บทความ

อีโคคาร์


ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง มีคนโทรศัพท์มาเชิญให้ผมเข้าร่วมประชุมเรื่อง “อีโคคาร์”ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมของไทยเห็นว่า น่าจะเป็นส่วนที่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเติบโตได้เหมือนอย่างที่รถบรรทุกขนาด 1 ตัน หรือ รถพิคอัพเคยรับบทบาทนี้มาแล้ว
ผมถามถึงกำหนดประชุมก็ได้รับคำตอบว่า เป็นวันรุ่งขึ้น ซึ่งนับเวลาดูแล้วไม่ถึง 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำไป

แน่นอนว่าผมไม่สามารถไปร่วมงานนี้ได้ ไม่มีทางจัดเวลาสำหรับภารกิจได้ทันอยู่แล้วเรื่องแบบนี้ต้องบอกกันล่วงหน้าให้เพียงพอครับ แต่ดูเหมือนจะเป็นโชคดีสำหรับผมเพราะอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์รายวัน จึงทราบว่าเป็นการขอความเห็นจากสื่อมวลชนสาขายานยนต์เกี่ยวกับรายละเอียดการกำหนดกรอบประเภทของ “อีโคคาร์” หรือ “รถยนต์นั่งเพื่อการประหยัด”จากการสอบถามผู้ที่เข้าร่วมประชุม ได้ความว่าเกือบทุกคนตั้งตัวไม่ติดไม่มีเวลาเตรียมตัวเสาะหาข้อมูล ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับรถประเภทนี้ มีความเห็นเหมือนกันคือไปเอาตัวรอดในที่ประชุมให้สำเร็จ

เพราะฉะนั้นบทสรุปสำหรับการประชุมวันนั้น ที่ผมได้อ่านในหน้าหนังสือพิมพ์ก็คือ หัวข้อต่างๆ ที่ได้”คะแนน” สูงสุด จากการโวท (VOTE) เช่น ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ต้องไม่ต่ำกว่า 20 กม./ลิตร “ขนาด”หรือ “ความจุ” ของเครื่องยนต์ หรือ ดิสพเลศเมนท์ (DISPLACEMENT) ไม่เกิน 1,000 ซีซี หรือ 1 ลิตรความยาวไม่เกิน 3.7 เมตร ความกว้าง ไม่เกิน 1.7 เมตร เป็นโชคดีของผมจริงๆ ที่ไม่ต้องไปเป็น”ไม้ประดับ” อีกหนึ่งเสียงในวันนั้น

รถยนต์เป็นอุปกรณ์เทคนิค ที่ใช้หน่วยวัดคุณสมบัติด้านต่างๆ จากหน่วยมาตรฐานสากลทางฟิสิคส์ซึ่งมีที่มาแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น คุณสมบัติของ “อีโคคาร์” ของไทย (หรือของประเทศใดก็ตาม)ต้องมีความเหมาะสม จากเหตุผลต่างๆ ที่มารองรับครับ ไม่ต้องไปสนใจว่าตัวเลขในหัวข้อนั้นๆ มันจะ”กลม” มันจะ “สวย” หรือ “ลงตัว” เป็นจำนวน ครบสิบ ครบร้อย ครบพันพอดีหรือไม่ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดใครที่จะทำงานเกี่ยวกับมาตรฐานเหล่านี้ ต้องเข้าใจสิ่งนี้ให้ถ่องแท้เสียก่อนครับ

มาดูกันที่ความยาวเป็นหัวข้อแรก จากตัวอย่างการโวทของฝ่ายสื่อมวลชนด้านรถยนต์ ความยาว 3.7เมตร ที่ได้คะแนนสูงสุด ยังหยาบไปครับ ในการสร้างรถยุคนี้ แต่ละมิลลิเมตรมีความหมายอย่างมากแต่ถ้าเป็นเรื่องของค่าสูงสุดที่จะใช้ในการกำหนดมาตรฐาน ขยับขึ้นมาเป็นเซนติเมตรก็ยังไหวครับแต่ไม่ใช่เดซิเมตร หรือ หลักแรกหลังจุดทศนิยม ซึ่งเป็นความยาวถึง 10 เซนติเมตร หรือเกือบ 4 นิ้วเพราะฉะนั้น อย่างน้อยที่สุดค่าความยาวสูงสุด ต้องมีเลขหลังจุดทศนิยมสองตำแหน่งครับและไม่จำเป็นต้องลงท้ายด้วยเลขห้า ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของสิบด้วย เพราะถ้าจะ “กระโดด” กันทีละ 5เซนติเมตร ก็หยาบเกินไปแล้วสำหรับความยาวของรถยนต์นั่งขนาด “จิ๋ว” นี้ ผมว่าน่าจะอยู่แถวๆ 3.67ถึง 3.74 นี่แหละครับ ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาเนื้อที่สำหรับสัมภาระขนาดไหน

ส่วนความกว้างนั้น ตัดสินกันที่แต่ละมิลลิเมตรจริงๆ ครับ เพราะฉะนั้นถ้าใช้หน่วยเป็นเมตร ตัวเลข 1.7ก็หยาบเกินไปมาก สองหลักหลังจุดทศนิยมก็ยังไม่พอ ขนาด “ขั้น” ที่หยาบที่สุด น่าจะเป็น 5 มิลลิเมตรหรือหลักที่สามหลังจุดทศนิยมที่เป็นเลขศูนย์หรือเลขห้า แต่ก็ไม่จำเป็นนะครับถ้ามีเหตุผลที่ดีพอและเป็นธรรมเป็นกลางจริงๆ อาจเป็นเลขอื่นก็ได้ ข้อสำคัญต้องอย่าให้มีการเข้าข้างผู้ผลิตรายใดเป็นพิเศษสมัยนี้การผลิตรถมีการยืดหยุ่นเรื่องสัดส่วนได้โดยแทบไม่กระทบต้นทุน โดยส่วนตัวผมว่า 1.70เมตรกว้างไปหน่อย แค่ประมาณ 1.670 ถึง 1.680 ก็เหมาะแล้ว เลขตำแหน่งที่ 3 ซึ่งเป็นมิลลิเมตรเลือกกันตามความเหมาะสมเอาเองครับ

ความสูงที่ไม่มีการกำหนดนั้น ถูกต้องทางเทคนิคแล้ว เพราะมันจะถูกกำหนดโดยพื้นที่หน้าตัดตามขวางซึ่งมีผลต่อแรงต้านอากาศและความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง นอกจากนี้ก็ยังถูกจำกัดโดยกฏเกณฑ์ของสุนทรียศาสตร์ถ้าสูงเกินระดับหนึ่งไป ลูกค้าก็จะรู้สึกว่ารถนั้นไม่สวย เพราะฉะนั้นความสูงซึ่งยิ่งมากยิ่งดี ในด้านความรู้สึกของผู้ขับและผู้โดยสาร ก็จะถูกควบคุมโดยความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและความ “สวย” (ในสายตาของลูกค้า)โดยอัตโนมัติ

น้ำหนักรถก็ไม่ต้องกำหนดครับ ทั้งด้านสูงและด้านต่ำ เพราะยิ่งหนักก็ยิ่งเปลืองเชื้อเพลิงและวัสดุส่วนด้านต่ำนั้น ที่จริงแล้วต้องถูกควบคุมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยของตัวถังซึ่งดูเหมือนจะยังไม่มีการเอ่ยถึง เพราะหน่วยงานของรัฐต้องเป็นผู้กำหนดมาตรฐานควบคุมและตรวจสอบ จะสร้าง “กระป๋องติดล้อ” มาให้ผู้บริโภคเสี่ยงชีวิต ไม่ได้เด็ดขาดกับอีกสิ่งหนึ่งที่จะจำกัดความเบาของรถทางอ้อม นั่นก็คือเสียงรบกวนในห้องโดยสารเพราะการป้องกันเสียงรบกวนในห้องโดยสาร ต้องใช้ฉนวนซึ่งทำให้น้ำหนักรถเพิ่มขึ้นในส่วนนี้คุณภาพของรถจะเป็นตัวควบคุมทางอ้อมครับ ถ้าให้ความรู้สึกที่ไม่ดีจำนวนลูกค้าก็จะลดลงไปเอง ปัญหาอยู่ที่ต้องให้ความรู้เพียงพอแก่ผู้บริโภคว่า “อีโคคาร์” ที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

ขนาดหรือความจุของเครื่องยนต์ ที่เลือกกันในครั้งนี้ ว่าไม่ควรเกิน 1,000 ซีซี ไม่มีเหตุผลทางเทคนิคใดๆ มารองรับทั้งสิ้นครับ นอกจากเลข “สวย” ดี ไม่ต้องกำหนดหรอกครับ สัดส่วนความกว้างกับความยาว และความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง มันจะจำกัดความจุของเครื่องยนต์ไว้โดยอัตโนมัติ ความกว้างกับความยาวซึ่งก็คือประโยชน์ใช้สอยของห้องโดยสาร จะจำกัดราคาของรถไว้โดยอัตโนมัติอยู่แล้วครับผมใช้คำว่าจำกัดเท่านั้นนะครับ ไม่ได้หมายความว่าราคาจะสมเหตุสมผล ถ้ารัฐปล่อยให้รถรุ่นอื่นๆที่ใหญ่กว่า ถูกขายกันในราคาเกินควร อีโคคาร์ คันจิ๋วก็อาจจะถูกตั้งราคาเกินควร เกินคุณภาพเกินสมรรถนะได้เหมือนกัน สมมุติว่าใครจะฝืนเอาเครื่องยนต์ใหญ่กว่าคู่แข่งมาใช้ โดยยอมลดกำไรมันก็จะมีผลต่อความสื้นเปลืองเชื้อเพลิงทันทีครับ เพราะกำลังที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มความจุ ก็จะต้องแลกมาด้วยอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ดี

แต่ถ้าจะยังอยากจะกำหนดความจุสูงสุดไว้เป็นมาตรฐานเพื่อป้องกันปัญหาและการถกเกียงที่อาจจะทำให้ปวดหัววุ่นวายโดยไม่จำเป็นในอนาคตผมก็ไม่ขัดข้องครับ แต่ต้องมากกว่า 1,000 ซีซี ด้วยเหตุผลหลายข้อด้วยกัน ทางเทคนิคแล้ว ถ้าเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ ก็จะมีความจุ 250 ซีซี/สูบซึ่งน้อยไปครับสำหรับรถที่เน้นความประหยัดเชื้อเพลิง กลายเป็นเครื่องยนต์แบบ 3 สูบ ที่เหมาะกว่า (เฉพาะด้านความประหยัดเชื้อเพลิง)ในทางทฤษฎีแล้วไม่เลวครับ แต่ในภาคปฏิบัติ เครื่องยนต์สามสูบ มีปัญหาด้านการสั่นสะเทือนไวบเรชัน (VIBRATION) และด้านความราบเรียบนุ่มนวล ขณะทำงานที่รอบเบา ภาษาชาวบ้านก็คือ ตอนติดเครื่องจอดติดไฟแดงนั่นแหละครับ สะท้านเอาการ ตอนคอมเพรสเซอร์ “แอร์” ทำงาน ยิ่งหนักหนาสาหัส ข้อเสียตรงนี้ก็จะตกอยู่กับผู้ใช้ เพราะฉะนั้นให้โอกาสผู้ผลิตเขาใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ ได้ถนัดหน่อยดีกว่าโดยเฉพาะรถในเมืองไทย ที่ “แอร์” ไม่ใช่ของมีให้เลือกเพิ่มเงินซื้อแต่กลายเป็นของจำเป็นที่ต้องมีไปนานแล้ว กำลังที่จะแบ่งมาใช้ขับคอมเพรสเซอร์ต้องได้มาจากความจุของเครื่องยนต์ครับ ผมว่า 1,100 ถึง 1,150 ซีซี น่าจะเหมาะกว่าเมื่อต้องการใช้ค่าหยาบ ก็เรียกเป็น 1.1 ลิตร ได้ เพราะไม่เกิน 50 ซีซี “ปัดลง” ตามกฎสากลอยู่แล้ว

หัวข้อสุดท้ายแต่กลับสำคัญที่สุด คือความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ซึ่งค่า 20 กม./ลิตร ได้รับคะแนนสูงสุดจากการโวท ไหนๆ ก็เอ่ยถึงเรื่องนี้แล้ว ความหมายที่แท้จริงของความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถใดก็ตาม คือปริมาณเชื้อเพลิงที่ถูกใช้ไป ในการขับเคลื่อนรถนั้นไปเป็นระยะทางค่าใดค่าหนึ่งหน่วยที่ถูกต้องของความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง จึงควรเป็นมวลต่อระยะทาง เช่น กิโลกรัม/ลิตรแต่ในเมื่อเราซื้อเชื้อเพลิงที่ปั๊มน้ำมันในอัตราปริมาตรต่อราคาก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นปริมาตรต่อระยะทางได้ เช่น ลิตร/กิโลเมตร ในภาคปฏิบัติ ถ้าใช้หน่วยดังกล่าวตัวเลขก็จะต่ำกว่าหนึ่งมาก จึงนิยมใช้หน่วยเป็น ลิตร/100 กม. ค่าที่ได้สำหรับรถยนต์นั่ง ก็จะอยู่ในช่วง 3 ถึง 30 ลิตร/100 กม. ซึ่งใช้งานสะดวก และถูกต้องตามความหมายด้วย

ปัญหามีอยู่ว่า เรานิยมเรียกความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง แบบส่วนกลับหรือผกผันตามความนิยมของชาวอังกฤษ ชาวสหรัฐ ฯ ก็เอาอย่างชาวอังกฤษเหมือนกันคือใช้หน่วยเป็นไมล์/แกลลอน (แกลลอนอังกฤษมีปริมาตร มากกว่าแกลลอนของสหรัฐครับ)แต่หน่วยกลับใช้แบบเมตริกที่นิยมกันในยุโรป คือ ลิตร และ กิโลเมตร

ไหนๆ เราก็ใช้มาตรฐานไอเสียและมาตรฐานหลายๆ อย่างตามกลุ่มประเทศยุโรปผมว่าน่าจะถึงเวลากำหนดหน่วย และวิธีคิดให้หมดความขัดแย้งกับความหมายของคำนี้เสียทีแล้วโดยคำนวณและหรือวัดเป็นปริมาตรเชื้อเพลิงต่อระยะทางในระบบเมตริก คือ ลิตร/100 กม.

กลับมาเรื่องอีโคคาร์กันต่ออีกหน่อยครับ ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่เลือกกันด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่คือ 20 กม./ลิตร หรือ 5 ลิตร/100 กม. นั้น ค่อนข้างเหมาะสมครับ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเลขลงตัวเต็มๆอย่างนี้ อาจจะเกิน 5 ลิตร/100 กม. ไปบ้างก็ได้ ตามความเหมาะสม และเงื่อนไขต่างๆถ้าคิดแบบที่คุ้นเคยกันอยู่ก็อาจเป็น 18 กม. กว่าๆ ต่อลิตรก็ได้

ปัญหาใหญ่กว่า อยู่ที่ว่า ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกอะไรเราเลยครับ ไม่มีความหมายอะไรเลยตราบใดที่ยังไม่มีการกำหนดว่า จะวัดความสื้นเปลืองเชื้อเพลิงในสภาพการใช้งานแบบใด

ถึงเวลาที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องตั้งมาตรฐานความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของยานพาหนะแล้วครับเริ่มต้นที่รถยนต์นั่งก่อนเลย ตัวอย่างของประเทศอุตสาหกรรมรถยนต์ชั้นนำก็มีอยู่ในมือแล้วเอามาประยุกต์ให้ใกล้เคียงกับสภาพใช้งานของคนไทยอีกหน่อยเท่านั้นเอง

ถ้ายึดมาตรฐานวัดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามกลุ่มประเทศยุโรป ผมว่าค่าประมาณ 20 กม./ลิตรหรือ 5 ลิตร /100 กม. สำหรับอีโคคาร์ของพวกเราที่ได้คะแนนโวทวันนั้นสูงสุดเหมาะสมดีแล้วครับขาดหรือเกินได้นิดหน่อย ถ้าใช้เครื่องยนต์แกสโซลีน หรือ “เบนซิน” ผู้ผลิตจะต้องใช้ฝีมือกันพอสมควรแต่ถ้าใช้เครื่องยนต์ดีเซล ก็จะเป็นเรื่องง่าย ปัญหาอยู่ที่ผู้กำหนดกฎเกณฑ์เหล่านี้พอใจจะให้พวกเราสูดเขม่าควัน จากเครื่องดีเซล กันจนป่วยและตายกันมากน้อยเพียงใดเพราะจากรถพิคอัพ รถประจำทาง และรถสิบล้อ ก็เกินมาตรฐานที่มนุษย์จะรับได้โดยไม่เจ็บป่วยไปมากแล้ว



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2547
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/aBTkw

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิธีใช้
ใครเกลียด
ขับเคลื่อนล้อหน้า
จงหวงแหนถนนของพวกเรา
ระบบเบรค ถ้าไม่ตรวจอาจดับได้
อัพเดทล่าสุด
26 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th