บทความ

ยังโตได้อยู่


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนกรกฎาคม 2017/2016

ตลาดโดยรวม +7.5 %
รถยนต์นั่ง +6.7 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) +1.7 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) +47.7 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ +7.2 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ +39.0 %
อื่นๆ -3.0 %

เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2017/2016

ตลาดโดยรวม -38.2 %
รถยนต์นั่ง -33.7 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) -41.7 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) -34.5 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ -40.8 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ -33.2 %
อื่นๆ -44.5 %

 

ยอดรวม 7 เดือนแรกของปีนี้ ทั้งตลาดสามารถทำได้ 475,158 คัน ลดลง 38.2 % โดยที่ยอดการขายเดือนเดียวเติบโต 7.5 % ขายกันได้ 65,178 คัน ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรม ก็ปรับเป้าการผลิตรถยนต์ปี 2560 เป็น 1,930,000 คัน โดยลดเป้าผลิตเพื่อส่งออกเหลือ 1,100,000 คัน และเพิ่มเป้าผลิตเพื่อขายในประเทศ 830,000 คัน

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มีเหตุมาจากการขายในประเทศของเรา น่าจะเกินจากที่ตั้งเป้าไว้ในตอนแรก เพราะตั้งกันแบบเผื่อเหนียวกันมาตั้งแต่ต้นปี แต่พอมีรถรุ่นใหม่ออกมา เกิดขายดีเข้า ก็เลยต้องมาปรับเป้าการขายในประเทศ เพิ่มจาก 810,000 เป็น 830,000 คัน ทั้งที่ค่ายยักษ์ใหญ่บางค่าย เล็งกันไปถึง 840,000 คันโน่น

 

ส่วนสภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ ก็อยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าแคระแกร็น เพราะสาเหตุมากมาย ทั้งเรื่องสงครามกลางเมือง เรื่องราคาน้ำมันดิบที่ผันผวน ประกอบกับค่าเงินบาทเราก็ค่อนข้างแข็งตัวขึ้น ยอดการขายก็เลยไม่ค่อยกระเตื้องขึ้นมาตามที่คาดกันเอาไว้ และที่ต้องไม่ลืมก็คือ ค่ายรถยนต์ต่างพากันแบ่งประเภทของโรงงานประกอบ ว่าโรงงานนี้ ประกอบรถรุ่นนี้ แล้วส่งไปขายที่นี่ เหมือนอย่างตอนที่ท่านประธานของ นิสสัน มาเยือนเมืองไทย เสร็จแล้วท่านก็เดินทางต่อไปเปิดโรงงานประกอบรถยนต์ที่อินโดนีเซีย อย่างนี้เป็นต้น

 

และด้านของรถจักรยานยนต์ก็เช่นกัน จากที่ตั้งเป้ากันเอาไว้แบบเผื่อเหนียว ถ้าเป็นพวกทำงานบริษัทก็ต้องบอกว่า เป้าแค่นี้ทำได้ โบนัสแน่นอน แต่เกิดรถจักรยานยนต์ขายดีขึ้นมา ก็ต้องปรับเป้าการผลิตเป็นผลิต 2,150,000 คัน โดยคงเป้าผลิตเพื่อส่งออก 300,000 คัน และเพิ่มเป้าผลิตเพื่อขายในประเทศ เป็น 1,850,000 คัน

 

หันกลับมามองถึงเศรษฐกิจไทยกันบ้าง จากที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 สภาวะเศรษฐกิจโตกว่าที่ตลาดคาด จาก จีดีพี (GDP) ไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัว 3.7 % สูงกว่าที่ตลาดคาด จากการประเมินของ บลูมเบิร์ก และ รอยเตอร์ (BLOOMBERG AND REUTER CONSENSUS) ไว้ที่ 3.2 % โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกและการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

 

ในเรื่องการส่งออก การส่งออกสินค้าที่ขยายตัว ดีกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีแรก ได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ขยายตัวตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ตลอดจนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลัก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยขยายตัวในเชิงปริมาณด้วย อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมยังคงมีอยู่ การส่งต่อผลบวกดังกล่าวมายังเศรษฐกิจในประเทศทั้งการลงทุน การจ้างงาน และรายได้ครัวเรือน ยังมีจำกัด

 

mart2

 

ส่วนการใช้จ่ายครัวเรือนที่เติบโตดี มาจากแรงหนุนของการใช้จ่ายในส่วนของยานพาหนะ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากรายได้เกษตรกร ที่ขยายตัวดีในช่วงครึ่งปีแรก รวมถึงการสิ้นสุดโครงการรถยนต์คันแรก ทำให้มีความต้องการซื้อรถยนต์ใหม่ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 ยอดขายรถยนต์และจักรยานยนต์ในประเทศขยายตัวถึง 11.2 % และ 4.3 % ตามลำดับ เทียบกับ 6 เดือนแรกของปี 2559 ที่ยอดจำหน่ายรถยนต์และจักรยานยนต์ไม่ขยายตัว

 

นั่นคือสิ่งที่ทำให้จำเป็นต้องมาปรับเป้ากันใหม่เอาในช่วงเดือน 8 ไปแล้ว

 

แต่เป้าหมายของประเทศไทย ไม่ใช่แค่เพียง 7-8 เดือนที่ผ่านมาเท่านั้น เพราะช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ยังมีโครงการที่ค้างคา รอการอนุมัติอีกไม่ใช่น้อย ลองดูตัวเลขจาก บีโอไอ ดูง่ายๆ ก็ได้

 

ภาพโดยรวมของการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 3 เดือน ปีนี้ ข่าวนำเสนอเมื่อตอนเดือน 7 มีจำนวน 293 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 61,980 ล้านบาท โดยเป็นโครงการลงทุนใหม่ 182 โครงการ เงินลงทุนรวม 42,452 ล้านบาท คิดเป็น 68 % ของเงินลงทุนทั้งสิ้น และเป็นโครงการขยายจากกิจการเดิม

 

ที่ได้ลงทุนแล้ว 111 โครงการ เงินลงทุน 19,528 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 32 % ของเงินลงทุนทั้งสิ้น

 

นอกจากนี้ยังพบว่า 55 % ของมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุน เป็นกิจการที่อยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาล เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (NEW S CURVE) จำนวน 76 โครงการ เงินลงทุนรวม 7,800 ล้านบาท เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม (FIRST S CURVE) จำนวน 142 โครงการ เงินลงทุนรวม 34,300 ล้านบาท

 

ก็ต้องถือว่ายังไม่ขี้เหร่นัก เพราะบรรดาเงินลงทุนทั้งหลาย กว่าจะผลิดอกออกผล ก็ต้องเริ่มตั้งต้นการก่อสร้างกันเสียก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ ก็จะสามารถเริ่มการก่อสร้างได้ราวครึ่งหลังของปี 2561 เป็นต้นไป ที่แสดงให้เห็นว่า ตลาดรถยนต์โดยรวมของเรา ยังสามารถโตได้อีกในอนาคต ขอเพียงเราทุกคนไม่สิ้นหวัง และทำหน้าที่ของพวกเราให้ดีที่สุด ก็พอเพียง



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2560
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/kAD7j

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
23 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th