บทความ

จะทันหรือ ?


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์
เดือนพฤษภาคม ปี '50 กับ '49
ตลาดรวม ลด 7.8 %
รถยนต์นั่ง ลด 4.0 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ ลด 13.8 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) ลด 19.5 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) เพิ่ม 28.1%

 

พาดหัวหนนี้ขอพาดพิงไป 2 เรื่อง เรื่องแรกว่ากันเรื่องยอดขายประจำเดือน ที่นักการตลาดบางค่าย ออกมาบอกประมาณว่ายอดขายปีนี้ จะอยู่ที่ราว 680,000 คัน เพราะยังมีความเชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลัง ประกาศการเลือกตั้งแล้ว อะไรก็จะค่อยดูดีขึ้นบ้าง

ขออนุญาตขัดคอเอาไว้ก่อนว่า ยอดการขายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ยังแผ่วน้อยกว่าปีก่อน 7.8 % ทั้งที่ปลดลอคการเมืองเรื่องยุบพรรคได้แล้ว ขายได้เพียง 51,346 คัน ยอดรวมยังคงไม่กระเตื้อง หดตัวลง 14.3 % ขายเพียง 239,292 คัน พวกกระผมความรู้น้อย ทดลองเอาเลข 12 คูณกับ 51,346 ได้ผลลัพธ์ออกมาเพียง 616,152 เท่านั้นเอง

ยังอีกนานกว่าจะหมดปี สภาวะตอนนี้อะไรก็ยังไม่นิ่ง ตัวเลขยังหายไปอีกตั้ง 70,000 คันอย่าเพิ่งรีบบอกก็ได้นะครับ เรื่องหน้าแตกน่ะทำไม่ยากหรอก

เรื่องที่จะขอพาดพิงเรื่องที่ 2 ก็เรื่อง การจัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิต และบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า

แหมตั้งชื่อเสียยาวเชียว

ก็สืบเนื่องจากเรื่องเขตการค้าเสรี ที่ตอนนี้ลงนาม และมีผลบังคับใช้แล้ว มี ไทย-ออสเตรเลีย/ไทย-นิวซีแลนด์/ไทย-อินเดีย/ไทย-ญี่ปุ่น และ อาเซียน-จีน และยังมีอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายประเทศหลังการลงนามเรื่องเขตการค้าเสรี ทำให้การค้าขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่สินค้าบางรายการได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องมีการปรับตัว ที่ปัจจุบันมีกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร จัดการโดยกระทรวงเกษตร ฯ แต่ยังขาดการช่วยเหลือสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรสินค้าอุตสาหกรรม และธุรกิจภาคบริการ

สรุป ได้ความว่า ควรจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแล และให้ความช่วยเหลือระยะสั้น แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า เพื่อให้สามารถปรับตัว หรือปรับเปลี่ยนให้สามารถแข่งขันได้ โดยอยู่ในรูปของการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งไม่เป็นตัวเงิน

โดยการดำเนินการต้องมีผลสัมฤทธิ์ในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี มีทั้งด้านการศึกษา วิจัยพัฒนา การจัดหาที่ปรึกษาเพื่อช่วยในการปรับปรุงธุรกิจ การฝึกอบรมอาชีพใหม่ให้แก่คนงาน กิจกรรมที่มีผลโดยรวมต่อการสนับสนุนการบริโภค การตลาด ฯลฯ ในสาขา/กลุ่มสินค้านั้น การเสริมสร้างสมรรถนะ โดยการให้ความรู้ จัดประชุม จัดฝึกอบรม สัมมนา ดูงาน และความช่วยเหลืออื่นๆที่คณะกรรมการกองทุนเห็นสมควร

ความช่วยเหลือนี้ ผู้ขอรับความช่วยเหลือต้องจัดทำเป็นโครงการเสนอต่อกองทุน ในนามของสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการค้า อาทิ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้ผู้บริหารกองทุนพิจารณาสนับสนุน

งานนี้ มี กระทรวงพาณิชย์ เป็นคณะทำงาน

ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละครับ ฟากทางราชการเองก็ยังไม่รู้เลยว่า ใครโดนผลกระทบอะไรบ้างได้แต่บอกให้ผู้ที่โดนผลกระทบขอรับความช่วยเหลือขึ้นมา แทนที่จะลงไปนั่งจับเข่าคุยกัน ฟากทางอุตสาหกรรมชิ้นส่วน อุตสาหกรรมยานยนต์ ใครเป็นอย่างไร อยากให้ช่วยอะไรบ้าง อย่างนั้นมันไม่ดีกว่าหรือครับ ลงไปคุยกับสถาบันเขาตรงๆ จะได้ข้อมูลที่แน่ชัดกว่า

หรือว่าเป็นข้าราชการแล้ว จะนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างอย่างนั้น ใครเดือดร้อนอย่างไร ค่อยมาบอก แล้วจะหาทางช่วยให้

ก็อย่างที่พาดหัวเอาไว้นั่นแหละครับ “จะทันหรือ ?” โดยเฉพาะข้อที่ท่านว่าต้องให้มีผลสัมฤทธิ์ในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี

แต่ลองมองเหรียญอีกด้านดู ก็ยังดูดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะ เอ้า ใครเดือดร้อนอย่างไรวิ่งเข้าหาสถาบันของตัวเองโดยด่วน

กลับมาเข้าเรื่องตัวเลขของเราดีกว่า เดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ผลพวงของคำตัดสินกรณียุบพรรคก็ค่อนข้างเป็นผลกับยอดการขายของตลาดรถยนต์เช่นกัน ยอดขายตกลง 7.8 % ขายเพียง 51,364 คัน ในขณะที่ยอดรวม 5 เดือนยังไม่ดีนัก ตกลงไป 14.3 % ขายเพียง 239,292 คัน

แชมพ์ประจำเดือน โตโยตา ขายกระจาย 23,082 คัน ยังลดลง 9.8 % ส่วนแบ่ง 44.9 % อันดับสอง อีซูซุ ลดเยอะกว่า 14.7 % ขายเพียง 9,985 คัน ส่วนแบ่ง 19.4 % อันดับสามสบายใจมีรถส่งลูกค้า ฮอนดา ขาย 6,605 คัน เพิ่มขึ้น 12.2 % ส่วนแบ่ง 12.9 % อันดับสี่เพิ่งยิ้มออก นิสสัน ขาย 3,827 คัน เพิ่มเยอะ 23.6 % ส่วนแบ่ง 7.5 % และอันดับห้า เพิ่งกลับเข้าชาร์ท มิตซูบิชิ ขาย 2,309 คัน เพิ่มเล็กน้อย 5.4 % ส่วนแบ่ง 4.5%

ยอดรวม 5 เดือน โตโยตา ขาย 100,552 คัน อีซูซุ ขาย 55,751 คัน ฮอนดา ขาย 26,145 คัน นิสสัน ขาย 16,875 คัน และ มิตซูบิชิ ขาย 11,838 คัน

แยกประเภทเป็นรถยนต์นั่ง หนนี้ขายได้ต่ำกว่าปีก่อน 4 % แสดงว่าคนซื้อไปนั่งประท้วงที่สนามหลวง ขาย 15,697 คัน ยอดรวมลด 13.5 % ขายเพียง 63,773 คัน

ตำแหน่งแชมพ์รถนั่ง โตโยตา ขาย 8,233 คัน เพิ่มนิดเดียว 1.9 % ส่วนแบ่ง 52.4 % ที่สอง ฮอนดา ขาย 5,429 คันลด 7.0 % ส่วนแบ่ง 34.6 %, ที่สาม เชฟโรเลต์ ขาย 624 คัน เพิ่มเยอะ 122.1 % ส่วนแบ่ง 4.0 % ที่สี่ นิสสัน ลดราคาแล้วค่อยปลื้มหน่อย ขาย 350 คัน ยังน้อยกว่าเก่า 36.1 % ส่วนแบ่ง 2.2 % และที่ห้า เมร์เซเดส-เบนซ์ ขาย 278 คัน ลดลง 46.0 % ส่วนแบ่งแค่ 1.8 %

รายงานผู้เสียภาษียอดเยี่ยมประจำเดือน โพร์เช ขาย 5 คัน และ แจกวาร์ ขาย 2 คัน ใครว่าคนไทยจน

แยกมาถึงประเภทรถกระบะ 1 ตัน ขับเคลื่อน 2 ล้อ โตโยตา มาวิน ขาย 11,020 คัน แต่ลด 14.6 % ส่วนแบ่ง 41.3 % ที่สอง อีซูซุ ขาย 8,416 คัน ลด 16.7 % ส่วนแบ่ง 31.6 % ที่สาม นิสสัน ขาย 2,816 คัน เพิ่ม 18.9 % ส่วนแบ่ง 10.6 %

รถอเนกประสงค์อื่นๆ ลด 19.5 % ขาย 745 คัน โดยมีเจ้าตลาด โตโยตา ขาย 578 คัน ครองแต่ผู้เดียว

ก็อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นนะครับ ว่าตัวเลขยังหายไปอีกตั้ง 7 หมื่นคัน ถึงจะเป็น 680,000 คันรอบนี้ ไม่ว่าเจ้าไหน ยังถือครองแคมเปญเด็ดๆ พยายามยืดเวลาออกไปให้มากที่สุด เรียกลูกค้าเข้าร้านมาก่อน เรื่องอื่นว่ากันทีหลัง

ห้วงเวลานี้ ลูกค้ายังคงเป็นพระเจ้าเสมอ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2550
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/RoFay

Follow autoinfo.co.th