บทความ

เรียวอิจิ ซาซากิ


ปีที่ผ่านมา โตโยตา ขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถพิคอัพ ครั้งแรกในรอบ 10 ปี ส่วนรถประเภทอื่น โตโยตา
ก็ยังรักษาแชมพ์ไว้ได้แทบทุกตลาด ปีนี้ โตโยตา จึงต้องวางกลยุทธ์อย่างรอบคอบเพื่อรักษา
ตำแหน่งแชมพ์ และก้าวหนีคู่แข่งให้ไกลกว่าเดิม “4 WHEELS” สัมภาษณ์พิเศษ เรียวอิจิ ซาซากิ
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด (TMAP) กรรมการ
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และเจ้าหน้าที่บริหาร โตโยตา มอเตอร์ คอร์พอเรชัน

 

4 WHEELS : คุณมองตลาดในภูมิภาคนี้อย่างไร ?

ซาซากิ : ผมดูแลคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งประเทศอินเดีย ปากีสถาน
ไต้หวัน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และกลุ่มประเทศแถบเอเชีย-โอเชียเนีย ไม่รวมประเทศจีน ซึ่งประเทศเหล่านี้เพิ่งฟื้นตัวจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา และกำลังอยู่ในช่วงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ปลายปี 2548-2549 บางประเทศประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน ส่วนประเทศไทย และประเทศอื่นๆ แม้ไม่ตกลงไปมาก แต่ก็ไม่ได้มีการขยายตัวในอัตราสูงเช่นที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ อาจไม่มีปัจจัยใดที่จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม
ในระยะยาว ยังมีโอกาสที่ประเทศในภูมิภาคนี้จะกลับมามีภาวะเศรษฐกิจที่ดีมากขึ้นในอนาคต

ปัจจุบัน โตโยตา มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 เกือบทุกประเทศในภูมิภาคนี้ ยกเว้นบางประเทศ
ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ NATIONAL CAR โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศไทย
ประมาณ 42-43 % ในประเทศอื่นๆ ก็เช่นกัน เรามีแชร์ 40 % เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
นับว่า โตโยตา ได้รับความนิยมเป็นอย่างดีจากลูกค้าในภูมิภาคนี้

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคอาเซียนไม่เพียงเป็นตลาดที่น่าสนใจเท่านั้น
แต่ยังเป็นฐานการผลิตที่สำคัญอย่างมาก บริษัท ฯ มองว่า นอกจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายในภูมิภาคนี้แล้ว ในส่วนของการผลิต เราสามารถผลิตชิ้นส่วน ของรถยนต์ในภูมิภาคนี้ เพื่อส่งไปจำหน่ายในอีกหลายประเทศได้ ซึ่ง โตโยตา มีเครือข่ายที่เข้มแข็งที่สุดที่จะช่วยสนับสนุนการผลิตได้เป็นอย่างดี โดยประเทศที่มีความโดดเด่นด้านการผลิตในปัจจุบัน คือ ไทย มาเลเซีย และไต้หวัน

4 WHEELS : คุณมีหน้าที่รับผิดชอบในด้านใด
และวางนโยบายเพื่อพัฒนาการทำงานในภูมิภาคนี้อย่างไร ?

ซาซากิ : โตโยตา มีโครงการ INTERNATIONAL INNOVATIVE MULTIPURPOSE VEHICLE (IMV)
ซึ่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิต และส่งออกไปทั่วโลก และยังได้มีการรับพนักงานประเทศอื่นๆ
ที่ไม่ใช่อาเซียนมาฝึกอบรมภายใต้โครงการนี้ นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งศูนย์ APGPC หรือ ASIA
PACIFIC GLOBAL PRODUCTION CENTER ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านการผลิต
ให้แก่พนักงานในเขต/นอกเขตภูมิภาคอาเซียนด้วย รวมทั้งยังมีศูนย์อาร์แอนด์ดี ปัจจุบันมีทีมวิศวกรทำงาน
อยู่ประมาณ 500 คน นับเป็นฐานกำลังที่สำคัญในการพัฒนาสินค้า ที่เหมาะสมกับภูมิภาคนี้

ผมเป็นประธาน TMAP THAILAND และ TMAP SINGAPORE ซึ่ง 2 บริษัทนี้จะทำงานประสานกัน
โดย TMAP THAILAND จะดูแลการผลิตในภูมิภาค และ TMAP SINGAPORE จะดูแลการตลาด ซึ่งในส่วน
ของสิงคโปร์จัดตั้งมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ประเทศไทยจะเริ่มอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน นอกจาก
นี้ยังดูแลศูนย์อาร์แอนด์ดี TTC-AP

ทั้ง 3 บริษัทนี้จะประสานงานร่วมกัน ในการเป็นผู้นำบริษัทย่อยในแต่ละประเทศ
ตลอดจนให้การสนับสนุนการทำงานด้านต่างๆ ของบริษัทย่อย ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละบริษัทย่อยจะมีแนวทางและนโยบายเป็นของตัวเอง แต่ถ้ามองภาพรวมในภูมิภาคแล้ว เราน่าจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีการเปลี่ยนรถรุ่นใหม่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ต้องมีการศึกษาความต้องการของแต่ละประเทศ แล้วดึงความต้องการมาแฝงในสินค้า พร้อมกับดูด้วยว่าจะผลิตประเทศไหนดีที่สุด ซึ่งการทำสินค้าใหม่ ต้องมีการพัฒนา โดยเป็นหน้าที่ของ อาร์แอนด์ดี มีการเตรียมความพร้อมด้านการผลิต โดยให้แต่ละประเทศเตรียมความพร้อม หากมองภาพรวม โตโยตา ประเทศไทยมีพนักงานด้านการผลิต 200 คน ทำงานได้ แต่ถ้ารวมทั้งภูมิภาคมีถึง 400 คน ถ้านำมารวมกันก็จะทำให้ใหญ่ขึ้น และยังทำให้วิศวกรในแต่ละประเทศได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ดังนั้นการจัดตั้ง TMAP ขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางดูแลการผลิตและการขายในภูมิภาคนี้ และ APGPC
จะช่วยยกระดับคนในภูมิภาคนี้ให้มีความสามารถทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพในการทำงาน
ประสิทธิภาพในการผลิต การลดต้นทุน วิธีการขายที่เหมาะสม ซึ่งการทำงานร่วมกันจะช่วยยกระดับ
ภูมิภาคนี้ให้ดียิ่งขึ้น

การเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคนี้ ไม่ได้ทำให้บริษัทหยุดนิ่ง บริษัท ฯ ต้องการยกระดับให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน
โดย TMAP ยังดูแลตลาดในประเทศอินเดีย และปากีสถาน ซึ่งอินเดียเป็น 1 ในประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีศักยภาพในการขยายตัวมากที่สุด เช่นเดียวกับจีน และบราซิล โตโยตา เริ่มทำการตลาดในประเทศอินเดีย
ไม่นาน มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพียงแค่ 2 % เท่านั้น แต่บริษัท ฯ มองว่าประเทศอินเดียเป็นตลาดสำคัญ
รวมทั้งภูมิภาคอาเซียนเองเหมาะสมที่จะเป็นฐานการผลิตสำคัญ ที่จะช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ
ในประเทศอินเดียได้

4 WHEELS : คุณมองว่านโยบายของรัฐบาลเรื่องการผลิตรถเล็ก มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ?

ซาซากิ : นโยบายการผลิตรถเล็ก ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละตลาด ประเทศอินเดีย ชอบรถ
ราคาถูก ซึ่งคือ รถขนาดเล็ก ดังนั้นหากต้องการขยายฐานตลาดในประเทศอินเดีย จำเป็นต้องมีการ
ผลิตรถประเภทนี้ ส่วนตลาดรถยนต์เมืองไทย ไม่ชอบรถเล็กราคาถูก สำหรับโครงการอีโคคาร์ รถที่ผลิต
ขึ้นมาต้องเป็นรถที่ประหยัดน้ำมัน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัท ฯ อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะนำ
เครื่องยนต์ตัวใดมาใช้ในการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของโครงการ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหลัก
อีก 2-3 ประการ ที่ต้องมีในการผลิต คือ สามารถวิ่งได้ 100 กม. ด้วยน้ำมัน 5 ลิตร ต้องมีกำลังผลิต
100,000 คัน/ปี และต้องผ่านมาตรฐานยูโร 4

ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีการปรับเรื่องขนาดของรถยนต์ที่เป็นข้อจำกัดสำคัญออกไป ซึ่งมองว่าเป็นแนว
ความคิดที่เหมาะสม และเป็นผลดีต่อการทำตลาดในประเทศและตลาดส่งออก เนื่องจากทำให้บริษัท
รถยนต์มีอิสระในการออกแบบเพิ่มมากขึ้น และมองว่า โตโยตา จะนำเอาเทคโนโลยีการประหยัดน้ำมัน
ที่มีอยู่ มาใช้ในการผลิตรถพิคอัพหรือรถยนต์นั่ง เพื่อตอบสนองภาครัฐในโครงการดังกล่าว หรืออาจมี
การนำเครื่องยนต์ไฮบริดเข้ามาใช้ในการผลิต

ที่ผ่านมา บริษัท ฯ ให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ซึ่งต้องการผลิตรถยนต์ที่
สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากกว่า ซึ่งอาจตรงกับนโยบายที่ภาครัฐต้องการ และมอง
ว่า หากบริษัทรถยนต์มีการลงทุนเพื่อพัฒนารถที่สามารถประหยัดพลังงานมากขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่ดี
โดยไม่จำเป็นต้องให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี เนื่องจากจะช่วยให้ตลาดมีความยั่งยืนมากกว่า ทั้งนี้
ทั้งนั้น ภาครัฐอาจมองว่าการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ภาษีสรรพสามิตที่ลดลงจาก 30 เป็น 10
และ
0 % จะช่วยเพิ่มยอดจำหน่ายรถในประเทศไทย แต่หากเทียบกับการแข่งขันในตลาดโลก จะไม่สามารถ
สู้คู่แข่งขันจากประเทศอื่นในด้านของต้นทุนหรือคุณภาพได้ บริษัท ฯ ไม่ต้องการให้มีการบิดเบือนโครง
สร้างทางด้านภาษี เพื่อช่วยให้เพิ่มการเติบโตของรถเพียงกลุ่มเดียว แต่ควรพัฒนารถกลุ่มนั้นเพื่อให้
สามารถแข่งขันในตลาดโลก

4 WHEELS : ตลาดรถยนต์ในปีนี้จะเป็นอย่างไร ?

ซาซากิ : ผมคิดว่าตลาดจะทรงตัว น่าจะทำยอดขายได้ 700,000 คัน แต่คิดว่าน่าจะไปดีขึ้นอีกครั้งในปี
2551 โดย โตโยตา มองว่าน่าจะทำได้ 300,000 คัน

ส่วนในปี 2549 มียอดขายรวมประมาณ 283,000 คัน คาดว่าจะรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ได้ที่
42-43 % และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ โตโยตา สามารถเอาชนะคู่แข่งขันด้วยยอดจำหน่ายรถพิคอัพ
ที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัท ฯ ต้องดำเนินนโยบายในการเดินหนีคู่แข่ง ซึ่งไม่ได้มองว่าต้องเป็นที่
1 แต่บริษัท ฯ พยายามรักษายอดจำหน่ายในปีต่อไปให้ได้ ด้วยการมีศักยภาพที่ดีและพร้อมในทุกด้าน
ทั้งผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขาย และการบริการลูกค้า

4 WHEELS : สิ่งที่คุณประทับใจมากที่สุดสำหรับการทำงานในไทย คืออะไร ?

ซาซากิ : ผมมาเมืองไทยปี 2545 ตอนที่มาใหม่ๆ โตโยตา มีส่วนแบ่งทางการตลาด 27-28 %
จนถึงปัจจุบันมี 42 % เพิ่มขึ้นอีกถึง 15 % ถือเป็นโชคดีที่มาทำงานในช่วงขาชึ้น และเริ่มส่งออกด้วย ซึ่งในตอนแรกผลิตรถแค่ 80,000 คัน แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 470,000-480,000 คัน เพิ่มขึ้น 5 เท่า

นอกจากนี้การมีดีเลอร์ ซัพพลายเออร์ ที่ดี มีการร่วมกันทำงานเป็นทีมเวิร์ค ซึ่งบุคลากรของ โตโยตา
และบริษัทในเครือ ต่างมีเป้าหมายของตัวเอง และพยายามเดินไปสู่เป้าหมายนั้น ด้วยการมุ่งมั่นพัฒนา
ตนเอง ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาบริษัท ฯ ต่อไปในอนาคต



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : -
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน เมษายน ปี 2550
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/7TBck
อัพเดทล่าสุด
16 Aug 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,590,000
2.
1,316,000
3.
1,749,000
4.
1,699,000
6.
3,299,000
7.
5,399,000
8.
6,799,000
9.
3,249,000
10.
4,980,000
11.
53,500,000
13.
3,600,000
14.
4,539,000
15.
13,339,000
16.
2,999,000
17.
1,749,000
18.
1,800,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง