บทความ

มีอะไรในรถยุคใหม่ ?


ใครที่ติดตามคอลัมน์ “มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ” ในนิตยสารของเรามาอย่างต่อเนื่อง
คงจะสังเกตได้ว่าในช่วงปีหลังๆ นี้มีรถรูปแบบและรูปทรงแปลกๆ ออกมาเรื่อย เรื่องความแปลกใหม่นั้น
เป็นของคู่กับงานแสดงรถยนต์อยู่แล้วนะครับ ผมหมายถึงรูปแบบของรถ
ที่เราเคยแยกแยะกันได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น เพราะมีลักษณะแตกต่างกันชัดเจน เช่น รถเก๋งสี่ประตู รถตรวจการณ์
รถแบบคูเป (COUPE) รถเปิดหลังคาได้ (ซึ่งเรียกกันได้หลายชื่อด้วยกัน ใน สหรัฐ ฯ เรียก CONVERTIBLE ใน
อังกฤษ เรียก ROADSTER ใน อิตาลี เรียก (SPIDER )ในทวีปยุโรปหลายประเทศเรียก CABRIOLET) รถพิคอัพ
(PICK UP) ซึ่งมีที่นั่งแถวเดียว อยู่หน้ากระบะ รถตู้หรือแวน (VAN) ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจาก สหรัฐอเมริกา โดยตรง
แล้วก็รถเล็กใช้ในเมือง (CITY CAR) ซึ่งมีรถมีนี (MINI) เป็นต้นกำเนิดเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว
เป็นรถเครื่องวางขวางข้างหน้า ขับเคลื่อนล้อหน้า มีสองประตู

ดูเหมือนจะมีกลุ่มหลักๆ อยู่เพียงเท่านี้ คือถ้าเห็นรถคันหนึ่ง เราก็จะบอกได้โดยไม่ลังเลว่าเป็นรถประเภทใด
ถ้าเป็นช่วงเวลาประมาณยี่สิบปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้วครับ เพราะรถพวกนี้ถูกทำให้ “กลายพันธุ์”
จนแม้คนขายหรือคนซื้อที่จ่ายเงินรับรถมาเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดมันเข้ากลุ่มไหนดี
รถเก๋งสี่ประตูถูกนำใส่เครื่องยนต์และช่วงล่างของรถสปอร์ท เพราะลูกค้ากระเป๋าหนักมีลูกอายุประมาณ 10 ขวบ 2
คนไม่สามารถทนใช้รถสปอร์ทสองประตูหรือรถคูเปไหว ต่อมาก็ลามมาถึงรถตรวจการณ์ ซึ่งดูเหมือนโรงงาน เอาดี
จะเป็นต้นคิด คือมีเครื่องยนต์ช่วงล่าง เบรค ระดับรถสปอร์ทชั้นสูง
เอาไว้ตอบสนองหัวหน้าครอบครัวที่ยังชอบรถกำลังสูง

ราย เอาดี นี่อาการหนักครับ ใครอยากได้รถแบบนี้ในตัวถังรถเก๋ง 4 ประตู ก็ต้องผิดหวังไป
เพราะทำขายเฉพาะรุ่นตรวจการณ์เท่านั้นในชื่อรุ่น อาร์เอส รุ่นล่าสุดดูเหมือนจะเปลี่ยนใจแล้ว
เพราะคงสำรวจตลาดพบว่าเสียลูกค้าให้คู่แข่งไปไม่น้อย รถพิคอัพถูกเพิ่มที่นั่งขึ้นอีกแถว
แต่ยังเหลือกระบะด้านท้ายไว้บรรทุกพอประมาณ
พอทำหลังคาคลุมทั้งคันและไม่แยกกั้นระหว่างห้องโดยสารและที่ใส่สัมภาระ มันก็จะกลายเป็นรถตรวจการณ์ไปทันที
ถ้าออกแบบตัวถังไม่ให้เหลือเค้าของรถพิคอัพแล้วติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ มันก็จะกลายเป็นรถ เอสยูวี หรือ
SPORT UTILITY VEHICLE ที่คนไทยกำลังคลั่งไคล้กันโดยไม่รู้ว่า เขาผลิตมาเพื่อจุดประสงค์ใด
และเราจะใช้ประโยชน์จากมันได้หรือไม่

รถครอบครัวขนาดเล็กทั้งแบบ 3 และ 5 ประตู ที่เรียกกันว่ารถแฮทช์แบค (HATCH BACK)
ก็ถูกขยายและเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ รวมทั้งปรับช่วงล่าง จนมีสมรรถนะสูงระดับรถสปอร์ทขนาดเล็ก โดยมีโรงงาน
โฟล์คสวาเกน นำร่องในรุ่น กอล์ฟ จีทีไอ (GTI) จนอักษรสามตัวนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของรถประเภทนี้ไปเลย
โรงงานที่ไม่ได้ออกแบบรถประเภทนี้ไว้ตั้งแต่ต้นอย่าง เบนซ์ และ บีเอม ฯ
ก็ไม่สามารถทนดูคู่แข่งชิงส่วนแบ่งในตลาดได้อีกต่อไป อย่างไรขอแบ่งส่วนบุญบ้างก็ยังดี
เอารุ่นสองประตูมาตัดท้ายออกดื้อๆ สักครึ่งก็คงพอขายได้
เราก็เลยได้เห้นรถท้ายด้วนที่คนไทยซึ่งถือความสวยงามเป็นใหญ่ ไม่ยอมรับ
เคยมีคนไปถามนักออกแบบรถชั้นนำของโลก เกี่ยวกับรถ “ท้ายด้วน” สองยี่ห้อนี้
มีรายหนึ่งเปรียบเทียบได้สะใจมากคือ “มองดูแล้วเหมือนกระรอกหางด้วน”

รถแวนต้นกำเนิดนั้น คือรถตู้ขนของที่ถูกนำมาดัดแปลง ซึ่งมีขนาดใหญ่ระดับเดียวกับห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งทีเดียว
รถตู้หรือรถแวนที่คนไทยเรียกว่ารุ่นใหญ่ใน สหรัฐ ฯ เขาเรียกว่ามีนีแวนนะครับ เช่น ไครสเลอร์ วอยาเจอร์ หรือโฟล์ค
คาราเวลล์ ผมก็ไม่ทราบว่าถ้าเจออย่าง ซาฟีรา เขาจะเรียกมันว่าไมโครแวนหรือไม่ รถแวนขนาดจิ๋วเช่นนี้
เรอโนลต์เป็นผู้ริเริ่มด้วยรุ่น ซีนิค กวาดเงินจากลูกค้าไปได้มากมาย กว่า โอเพล จะพัฒนารุ่น ซาฟีรา ออกจำหน่ายได้
แต่กลับต้องเปลี่ยนชื่อเมื่อขายในเมืองไทย เพราะตัวแทนจำหน่ายเดิม มีบริการหลังการขายระดับที่ลูกค้าเข็ดขยาด
ผมว่าน่าเป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้ค้ารถทั่วโลกเลยนะครับ ถ้าถึงขนาดที่ต้องเปลี่ยนชื่อจึงจะมีลูกค้ายอมซื้อ

ผมว่าขอบเขตที่แบ่งประเภทรถยุคนี้มันเลอะเลือนไปหมดแล้วครับ ถ้าเราเห็นรถ 5 ที่นั่งท้ายตัดขนาดเล็กสักคันหนึ่ง
บางครั้งเราก็ไม่สามารถบอกได้อย่างมั่นใจว่ามันเป็นรถประเภทไหน รถตรวจการณ์ขนาดเล็ก รถแวนขนาดเล็ก
หรือรถแฮทช์แบค ในอนาคตก็จะมีรถตรวจการณ์ขนาดใหญ่หรูหรา ขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่มองให้เป็นรถแวนก็ได้
หรือจะจัดเป็นรถ เอสยูวี (SUV) ก็ไม่ผิดเช่นกัน

ไม่มีใครเดาใจลูกค้าได้อย่างมั่นใจครับ ว่าทำรถแบบไหนมาแล้วจะขายดี
ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดที่ไหนในโลกตอบได้ เพราะมันไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูลเพื่อ “เดาใจ”
กลุ่มลูกค้าเท่านั้น ผมว่ามันมีองค์ประกอบอื่นอีกที่อยู่เหนือการคาดเดา
และทำให้การวางแผนการตลาดของโรงงานรถผิดพลาดได้ตลอดเวลา เช่นพฤติกรรมการเอาอย่างกันของมนุษย์
หรือรูปทรงของรถ ว่าจะตรงกับรถนิยมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหรือไม่
โรงงานรถยนต์จึงต้องใช้งานแสดงรถยนต์นี่แหละครับช่วยในการตัดสินใจ
โดยสอบถามหรือให้กรอกแบบสอบถามว่าถ้ามีคนทำรถแบบที่เห็นอยู่นี้มาขาย คุณจะซื้อหรือไม่ ? และพร้อมจะ “สู้”
ถึงระดับราคาขนาดไหน ?

รถทรงสูงแต่ผอม คือข้างนอกเล็กแต่ผู้โดยสารไม่อึดอัด ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในตลาดโลก
แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะขายคนไทยที่ถือความสวยงามมากกว่าประโยชน์ใช้สอยได้หรือไม่

รถเปิดหรือปิดหลังคาจะรวมอยู่ในรถคันเดียวกันตั้งแต่ เมร์เซเดส-เบนซ์
บุกเบิกหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ด้วยรุ่นเอสแอลเค (SLK)

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจะได้รับความนิยมมากขึ้น จากความนิยมรถ เอสยูวี
และจากความจำเป็นในการถ่ายทอดแรงขับเคลื่อนลงสู่ผิวถนน เนื่องจากเครื่องยนต์มีกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ

เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแบบ ไดเรคท์อินเจคชัน (DIRECT INJECTION) โดยเฉพาะแบบ คอมมอนเรล
(COMMONRAIL) จะแพร่หลายในรถยนต์นั่งอย่างมาก แต่จะเหมาะกับพวกเราหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เพราะเครื่องยนต์ดีเซลยังใช้งานได้ดี แม้จะฉีดเชื้อเพลิงเกิน พวกเราคงจะต้องสูดควันดำให้เป็นมะเร็งกันมากกว่านี้
เมื่อบรรดารถเหล่านี้มีอายุมากขึ้น และขาดการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง

ขนาดของล้อรถยนต์นั่ง ก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งทางด้านเส้นผ่านศูนย์กลางและทางด้านกว้าง ล้อขนาด 18 ถึง 20 นิ้ว
จะถูกใช้มากขึ้นกับรถใหม่เนื่องจากต้องการเนื้อที่สำหรับจานเบรคขนาดใหญ่ หน้ายางก็จะกว้างขึ้นด้วย
เพื่อรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรับแรงในโค้ง แรงเบรค และแรงเร่งด้วย

ระบบอีเลคทรอนิคส์ (ELECTRONICS) จะมีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะนี้มูลค่าอุปกรณ์อีเลคทรอนิคในรถบางรุ่นสูงเกินกว่าครึ่งแล้วครับ

การลดน้ำหนักจะได้รับการเน้นเป็นพิเศษเพื่อชดเชยกับน้ำหนักของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายต่างๆ
ที่เพิ่มขึ้นพรวดพราด เพราะฉะนั้นน้ำหนักรวมของรถจะไม่ลดลงนะครับ
แต่ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นเพราะต้องใช้วัสดุเบากับเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และชิ้นส่วนของตัวถัง

เกียร์อัตโนมัติจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น เพราะจะได้รับความนิยมในรถทุกประเภทนอกเหนือจากรถเก๋ง ไม่ว่าจะเป็นรถ
เอสยูวี รถพิคอัพ หรือแม้แต่รถสปอร์ทกำลังสูงก็ตาม เกียร์อัตโนมัติแบบไม่ใช้ ทอร์ค คอนเวอร์เตอร์ (TORQUE
CONVERTER) ซึ่งไม่กินน้ำมันมากกว่าเกียร์ธรรมดา จะได้รับการพัฒนาจนทนทาน และเปลี่ยนจังหวะได้รวดเร็ว
เกียร์แบบเปลี่ยนอัตราทดต่อเนื่องหรือ ซีวีที (CVT) ก็จะถูกพัฒนาให้ทนทานไว้ใจได้
และกลายเป็นคู่แข่งของเกียร์อัตโนมัติแบบไม่ใช้ ทอร์ค คอนเวอร์เตอร์ อย่างแน่นอนครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2545
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/rxh5a

บทความที่เกี่ยวข้อง

ก้าวต่อไปของพลังแห่งการ “หยุด”
ทีเด็ดของ เอาดี เอ 8 ใหม่
ฮอนดา เอนเอสเอกซ์ 2017 ซูเพอร์คาร์แห่งอนาคต
ขุมพลังใหม่จากแดนมังกร
อัพเดทล่าสุด
23 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th