บทความ

อีโคคาร์ ?


กว่าจะได้คุยกันเรื่องนี้ บรรดาหนังสือธุรกิจ นิตยสารหลากหลาย คงได้รุมกันชำแหละโครงการนี้ไป

เรียบร้อย จากที่ ครม. ขิงแก่ ยอมปรับอัตราภาษีสรรพสามิต ไม่เกิน 17 % แถมด้วย บีโอไอ ยกมือสนับสนุนเต็มที่ นิตยสารที่ต้องเขียนกันล่วงหน้าอย่างนี้ คงไม่ต้องร่วมมือชำแหละอีก

แต่ก็ยังมีมุมมองอีกหลากหลายมุม ที่อยากเอามาคุย

สิทธิพิเศษ สำหรับบริษัทรถยนต์ผู้ประสงค์จะลงทุนในโครงการอีโคคาร์นี้ ที่แน่ๆ ก็คือ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีนำเข้า และวัตถุดิบ 8 ปี ที่เป็นเครื่องล่อใจ นั่นเป็นเรื่องในอนาคต แม้ว่าในอนาคตอัตราเงินเฟ้อจะขึ้นไปเท่าไรก็ตาม เจ้ารถอีโคคาร์ก็คงจะมีราคาเริ่มต้นไม่เกิน 5 แสนบาทไทยแน่

แหม ยังจำเจ้าราคาสุดท้ายของรถยอดนิยม แลนเซอร์ แชมพ์ ก่อนลาโรงไปเมื่อสัก 10 ปีก่อนได้เลยว่ามูลค่าคันละ 330,000 บาท

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็ขอยกเป็นทีละเรื่องแล้วกัน เรื่องแรก อัตราการบริโภคน้ำมัน จะต้องเป็นรถยนต์ที่มีคุณสมบัติของอัตราการใช้เชื้อเพลิงไม่เกิน 5 ลิตร/100 กม. บรรดาปากหอยปากปูทั้งหลายก็พากันเมาท์เสียสนุก ว่าใครจะเป็นคนวัด วิ่งที่ไหน ในเยาวราช หรือบนทางด่วน สถาบันที่เป็นทางการพอจะเชื่อถือได้ คือ ใคร มีเครื่องมือ คอมพิวเตอร์ใช้วัดหรือเปล่า หรือวัดเอาจากหน้าปัดของรถ แล้วเวลาเติมน้ำมันเต็มถัง ต้องเขย่ารถเหมือนในโลกไซเบอร์หรือเปล่า ?

พอแตกกันออกทีละประเด็น เรื่องแรก ใครจะเป็นคนวัดอัตราการบริโภคน้ำมัน ก็มีเสียงสนับสนุนจากฟากทางสถาบัน มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์ ก็อย่างที่เห็นในโฆษณาประหยัดน้ำมันของบรรดาค่ายรถยนต์นั่นแหละ

ก็ยังเถียงกันอีก ว่าจะให้สถาบันไหนเป็นคนออกหน้า ขนาดทดสอบรถดีเซลเครื่องคอมมอนเรล พวกบ้าพลังทั้งหลาย ยังทำอัตราการบริโภคน้ำมันกันได้มากกว่า 20 กม./ลิตร แต่มีดอกจันวงเล็บเอาไว้เล็กๆ ว่า วิ่งที่ความเร็วคงที่ 60 กม./ชม.บ้าง 80 กม./ชม. บ้างละ ก็เท่ากับว่ารถกระบะพวกนั้นประหยัดกว่าเสียอีก

แต่ในเมืองนอกเมืองนาเขา เวลาจะพูดถึงอัตราการบริโภคน้ำมัน เขาจะบอกตัวเลข 2 ตัว ใช้ในเมืองกินน้ำมันเท่าไร ถ้าวิ่งนอกเมืองบนไฮเวย์กินน้ำมันเท่าไร บ้านเรากระผมทดลองเปิดดูแคทาลอกแทบทุกยี่ห้อจนเมื่อยแล้ว ยังไม่เห็นเล่มไหนยอมบอกว่า กินน้ำมันเท่าไร ไม่ว่าจะในเมืองหรือนอกเมือง

ใครดูแลเรื่องนี้ยกมือขึ้น

แสดงว่าต้องเชื่อโฆษณาที่บอกว่า วิ่งข้าม 3 ประเทศ พันกว่ากิโล น้ำมันยังไม่หมดถังสิเนี่ย

ถามว่าในชีวิตจริงของพี่ ใช้พวกกระบะบ้าพลังพวกนี้ พี่เคยขับรถแช่อยู่ที่ 60 กม./ชม. ไหมครับ ขนาดวิ่งแถบชานเมืองเดี๋ยวนี้ ยังเหมือนกับจะรีบไปดูใจใครที่ไหนยังงั้นแหละ

ก็พอมีเวลาตระเตรียม หรือจะใช้สถาบันภาครัฐ อย่าง สถาบันยานยนต์ ที่จนป่านนี้ยังไม่มีเครื่องมือวัดแรงม้าเสียที มาช่วยเป็นคนกลางในการวัดอัตราการประหยัดน้ำมันนี่ก็ได้ แต่ถ้าจะยกขบวนกันไปต่างประเทศ เพื่อไปตรวจสอบอัตราการบริโภคน้ำมัน หรือพูดให้สวย คือ ไปตรวจสอบการประกอบที่ต่างประเทศ อันนั้นยอมรับไม่ได้

มองอีกมุมหนึ่ง ด้านสิ่งแวดล้อม จะต้องมีมาตรฐานมลพิษ EURO 4 หรือสูงกว่า และมีปริมาณแกสคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยจากท่อไอเสียไม่เกิน 120 ก./1 กม. มุมนี้ยิ่งสนุกกันใหญ่ ขาเมาท์บอกว่าแค่เอาเซอร์ทิฟีเคทจากเมืองนอก ให้การรับรองว่า รถรุ่นนี้ผ่านมาตรฐานอย่างนั้นอย่างนี้มาแสดงพร้อมเอกสารประกอบหนาปึ๊ก ว่าวิธีการวัดเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มาแถลงต่อหน้าคณะกรรมการ ท่านก็ยอมให้ผ่าน

อ้อ เรื่องชวนไปเที่ยวเมืองนอกกระผมไม่ได้พูดนา คนละเรื่องกันนา แหม พาไปดูงานต่างประเทศ เปิดหูเปิดตาแท้ๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เล้ย

แล้วหนนี้จะเป็นยังไงกันละเนี่ย จะทดลองวัดกันเองดูหรือเปล่า หาเครื่องไม้เครื่องมือมาทันไหม อีกแค่ไม่เกิน 2 ปีเอง ใครจะทำกันละเนี่ย อย่าลืมแจ้งกับเจ้าของเงินภาษีด้วยนะครับ

อ้อ ในเวบของเรื่องสิ่งแวดล้อมเนี่ยก็กรุณาอัพเดทมั่งนะครับ เบื่อจะเข้าไปหาข้อมูลเต็มทนแล้ว

เรื่องต่อไป ความปลอดภัย จะต้องมีคุณสมบัติในการป้องกันผู้โดยสาร กรณีที่เกิดอุบัติเหตุจากการชนด้านหน้าและด้านข้างของตัวรถ ตามมาตรฐาน UNECE REG.94 และ REG.95

แหม เรื่องนี้ขาเมาท์ยิ่งชอบใจกันใหญ่ เพราะแต่ละคนเขียนเรื่อง EURONCAP กันมาหลายรอบแล้วในนิตยสาร หรือในเว็บเขามีอธิบายวิธีการเอาไว้เสียละเอียดเชียว แถมบอกอย่างไม่ปิดบังด้วย ลองเข้าไปดูนะครับ มีเรื่องสนุกเยอะ ที่ www.euroncap.com แค่เจ้าเครื่องไม้เครื่องมือที่เขาทดสอบกันอยู่นั่นกระผมยังไม่เคยเห็นในบ้านเราเลยครับ อ้อ ถ้าใครเคยเห็นบอกให้รู้กันมั่ง ว่าไปซ่อนอยู่ที่ไหน

แต่อีทีนี้ เจ้าเรกูเลชัน 2 ตัวนั่น หมายความว่ารถใหม่ของเราเนี่ยจะอยู่ในตำแหน่ง ซิทีคาร์ ถูกต้องหรือเปล่าครับ แต่เวลาแสดงผลทดสอบมันกลับไปอยู่ใน ซูเพอร์มีนีคาร์ ถูกต้องไหมครับ

แล้วบ้านเราใครจะเป็นคนทดสอบการชนกันดี หรือจะคอยเอาแค่เซอร์ทิฟีเคทจากเมืองนอก พร้อมเอกสารประกอบหนาปึ๊ก มาส่งคณะกรรมการ แล้วก็ผ่าน

แหม กระผมอยากไปทำข่าวพิธีเปิดศูนย์การทดสอบยานยนต์ในประเทศไทยจัง เห็นเขาเอารถพุ่งเข้าชนกำแพง เห็นเอากำแพงหนาปึ๊กวิ่งมาชนข้างรถ ต่อมาก็เอาลูกตุ้มยึดไว้กับที่ ดึงรถมากระแทกด้านข้าง อะไรประมาณนั้น เคยเห็นแต่ในวีดีโอ หรือคลิพเยอะแยะ แต่ยังไม่เคยเห็นของจริงเลยครับ เฮ้อจะมีวาสนาไหมเนี่ย

ที่จริงเมืองนอกเขาก็ไม่เปิดให้คนเข้าไปดูหรอกนะครับ เพราะไม่ได้เตรียมสถานที่เอาไว้ จะเข้าได้ก็เฉพาะผู้มีหน้าที่เท่านั้น เพราะเขาถือว่า เขาทำตามมาตรฐานเหมือนกันหมด ไม่มีรับใต้โต๊ะแล้วเอามาบอกว่าคันนี้ดี เพราะจะต้องมีผลออกทางคอมพิวเตอร์ ให้เจ้าหน้าที่รวบรวมว่า หลังการชนแล้ว สภาพของรถเป็นอย่างไร ยุบตัวไปแค่ไหนบ้าง ถึงตักคนนั่งเลยหรือเปล่า วัดกันละเอียด ก่อนจะออกมาเป็นดาวแต่ละดวง

อ้อ น้องดาวเดียวที่วิ่งในเมืองไทยตอนนี้ก็ยังไม่ได้ดาวเพิ่มนะครับ

ส่วนเมืองไทยที่ว่าปล่อยฟอร์เวิร์ดเมล์ รูปรถชนต้นไม้ ประมาณว่าต้นยูคาลิพ โตขนาดประมาณหมอนข้างที่เรากอดนอนอยู่นี่แหละ แล้วรถฉีกเป็นชิ้น แบบไม่เหลือซากเอามาซ่อม แต่พอมองออกว่าเป็นรุ่นอะไร นั่นยังพอรับได้ เพราะแสดงว่าคนขับคงใส่กันมาสุดๆ แล้วเอาไม่อยู่ เหมือนกับคันที่จอดอยู่กลางถนนหน้าป้อม หน้าตลาด เจเจ นั่นแหละ

เอ นี่เรารีบร้อนไปหรือเปล่า พี่เขาเพิ่งออกประกาศเอง รีบออกมาตักน้ำใส่กระป๋องเสียก่อนแล้วเนี่ย

รับรองว่างานนี้ไม่มีฮั้วแน่นอน ไม่เหมือนกับงานประมูลแถวปทุมวัน กำหนด ทีโออาร์ งานประมูลกันโจ่งแจ้ง ยี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้ เท่านี้คัน แถมรายละเอียดยังยิบไปหมด แค่ต้องมีศูนย์บริการครบทุกจังหวัดในประเทศไทย เท่านั้นก็บอกได้แล้วว่าใครจะประมูลได้ ยี่ห้ออะไร คนเข้าประมูลแข่งมีแน่ เพราะส่งดีเลอร์ประกบตลอด ไม่ให้เสียชื่อคนประมูลแน่

แล้วนี่เลี้ยวมาอยู่แถวปทุมวันได้ไงเนี่ย ไม่เห็นเข้ากับชื่อเรื่องเลย



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2550
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/tHNp6

Follow autoinfo.co.th