน้าที่ต้องออกใบรับรถในวันส่งมอบรถให้แก่ผู้ซื้อที่จะนำรถมาจดทะเบียน เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการจดทะเบียน ผู้ซื้อรถมีหน้าที่เสียภาษีประจำปี โดยคำนวณตั้งแต่วันที่ได้รับใบรับรถจากผู้จำหน่ายรถ และในกรณีที่ผู้ซื้อไม่มาจดทะเบียนภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่กำหนดไว้ในใบรับรถ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละห้าต่อเดือน

 

ให้ผู้ตรวจการมีอำนาจสั่งให้ผู้ขับหยุดรถเพื่อทำการตรวจสอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

การอนุญาตให้นำรถมาใช้เป็นการชั่วคราว ฉบับละ 2,000 บาท เครื่องหมายพิเศษสำหรับรถที่ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้เป็นการชั่วคราว แผ่นละ 3,000 บาท และเครื่องหมายแสดงการใช้รถ แผ่นละ 3,000 บาท”

 

นั่นเป็นเรื่องทั้งหมดในร่างใหม่ 2 ฉบับ ส่วนฉบับหลังนี่ ท่านเลิกป้ายแดงไป 1 อย่าง แต่จะออกเป็นใบอนุญาต โดยค่าใบอนุญาต และเครื่องหมายประกอบ หลวงท่านเก็บเข้าคลัง ไม่ขายป้ายแดงเป็นคู่แล้ว ผู้ขายรถก็มีหน้าที่ออกใบรับรถ แล้วก็ยึดวันที่ในใบรับรถ ถ้าเกิน 90 วัน ท่านยังไม่ได้รับป้ายดำ ก็หมายความว่า ผู้ซื้อรถมีหน้าที่เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 5 ต่อเดือน

 

เฮ้อ เพิ่งชมร่างฉบับแรกไปหมาดๆ พอเจอร่างที่ 2 เข้านี่ มันชมไม่ออกเลยขอรับท่านผู้ชม

เอาเป็นว่าก้มหน้าก้มตาออกไข่เป็นทองต่อไปก็แล้วกันนะขอรับ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2551
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/xgF5f
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง