บทความ

ปิยราชกวินทร์


มีคนถามว่า ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงเลือกเสด็จพระราชดำเนินทรงดนตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน “วันที่ 20 กันยายน” นับแต่ปีแรกจนกระทั่งทรงมีพระราชภาระมากมิอาจปลีกพระองค์ไปทรงดนตรีได้ในหลายปีต่อมา แต่ชาวจุฬา ฯ ก็ถือวาระนั้นเป็นกาลอันมงคล จัดงานแสดงดนตรีสืบทอดพระราชภาระต่อๆ มา

 

ผู้รู้ได้ตอบให้กระจ่างไว้ว่า เพราะ “วันที่ 20 กันยายน” นั้นเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนข้าราชการพลเรือน อันได้รับสถาปนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในกาลต่อมา

 

ผู้รู้ยังเล่าต่อไปอีกว่า ทุกวันที่ 20 กันยายน พระบรมวงศานุวงศ์ ที่ขณะนี้ได้แก่ พระราชนัดดาในสมเด็จพระปิยมหาราช อันมีสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร เป็นอาทิ พร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์ในราชตระกูลต่างๆ อันสืบเนื่องในพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งพระองค์นั้น จะเสด็จและไปร่วมบำเพ็ญพระกุศล ณ วัดราชบพิธ นั่นก็เพื่ออุทิศถวายเป็นราชพลีแด่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง หลังจากนั้น พระบรมวงศานุวงศ์และเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายก็จะเสด็จและไปสักการะบูชาพระบรมอัฐิ พระอัฐิซึ่งบรรจุอยู่ ณ ศาลา สถูปหรือเจดีย์ต่างๆ ณ สุสานหลวงด้านทิศตะวันตกของวัดราชบพิธนั้นเป็นประจำ

 

สำหรับปีนี้ ซึ่งเป็นปีครบ 150 ปีแห่งวันพระราชสมภพของสมเด็จพระปิยมหาราช ซึ่งองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องพระองค์ในฐานะบุคคลสำคัญของโลก เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดงานเพื่อรำลึกถึงพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อยกย่องเชิดชูพระปรีชาญาณด้านอักษรศาสตร์ และความสนพระทัยในด้านอักษรศาสตร์ของพระองค์ ซึ่งแสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ที่ยืนยันได้จากพระราชนิพนธ์ที่ทรงสะท้อนออกมาเป็นโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ลิลิต ตลอดจนร้อยแก้วที่มีพระราชนิพนธ์ชั้นเยี่ยมมากมาย

 

คำว่า “ปิยราชกวินทร์” นั้นมาจากคำว่า “ปิย+ราช+กวี+อินทร” ซึ่งแปลความหมายตรงตัวอักษรว่า “กวีผู้เป็นมหาราชอันเป็นที่รัก” หรือ “กวีผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นกษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่ง”

 

กล่าวถึงด้านร้อยแก้วแล้ว พระราชนิพนธ์ “ไกลบ้าน” อันเป็นทั้งบันทึก-พระราชหัตถเลขา (จดหมาย) หรือจะนับเป็นสารคดีท่องเที่ยวเชิงนิราศร้อยแก้ว ถือได้ว่าเป็นเรื่องเอก เพราะนอกจากได้รับความรู้และความสนุกเพลิดเพลินตื่นตาตื่นใจเหมือนตามเสด็จอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังได้รับความคิดพินิจพิจารณาจากพระราชวิจารณ์ของพระองค์ ซึ่งเสมือนผู้อ่านได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อ่านความในพระราชหฤทัยของพระองค์ด้วย ซึ่งยากที่จะมีโอกาสเช่นนั้น

 

นอกจากความงดงามในเชิงวรรณศิลป์ร้อยแก้วที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะพระองค์แล้ว ผู้อ่านยังได้ทราบถึงพระ “วิสัยทัศน์” อันสะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกลในหลายๆ เรื่อง เช่น ทรงเห็นว่า คนเราไม่ควรรู้แต่ภาษาเดียวหรือสองภาษาเท่านั้น หากควรจะรู้ถึง 3 ภาษา (อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี) ด้วยจึงจะสามารถติดต่อสื่อสารกับชาวโลกชาติอื่นๆ ได้

 

เรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือน ก็เป็นพระราชนิพนธ์ร้อยแก้วที่ทรงกล่าวถึงขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆของไทยในรอบปีไว้อย่างละเอียดซึ่งชนรุ่นหลังจะค้นคว้าอ้างอิงได้อย่างดียิ่ง

 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างพระราชนิพนธ์ร้อยแก้วเพียงส่วนน้อย ซึ่งหากจะนับพระราชนิพนธ์ที่ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษแล้ว พระราชหัตถเลขาต่างๆ ที่ทรงมีถึงพระราชโอรสหรือพระเจ้าลูกยาเธอที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษายังต่างประเทศแล้ว ยิ่งนับว่าคนอ่านทั่วไปเป็นผู้มีบุญที่ได้สิ่งที่เป็น “จดหมายพ่อถึงลูกชาย” ที่ไปศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศ เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา จะยิ่งซาบซึ้งในความเป็น “พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชน” หรือพระปิยมหาราช สุดที่จะหาใดเปรียบปาน

 

ด้านพระราชนิพนธ์ร้อยกรองนั้น พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ได้อย่างงดงามยิ่ง เฉกเช่นโคลงที่รู้จักกันทั่วไป

ฝูงชนกำเนิดคล้าย คลึงกัน

ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ แผกบ้าง

ความรู้อาจเรียนทัน กันหมด

ยกแต่ชั่วดีกระด้าง อ่อนแก้ฤาไหว

 

เป็นโคลงที่แสดงถึงพระวิสัยทัศน์ในความเป็นนักประชาธิปไตยที่ว่า คนเราเกิดมาย่อมเหมือนกัน แม้ว่าร่างกายอาจใหญ่โตบ้าง เล็ก (ย่อม) บ้าง เพศ และผิวพรรณต่างกันบ้าง แต่ถึงกระนั้นความรู้ก็อาจเล่าเรียนได้เท่าเทียมกัน ยกเว้นแต่การเป็นคนชั่ว คนดี คนแข็งกระด้าง หรือคนอ่อนโยน ซึ่งยากแก่การแก้ไข

 

บทพระราชนิพนธ์ที่เป็นที่ยกย่องมากเรื่องหนึ่งคือ “เงาะป่า” ซึ่งเป็นบทละครที่ทรงพระราชนิพนธ์แก้ความเบื่อหน่ายในยามฟื้นจากอาการพระประชวร แม้จะเป็นเรื่องของชาวป่าที่เรียกว่า เงาะหรือซาไก แต่เป็นวรรณคดีที่สมบูรณ์ทางวรรณศิลป์และนาฏศิลป์ มีบทกลอนที่คนติดใจกันหลายตอนมาก เช่น ตอนที่พระเอกของเรื่องคือ ฮะเนา รำพึงถึงนางเอกของเรื่อง (ลำหับ) ซึ่งเมื่อขับร้องด้วยทำนอง “หกบท” แล้วสะเทือนใจยิ่งนัก….

 

โอ้ลำหับจับอกของเรียมเอ๋ย ไฉนเลยจะได้สมปรารถนา

แต่วันเห็นมิได้เว้นทุกเวลา มาติดตาเตือนใจใช้จำนง

ทราบว่าเขามีคู่สู้ห้ามหัก ยิ่งรื้อรักใฝ่ใจจนใหลหลง

เมื่อยามนอนถอนใจไม่หลับลง จะปลิดปลงเสียด้วยงามเพราะความรัก

 

หรือตอนที่ลำหับลงเล่นธารมีบทบรรยายที่หากร้องด้วยทำนอง “จำปาทองเทศ” จะซึ้งมากๆ…

 

นั่งเหนือแผ่นผาที่หน้าถ้ำ เท้าราน้ำเอนอิงพิงพฤกษา

ตะวันชายฉาบน้ำอร่ามตา ตกตามท่อศิลาซ่ากระจาย

ที่น้ำอับลับช่องมองเห็นพื้น ปลาน้อยน้อยลอยดื่นดูแหล่หลาย

พ่นน้ำฟูเป็นละอองต้องแมลงตาย ตกเรี่ยรายเป็นภักษาน่าเอ็นดู

 

หรือตอนบรรยายธรรมชาติที่ทรงใช้คำง่ายๆ แต่ได้ภาพสดใสงดงามบริสุทธิ์ยิ่งนัก

 

มาลี ดอกดังสีบานเย็นเห็นหรือไม่

ผีเสื้อร่อนว่อนอยู่ดูวิไล งามอะไรหนอผีเสื้อช่างเหลืองาม

กินอะไรเกิดที่ไหนผีเสื้อเอ๋ย อย่าบินเลยตอบต่อที่ข้อถาม

น้องจะได้ไปเกิดไปกินตาม ให้อร่ามเหมือนผีเสื้อเหลือสวยเอย.

 

ยิ่งในพระราชนิพนธ์ ลิลิต “นิทราชาคริต” ซึ่งเป็นนิยายอาหรับราตรีที่กระทรวงศึกษาธิการเคยนำมาเป็นหนังสือเรียนนั้น นอกจากจะได้ทราบขนบธรรมเนียมประเพณีและคติธรรมต่างๆ แล้ว ยังได้รับรสทางวรรณกรรมพร้อมทุกรส ดั่งบทพระราชนิพนธ์ที่ทรงบรรยายไว้ก็มีคนนำมาเป็นบทเทิดพระเกียรติของพระองค์ท่าน เพราะทรงเป็นดั่งบทพระราชนิพนธ์นั้นทุกประการ

 

บารมีพระมากพ้น รำพัน

พระพิทักษ์ยุติธรรม์ ถ่องแท้

บริสุทธิ์ดุจดวงตะวัน ส่องโลก ไซร้แฮ

ทวยราษฎร์รักบาทแม้ ยิ่งด้วยบิตุรงค์.

 

ซึ่งนอกจากจะเป็นบทพระราชนิพนธ์ที่เหมาะสำหรับเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านเองแล้ว ยังเหมาะสำหรับเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระองค์ท่านด้วยอย่างมิมีสิ่งใดเหมาะเท่าบทพระราชนิพนธ์นี้เลย…



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2545
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/pIppb

Follow autoinfo.co.th