บทความ

ดอดจ์


ดอดจ์
เตรียมขายรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งรุ่นใหม่

ดอดจ์ เจอร์นีย์ (DODGE JOURNEY) หรือ ในอีกชื่อหนึ่งว่า วอยาเจอร์ (VOYAGER) เป็นรถอเนกประสงค์ที่ใช้โครงสร้างตัวถังร่วมกับรถรุ่นต่างๆ ของ ไครสเลอร์ ดอดจ์ และ จีพ อีก 5 รุ่น ด้วยการยืดฐานล้อออกไปถึง 2,890 มม. ทำให้สามารถจัดห้องโดยสารแบบที่นั่ง 3 แถวได้อย่างสบาย

พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง จัดว่ากว้างขวางไม่น้อย และมีขนาดใหญ่กว่า ฟอร์ด เอส-แมกซ์ (FORD S-MAX) จะเป็นรองแค่เพียงรถรุ่น กแรนด์ วอยาเจอร์ (GRAND VOYAGER) รุ่นพี่ในค่ายเดียวกัน

ห้องโดยสารสามารถปรับการใช้งานได้หลายรูปแบบ ที่นั่งแถวที่ 2 สามารถปรับเลื่อนสไลด์ได้ และสามารถพับยกเพิ่มความสูงให้เป็นที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กได้ ภายในห้องโดยสารมีช่องเก็บสัมภาระหลายตำแหน่ง และมีช่องเย็นอีก 2 ช่อง และบริเวณพื้นห้องโดยสารด้านหลัง มีช่องเก็บน้ำอัดลมกระป๋องได้ถึง 12 กระป๋อง

ภายใต้ฝากระโปรงเป็นขุมพลังจากค่าย โฟล์คสวาเกน มีให้เลือกถึง 2 รุ่น คือ เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 140 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร 145 แรงม้า ซึ่งเครื่องยนต์เบนซินนั้น ใช้ร่วมกับ มิตซูบิชิ และ ไครสเลอร์ อีกหลายรุ่น

ระบบถ่ายทอดกำลังมีทั้งเกียร์ธรรมดา และอัตโนมัติ ที่มีให้เลือกใช้กับเครื่องยนต์ทั้ง 2 รุ่น อาทิ เครื่อง
ยนต์ดีเซลใช้ระบบเกียร์ 6 จังหวะ แบบคลัทช์คู่ ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน จะใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ

 

ฟอร์ด
เผยโฉมรถเอสยูวี รุ่นเล็ก เตรียมขายกลางปี 2551

คูกา (KUGA) เป็นรถเอสยูวี ขนาดเล็ก โดยใช้โครงสร้างตัวถังร่วมกับ ฟอร์ด โฟคัส มีแผนจะจำหน่ายกลางปีหน้า โดยมีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อน 4 ล้อ ภายในห้องโดยสารสามารถเลือกชุดตกแต่งได้ตามความต้องการ

ฟอร์ด ต้องเดินหน้าตามกระแสตลาด ด้วยการเปิดตัว คูกา รถเอสยูวี ขนาดเล็กรุ่นใหม่ หลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จในการดันยอดขายของ ฟอร์ด เอส-แมกซ์ , กาแลกซี และ มนเดโอ ให้เป็นไปตามที่คาดหวัง

หนทางข้างหน้าไม่ปลอดโปร่งมากนักสำหรับ ฟอร์ด คูกา เพราะต้องเจอกับคู่แข่งมากมาย อาทิเช่น โตโยตา รัฟโฟร์ ที่ครองตลาดมานาน โฟล์คสวาเกน ทีกวน ที่กำลังร้อนแรง และ นิสสัน กัชไก รถครอสโอเวอร์ ที่ถูกวางให้เป็นทั้งรถท้ายลาด และสปอร์ทอเนกประสงค์

ด้วยแนวคิดออกแบบ คีเนทิค (KINETIC) ของ ฟอร์ด ที่ให้รูปทรงค่อนข้างดุดัน แนวเส้นข้างเฉียงสูงขึ้นไปทางด้านท้าย ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยวเร้าใจ บานประตูหลังสามารถแยกเปิดเฉพาะบานกระจกได้

คูกา ใช้โครงสร้างตัวถังรหัส C1 ซึ่งใช้อยู่ใน ฟอร์ด โฟคัส นอกจากนั้นยังใช้ใน แลนด์ โรเวอร์ ฟรีแลน เดอร์ อีกด้วย สำหรับรุ่นมาตรฐานจะใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า นอกจากนั้นยังมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ “INTELLIGENT” ให้เลือกด้วย ซึ่งวิศวกรของ ฟอร์ด ยืนยันว่าสามารถขับเคลื่อนในเส้นทางทุรกันดารได้

ในการเปิดตัวครั้งแรก จะมีเพียงเครื่องยนต์แบบเดียว คือ เครื่องยนต์ดีเซล ความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 134 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ น่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ส่วนในปีต่อไปอาจจะมีเครื่องยนต์เทอร์โบ 2.5 ลิตร ให้เลือกใช้อีก 1 รุ่น

การจัดวางอุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร ไม่ต่างจากรุ่นอื่นๆ ของ ฟอร์ด นอกจากเบาะนั่ง และแผงข้างที่สามารถเลือกการตกแต่งได้ด้วยการเดินเส้นสีส้ม และคอนโซลกลางสีขาว นอกจากนั้นยังสามารถเลือกตกแต่งภายในได้หลายรูปแบบ ตามโพรแกรมของ ฟอร์ด

นอกจากนั้น ยังมีออพชันให้เลือกมากมาย เช่น ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว หลังคากระจก และกล้องวงจรปิดในด้านหลัง

ผู้บริหารของ ฟอร์ด ตั้งเป้าหมายการจำหน่ายไว้ 65,000 คัน/ปี โดยการเพิ่มฐานการผลิตที่โรงงานซาร์ร์หลุยส์ ในประเทศเยอรมนี ซึ่งจะสามารถทำยอดการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว ด้วยนโยบายที่ต้องการผลักดันให้เป็นรถระดับสากล ที่ต้องการเจาะตลาดสหรัฐ ฯ ด้วยฐานการผลิตนอกสหรัฐ ฯ

 

เกีย
เผยโฉมรถต้นแบบ สปอร์ทคูเป ใหม่แกะกล่อง

เกีย กี (KIA KEE) เป็นรถสปอร์ทคูเป เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ด้วยการออกแบบที่งดงาม ลงตัว และสมดุลที่สุดไม่มีข่าวคราวจากวงในของ เกีย ว่าคูเปคันนี้ ใช้โครงสร้างตัวถังของรถรุ่นใด แต่ที่แน่ๆ จะถูกจัดให้อยู่ในระดับต่ำกว่า เอาดี ทีที โดยมีสัดส่วนที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์การออกแบบของยุโรป และกฎหมายความปลอดภัยจากการชน หากมีการสร้างจริงก็ยังไม่เป็นที่ตกลงว่า จะใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า หรือล้อหลัง หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ อย่างไรก็ตาม รูปทรงภายนอกมีรายละเอียดมากเกินกว่าที่จะเป็นเพียงรถแนวคิด ด้วยการเดินเส้นที่โดดเด่น ให้ความรู้สึกลื่นไหล ซึ่งกำลังจะกลายเป็นเอกลักษณ์ของ เกีย ในอนาคต

หากผลิตขึ้นจริง น่าจะเป็นรถธงที่ทำยอดจำหน่ายได้ไม่น้อย ด้วยความเป็นรถสปอร์ทคูเป ที่มีความปราดเปรียวมากที่สุดในกลุ่มรถจากเกาหลีด้วยกัน

 

ซูซูกิ
วาดฝัน ดัน “คิซาชิ” ผงาดตลาดโลก

วิศวกรของค่าย ซูซูกิ ท้าทายผู้ผลิตรถซาลูน ที่กำลังได้รับความนิยมสูงในยุโรป และสหรัฐอเมริกา ด้วยการเปิดตัวรถแนวคิด ซูซูกิ คิซาชิ (SUZUKI KIZASHI) รถซาลูน รุ่นหรูหราของค่าย เพื่อผลักดันให้บริษัท ฯ สามารถติดอันดับ 1 ใน 10 ของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในโลก

ด้วยการพัฒนาโครงสร้างตัวถังขึ้นมาเฉพาะสำหรับ คิซาชิ โดยเฉพาะ โดยจะเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ ต้นปี 2552 และมีกำหนดการวางจำหน่ายในประเทศอังกฤษ ภายในปีเดียวกัน

ด้วยความยาวตัวรถถึง 4.6 เมตร ซูซูกิ คิซาชิ ถูกจัดให้เป็นรถครอบครัวขนาดใหญ่ โดยมีตัวถังให้เลือก2 แบบ คือ 5 ประตูสปอร์ท ทัวเรอร์ เหมือนอย่างรถต้นแบบ และเป็นตัวถัง 4 ประตูซาลูน

การออกแบบรูปทรงภายนอก นอกจากช่องดักลม และชุดโคมไฟในด้านหน้าที่ออกแบบได้อย่างโฉบเฉี่ยวแล้ว การออกแบบในส่วนอื่นๆ จัดว่าเรียบง่ายจนสามารถผลิตมาใช้งานได้จริง

ภายใต้ฝากระโปรง มีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นไปได้ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล ตั้งแต่เครื่องยนต์4 สูบเรียง ความจุระหว่าง 2.0 ลิตร จนถึงเครื่องยนต์ วี 6 สูบ 3.8 ลิตร ส่วนระบบขับเคลื่อนเป็นที่แน่นอนแล้วว่า จะใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

ด้วยการเพิ่มรุ่นของรถในค่ายตลอดมา จะสามารถผลักดันให้บริษัท ฯ สามารถทำยอดขายได้ถึง 3ล้านคัน/ปี ซึ่งจะทำให้ ซูซูกิ ติดอันดับ 8 ของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่

 

มาซดา
เตรียมเปิดตัวรถใหม่ อาร์เอกซ์-7

มาซดา อาร์เอกซ์-7 (MAZDA RX-7) ใหม่ เปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์โตเกียว ด้วยรูปแบบของรถซูเพอร์คูเป ที่จะเป็นรถซูเพอร์สปอร์ท คันล่าสุด

ด้วยการออกแบบเน้นแนวเส้นที่ลื่นไหล ปราดเปรียว มีความเป็นรถสปอร์ท ที่โดดเด่นชัดเจนกว่า มาซดา อาร์เอกซ์-8 รถสปอร์ท 4 ประตู ที่เปิดตัวไปแล้ว

เหมือนต้องมนต์ขลังที่ทำให้หลายคนใน มาซดา ยังคงประทับใจกับพลังความเป็นสปอร์ทคูเป ของ อาร์เอกซ์-7 อย่างไม่เสื่อมคลาย

ในงานมหกรรมยานยนต์โตเกียว ค่าย นิสสัน จะมีการเปิดตัว สกายไลน์ จีที-อาร์ ใหม่ ส่วนค่าย เลกซัส ก็เตรียมการเปิดตัวรถรุ่น แอลเอฟ-เอ ซูเพอร์คาร์ คันล่าสุด พร้อมๆ กับค่าย ฮอนดา ได้เปิดตัว เอนเอสเอกซ์ ใหม่ แล้วทาง มาซดา จะอยู่นิ่งได้อย่างไร ต้องผลักดันสุดยอดสปอร์ท สายพันธุ์ซูมซูม ออกมาสักคันให้ได้

มาซดา อาร์เอกซ์-7 ใหม่ ใช้ขุมพลังจากเครื่องยนต์โรตารี ที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ด้วยการจัดวางเครื่องยนต์ในแนวนอน และขับเคลื่อนล้อหลัง พร้อมรูปทรงลู่ลมซึ่งจะเป็นการกำหนดทิศทางการออกแบบ และเทคโนโลยีที่จะใช้ในอนาคต

แรงบันดาลใจสำหรับ อาร์เอกซ์-7 ใหม่ ได้มาจากรถแนวคิด รียูกะ (RYUGA) และ นากาเร (NAGARE) ที่เน้นรูปทรงลู่ลม และลื่นไหลตามหลักอากาศพลศาสตร์

 

มิตซูบิชิ
ปลุกกระแส ปินิน ในรถต้นแบบรุ่นใหม่

ค่าย มิตซูบิชิ ปลุกวิญญาณรถธงคันเก่ง โชกุน ปินิน (SHOGUN PININ) อีกครั้งในงานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ท ด้วย มิตซูบิชิ ซีเอกซ์ (MITSUBISHI CX) ด้วยรูปแบบของรถขับเคลื่อน 4 ล้อขนาดเล็ก ที่ประสบความสำเร็จเหมือนกับรุ่น มีนี โชกุน (MINI SHOGUN) ได้รับเมื่อปี 2548

นอกจากเป็นรถขนาดกะทัดรัดแล้ว ยังเป็นรถต้นแบบสำหรับการใช้เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ มลพิษต่ำ โดยจะเปิดตัวในยุโรป ภายในปี 2552 ก่อนหน้าที่บริษัทอื่นๆ จะชิงเปิดตัวตัดหน้าไปก่อน

เครื่องยนต์ที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ความจุ 1.8 ลิตร ให้พลังสูงสุด 134 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 28.4 กก.-ม. ทั้งยังเป็นไปตามข้อกำหนดไอเสีย ระดับ EURO 5 ด้วย

ระบบถ่ายทอดกำลังจะใช้ระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ ที่จะใช้ใน แลนเซอร์ เอโวลูชัน ใหม่ โดยมีโหมดขับเคลื่อนให้เลือกใช้ คือ NORMAL, SPORT (ชิฟท์เกียร์ในรอบที่สูง) และ S-SPORT ซึ่งจะชิฟท์เกียร์ในรอบที่สูงกว่าปกติ ส่วนระบบขับเคลื่อนสามารถเลือกใช้ได้ทั้งขับเคลื่อน 2 และ 4 ล้อ พร้อมระบบลอคกิง เซนเตอร์ ดิฟฟ์ (LOCKING CENTRE DIFF)

 

โวลโว
เปิดตัว “อัลโคการ์ด” ช่วยลดอุบัติเหตุเมาแล้วขับ

โวลโว แนะนำระบบ “อัลโคการ์ด” นวัตกรรมล่าสุดที่ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจากเมาแล้วขับ
เป็นรายแรกในตลาด ระบบอัลโคการ์ด สามารถตรวจจับแอลกอฮอล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง (FUEL-CELL TECHNOLOGY) ซึ่งใช้ง่าย และไว้วางใจได้ ทั้งนี้ วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) ฯ มีแผนจะนำระบบอัลโคการ์ด มาใช้ในรถ โวลโว ในปี 2551

พอล สโตคส์ ประธานบริหาร บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “อัลโคการ์ด เป็นเครื่อง
มือที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยในการตัดสินใจแทนผู้ขับขี่ในขณะมึนเมา เพราะในปัจจุบันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนในยุโรป ถึง 1 ใน 3 และมากกว่าครึ่งในประเทศไทย ล้วนมีสาเหตุมาจากการดื่มสุราแล้วขับรถ ดังนั้น ความท้าทาย 3 ประการในการสร้างสภาพแวดล้อมในการขับขี่ที่ปลอดภัยของ โวลโว ก็คือ เรื่องความเร็ว การไม่ใช้เข็ดขัดนิรภัย และปัญหาเมาแล้วขับ ระบบอัลโคการ์ด เกิดขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุเมาแล้วขับรถโดยเฉพาะ”

ระบบอัลโคการ์ด จะได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์เสริมตามความต้องการของผู้ใช้รถใน โวลโว เอส 80,วี 70 และ เอกซ์ซี 70 ตั้งแต่ปี 2551 และจะมีใช้ในรถขนาดเล็กของ โวลโว ภายในเดือนสิงหาคม โวลโว คาดหวังว่าจะมียอดจำหน่ายระบบดังกล่าวประมาณ 2,000 คัน/ปี และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ระบบอัลโคการ์ด ใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งตำรวจในยุโรปใช้กันมาก โดยก่อนที่จะสตาร์ทรถยนต์ ผู้ขับขี่จะต้องเป่าลมเข้าไปในอุปกรณ์ไร้สายขนาดเท่ากับรีโมทคอนทโรลขนาดเล็ก ซึ่งเก็บไว้ที่ช่องด้านหลังคอนโซลกลาง อุปกรณ์ดังกล่าวจะวิเคราะห์ลมหายใจของผู้ขับขี่ และแปลงผลลัพธ์ออกมาเป็นสัญญาณวิทยุ ซึ่งจะส่งต่อไปยังระบบควบคุมไฟฟ้าของรถ หากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมีมากกว่า 0.2 กรัม/ลิตร ผู้ขับขี่จะไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ ขณะเดียวกันด้วยระบบเซนเซอร์ คุณภาพสูง ผู้ขับขี่จะไม่สามารถใช้ลมจากนอกรถ หรือจากปั๊มกับอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้

ผลลัพธ์ของการทดสอบลมหายใจ จะแสดงออกมาบนอุปกรณ์ขนาดพกพาในรูปของไฟ 3 สี โดยสีเขียว หมายถึง ผู้ทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ในระดับ 0.0-0.1 กรัม/ลิตร สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ สีเหลือง หมายถึง ผู้ทดสอบมีปริมาณแอลกอฮอล์ในระดับ 0.1-0.2 กรัม/ลิตร สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ แต่ผู้ทดสอบลมหายใจไม่ควรเป็นผู้ขับขี่ และสีแดง หมายถึง ผู้ทดสอบมีปริมาณแอลกอฮอล์ในระดับที่มากกว่า 0.2 กรัม/ลิตร ไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ แม้ว่าอุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ จะเป็นอุปกรณ์ไร้สาย และผู้ขับขี่สามารถพกพาออกไปนอกตัวรถได้ แต่ผลของการตรวจวัดจะยังคงแม่นยำเสมอ ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้ที่ไหน หากแต่ในระยะ 10 เมตรเท่านั้น ที่อุปกรณ์จะสามารถเชื่อมต่อกับระบบในตัวรถได้ โดยในอุณหภูมิห้อง ระบบจะใช้เวลาเตรียมพร้อม สำหรับการทำงาน 5 วินาที และเพื่อไม่ให้ผู้ขับขี่ต้องรอนาน ระบบปรับอากาศภายในรถจะทำงานทันที
ที่รถถูกเปิดลอค และเพื่อให้ระบบอัลโคการ์ด สามารถทำงานได้ดี ทั้งในสภาวะอากาศที่ร้อนจัดและเย็นจัด ผู้ขับขี่ควรใช้สายชาร์จซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมที่เตรียมไว้ให้

ขณะเดียวกัน ระบบอัลโคการ์ด ของ โวลโว ถือว่าเป็นเพียงอุปกรณ์เสริมเท่านั้น ผู้ขับขี่จะต้องเป็นผู้ตัด
สินใจในขั้นสุดท้าย โดยใช้ข้อมูลที่ระบบอัลโคการ์ด เตรียมไว้ให้เป็นข้อมูลสนับสนุนเพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือในสภาวะที่อุปกรณ์สูญหาย ระบบอัลโคการ์ด ยังได้จัดเตรียมฟังค์ชันสำรองไว้ให้ผู้ขับขี่ได้ใช้ โดยมีให้เลือก 2 แบบ คือ แบบใช้ได้ไม่จำกัดครั้ง และแบบใช้ได้ครั้งเดียว



------------------------------
เรื่องโดย : อกนิษฐ์ ทัพภะสุต
ภาพโดย : -
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2550
คอลัมน์ : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/SuUnT

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
22 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th