บทความ

อาร์ 134 เอ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย


เห็นชื่อเป็นภาษาไทย อาจจะไม่คุ้นตาเท่าไรนักนะครับ ดูภาษาอังกฤษบ้างอาจจะพอนึกออก R 134 aเป็นชื่อสารทำความเย็นที่มาแทนที่ R 12 ได้สิบกว่าปีแล้ว และผ่านสายตาพวกเราโดยสติคเกอร์ที่ปะเตือนไว้ในห้องเครื่องของเครื่องยนต์ ป้องกันไม่ให้ช่างหลงผิดหรือลืม ไปเติม “น้ำยาแอร์” รุ่นเก่าคือ อาร์ 12 เข้า เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างสำหรับน้ำยาทั้งสองใช้แทนกันไม่ได้เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องพูดถึง ว่าถ้าใส่น้ำยา อาร์ 12 เข้าไปกับระบบสำหรับน้ำยา อาร์ 134 เอ จะเป็นอย่างไร ?

การเปลี่ยนมาใช้น้ำยารุ่นใหม่ ก็เพราะคลอรีน ซึ่งเป็นส่วนผสมของ อาร์ 12 ที่ทั้งรั่วทั้งถูกปล่อยทิ้งไปทำลายชั้นโอโซนของบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก ทำให้รังสีอุลทราไวโอเลท หรือรังสีเหนือม่วงเล็ดลอดลงมาถึงผิวโลก และร่างกายมนุษย์และสัตว์ ในอัตราที่ทำลายสุขภาพได้แต่ฟลูออไรด์ในน้ำยาใหม่ ก็ยังไม่ถือว่าปลอดภัยจริง

นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรก็เลยต้องมองหาสารทำความเย็นใหม่ ที่ปลอดภัยจริงๆปรากฏว่าคาร์บอนไดออกไซด์ ที่พืชหายใจเข้าและพวกเรารวมทั้งสรรพสัตว์หายใจออกมานี่แหละครับเหมาะเอามากๆ ยังมีผู้เข้าใจผิดอยู่ไม่น้อย ว่าแกสนี้อันตรายหรือมีพิษ เพราะอ่านข่าวอยู่บ่อยๆ ว่ามีคนตายเพราะสูดแกสนี้เข้าไป ทั้งที่ติดอยู่ในที่อับสนิท อากาศถ่ายเทไม่ได้ และที่ติดอยู่ในอาคารที่เพลิงไหม้ ที่จริงแล้วตายเพราะขาดออกซิเจนครับถ้าขาดออกซิเจนไม่ว่าจะสูดแกสมีพิษ หรือไม่มีพิษเข้าไปแทน ก็ตายทั้งนั้นแหละครับ

การเอาคาร์บอนไดออกไซด์มาเป็นสารทำความเย็น นอกจากจะไม่ให้โทษต่อสิ่งแวดล้อมแล้วยังช่วยให้ประสิทธิภาพของระบบปรับอากาศสูงขึ้นด้วย ค่าอย่างเป็นทางการคือ 15 ถึง 24 % ถ้าสูบความร้อนออกจากห้องโดยสาร (หรือจะพูดแบบไม่เคร่งว่าทำความเย็นก็ได้ครับ)ได้ในอัตราเท่ากัน คอมเพรสเซอร์ของระบบที่ใช้คาร์บอนไดออกไซด์ จะใช้กำลังจากเครื่องยนต์น้อยกว่า
นั่นหมายถึงความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถก็จะลดลงด้วย

ข้อดีกับข้อเสียต้องอยู่ด้วยกันเสมอในสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลาย ระบบปรับอากาศที่ใช้คาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารทำความเย็น ก็มีจุอ่อนเป็นการบ้านให้วิศวกรปวดหัวหนักเหมือนกัน เพราะต้องใช้ความดันไม่น้อยกว่าสี่เท่าเมื่อเทียบกับ อาร์ 134 เอ ในการอัดให้คาร์บอนไดออกไซด์เป็นของเหลว ซีลกันรั่วของทั้งระบบ ต้องถูกพัฒนาใหม่หมด ความดันสูงแล้วมันก็ยังไม่ยอมเป็นของเหลวจนกว่าจะทำให้อุณหภูมิต่ำกว่า 31 องศาเซลเซียส ใครที่สนใจหรือเคยสัมผัสท่อน้ำยา ที่ผ่านการระบายความร้อนด้วยรังผึ้งหน้ารถ (คอนเดนเซอร์) แล้วไหลไปสู่คอยล์เย็น (อีแวพอเรเตอร์) ในห้องโดยสารจะเห็นว่ามันยังเป็นของเหลวที่ร้อนอยู่ แล้วถึงจะเย็นลงตอนกลายเป็นไอที่เอกซ์แพนชันวาล์ว แต่ถ้าใช้คาร์บอนไดออกไซด์ผ่านคอนเดนเซอร์ระบายความร้อนมาแล้ว มันก็ยังไม่ยอมเป็นของเหลวครับ จึงต้องออกแบบท่อพิเศษให้มันไหลสวนทางกับแกสเย็นที่ผ่านคอยล์เย็นมาแล้ว โดยคายความร้อนผ่านผนังท่อที่ใช้ร่วมกัน

อีกคุณสมบัติด้านร้ายของคาร์บอนไดออกไซด์ คือความสามารถในการละลายทั้งซีลกันรั่วแบบทั่วไปที่ใช้กันอยู่ และน้ำมันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ด้วย จึงต้องพัฒนาสารอื่นมาใช้ใหม่หมด ลองผิดลองถูกกันมาหลายปีแล้วครับ ผู้เชี่ยวชาญของโรงงาน BEHR ยักษ์ใหญ่ด้านทำความเย็นของเยอรมนี ผู้ให้ข้อมูลนี้ทั้งหมดนี้บอกว่า ตอนนี้ใกล้ถึงเส้นชัยมากแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเกินความคาดหมาย ต้นปี 2007 นำออกขายได้แน่ครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2549
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/x7c7t
อัพเดทล่าสุด
10 Sep 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,090,000
2.
2,229,000
3.
779,000
4.
3,590,000
6.
1,316,000
7.
1,749,000
8.
1,699,000
10.
3,299,000
11.
5,399,000
12.
6,799,000
13.
3,249,000
14.
4,980,000
15.
53,500,000
17.
3,600,000
18.
13,339,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

รถไฟฟ้า มาหา (ช้าหน่อย) นะเธอ
ไม่แรงอย่าแซงขับ 4 ?
รู้สักนิด ก่อนจะขับรถ “คลัทช์คู่”
มิติใหม่ของเกียร์สายพาน
กดปุ๊บ มาปั๊บ ?
รอยต่อแห่งยุคสมัย